เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา     View stat by Truehits.net



คอลัมน์ : ขับไปคุยไป…เที่ยวทั่วไทยไปกับรณชิต
   
champ067
Red Machine 067
อังคาร
20/10/2552
เวลา : 11:50
IP:58.9.175.11
อ่าน= 5786
ตอบ = 32

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน
      
fiogf49gjkf0d
คอลัมน์ : ขับไปคุยไป…เที่ยวทั่วไทยไปกับรณชิต : เที่ยวสนุกที่นครนายก
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- 2 ชั่วโมง 33 นาทีที่แล้ว
เที่ยวสนุกที่นครนายก
เมื่อเร็วๆ นี้ รณชิตได้รับชวนจากสมาชิกกลุ่มเพื่อนแชมป์ ให้ไปช่วยออกความคิดเห็นในการสร้างสนาม เพื่อทำการแข่งขันรถยนต์ออฟโรด ที่ทอฝันรีสอร์ต ตำบลสาลิกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่งจะจัดกันระหว่างวันที่ 7-8 พฤศจิกายนนี้ โดยได้เชิญเพื่อนสมาชิกและพันธมิตรเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 100 คัน เพราะเป็นงานใหญ่ที่จัดเพื่อรำลึกถึงคุณเรวัตร นิลาพันธุ์ อดีตเลขาธิการสมาพันธ์ออฟโรดแห่งประเทศไทย และเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มเพื่อนแชมป์ด้วย



การแข่งขันจะแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกเป็นการจับคู่แข่งทางโคลนเป็นทางตรงประมาณ 50 เมตร แข่งว่าใครจะขับไปได้ไกลกว่าและเร็วกว่า ส่วนที่สองเป็นเซอร์กิตยาวเกือบ 300 เมตร ซึ่งผมก็รู้สึกสนุกเข้าไส้ไปด้วย จึงสนับสนุนถ้วยรางวัลไปอีก 8 ใบ เป็นการเพิ่มความอยากให้กับท่านสมาชิกที่เข้าร่วม ซึ่งความจริงรณชิตก็นำรถขับเคลื่อน 4 ล้อลงแข่งด้วยทุกที และแพ้ราบคาบทุกที ถึงแม้จะหวดกันเพียง 20-30 คัน ก็ได้เฮฮากันเช้ายันเย็น ปีนี้จึงคิดว่าต้องได้เฮตั้งแต่เช้ายันเช้าของอีกวันเป็นแน่ รวมทั้งถ้วยรางวัลเยอะๆ อย่างนี้ผมเองก็อาจมีสิทธิ์คว้าถ้วยรางวัลของตัวเองกลับมานั่งขำขันที่บ้านด้วย

ระหว่างที่แทร็คเตอร์กำลังไถปรับหน้าดินอยู่นั้น ฟ้าเมืองนครนายกมันมืดมิดไปด้วยเมฆฝน มองดูรู้เลยว่าอีกไม่กี่นาทีต้องมาเป็นพายุแน่ รณชิตจึงชวนน้องนุ่งลูกหลานยกก๊วนไปขอยืมรถ ATV มาถึง 7 คัน เป็นรถโคนิค (KONIK) ล้วนๆ ซึ่ง ส.อ.ธนพล ลาที เพื่อนฝูงกันเปิดบริการให้เช่าอยู่ใกล้ปากทางเข้าคลองมะเดื่อ เมื่อเห็นว่าเป็นเพื่อนกันจึงทำไม่รู้ไม่ชี้ไปถอยรถใหม่ที่จอดบนเนินโชว์รูมลงมาขี่อีก 2 คัน ตอนแรกก็ห่วงเด็กจึงได้ขอเปิดรอบซ้อมขี่ก่อน ปรากฏว่าลองแล้วง่ายกว่าที่คิด เลยปล่อยให้ขี่ชักแถวเข้าสวนสนามแบบชุดใหญ่ ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาแบบไม่ยั้งเหมือนกัน รณชิตแก่แล้วอยู่หลังสุด ต่อท้ายหลานชายชื่อเหอหนานอายุ 10 ขวบ ได้เห็นไอ้หนูเบิ้ลเครื่องพุ่งเสยเข้าไปในรั้วสวน ซัดออกอีกข้างเซไปมุดเข้ากอไผ่ถึง 2 เที่ยว แล้วยังมีหน้าหันมาหัวเราะทะลึ่งอีก ถ้ามีมิสไทยแลนด์วัวมาเดินเก้งก้างขวางทาง คงได้สวนทะลุเข้าไปถึงกลางฝูงเป็นแน่ ในสวนนั้นยังมีฝายน้ำล้น ทางชัน และบ่อโคลน ให้ขี่ผ่านอีกหลายแห่ง รถเขาแรงจริง หลานๆ นำทีมสวนสนามจนคนแก่หายใจตามแทบไม่ทัน ไม่นึกว่าจะสนุกขนาดนี้ ตอนแรกก็ไปนิ่งๆ แต่ตอนหลังคนแก่เผลอเบิ้ลคันเร่งยกล้อไปตั้งหลายที รูปถ่ายต่างๆ ที่ได้มานี้มีคุณลุงอายุ 60 ปี เป็นคนนั่งรถกระบะโฟร์วีลไล่ดักถ่ายเอาไว้ ท่านคงคันมือยิกๆ นึกอยากขี่สนุกด้วยเหมือนกัน

ออกมาจากสวนได้ก็มอมแมมกันถ้วนหน้า ต้องนำรถ ATV ไปฉีดน้ำล้างให้สะอาดทุกคัน ส่วนคนก็อาบพอเป็นพิธี แล้วขึ้นท้ายรถกระบะไปล่องแก่งต่อ ซึ่งก็เป็นสายน้ำที่ลงมาจากเขื่อนท่าด่าน หรือเขื่อนขุนด่านปราการชลนั่นเอง จึงเป็นน้ำที่ควบคุมได้ แพยางก็ไหลล่องไปตามลำห้วยโดยมีเจ้าหน้าที่ประจำแพคอยคัดหัวและคัดท้ายอย่างละคน ส่วนพวกเราก็ถือไม้พายไว้แล้วคอยพายตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้แพลอยไปตามทิศทางที่ต้องการ ตรงไหนมีแก่งหินมันก็วูบวาบพอให้สาวๆ ได้ร้องกรี๊ดนะคะจ๊ะจ๋า จนกระทั่งถึงแก่งหินสุดท้ายซึ่งทำให้น้ำไหลม้วนแรง แม้ไม่ถึงขนาดทำให้แพพลิก แต่เขาก็ใช้เป็นที่แกล้งให้มันพลิก โดยนายท้ายจะสั่งให้ผู้โดยสารโหนในทิศทางที่เขาต้องการ แพมันก็พลิกคว่ำ ส่วนคนก็ไหลไปตามน้ำ แต่สังเกตว่ายังมีเจ้าหน้าที่เสริมอยู่ตรงนั้นอีกหลายคน คอยไล่คว้าแขนให้มาขึ้นแพอย่างปลอดภัย รณชิตเองโดนน้ำซัดล้มคว่ำล้มหงายอยู่ตรงแก่งหินจนหน้าแข้งปูดไปหลายแห่ง เพิ่งรู้ว่าแก่แล้วมันแรงน้อยอย่างนี้เอง

การล่องแพยางก็เป็นหนึ่งในการท่องเที่ยวที่สนุก เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูป เพราะเก็บกล้องไว้ในรถหมด จึงได้แค่เขียนเล่าอย่างเดียว และอยากชวนให้ไปเที่ยว เพราะธรรมชาติสวย อยู่ใกล้กรุง ค่าใช้จ่ายน้อย คนในท้องถิ่นมีไมตรี

ในโอกาสเดียวกันนี้ รณชิตและก๊วนลูกหลาน ยังได้ขับมาสด้า ทรีบิวท์ เข้าไปเยี่ยมชมคลองมะเดื่ออีกครั้ง ปรากฏว่าสายน้ำสงบเสงี่ยมลงไปเยอะ รถสแตนดาร์ดสามารถขับกระโดกกระเดกเข้าไปได้ลึกถึงคลองสาม ไปจอดลงเล่นน้ำใสไหลเย็นกันที่นั่นเป็นชั่วโมง โดยซื้อส้มตำเผ็ดๆ ครกใหญ่ หมูทอดหอมๆ กับไก่ย่างวิเชียรบุรีเข้าไปด้วย เทใส่จานแล้วเปิดแบไว้บนพื้นใบตองได้เลย ไม่มีแมลงวันมาตอม เที่ยวก็สนุก กินก็อร่อยไม่บันยะบันยัง น่าอิจฉามาก







 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
   
คำตอบที่ 1

Champ79
79
อังคาร
20/10/2552
เวลา : 12:05
IP:
203.113.1.130

fiogf49gjkf0d
สื่ออย่างบ้านเมืองลงมาเล่นกับเพื่อนแชมป์ โอ้วสุดยอดขอบคุณ คอลัมน์ : ขับไปคุยไป…เที่ยวทั่วไทยไปกับรณชิต ...หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับประจำวันอังคารที่20...ขอบคุณอีกครั้งครับ

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 2

Champ79
79
อังคาร
20/10/2552
เวลา : 12:17
IP:
203.113.1.130

fiogf49gjkf0d






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 3

Champ79
79
อังคาร
20/10/2552
เวลา : 12:18
IP:
203.113.1.130

fiogf49gjkf0d






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 4

champ067
Red Machine 067
อังคาร
27/10/2552
เวลา : 22:59
IP:
113.53.145.228

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์ : ขับไปคุยไป...เที่ยวทั่วไทย : พู่กันสัญจร ย้อนรอยที่องสิต
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- 13 ชั่วโมง 35 นาทีที่แล้ว
พู่กันสัญจร ย้อนรอยที่องสิต

รณชิตขอเปลี่ยนบรรยากาศ พาแฟนๆ ไปเที่ยวที่องสิต ชุมชนซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกรายล้อมไปด้วยไร่ข้าวโพดอันเขียวขจี และ
แมกไม้นานาพันธุ์ โอบรัดด้วยขุนเขา ชุมชนปลูกบ้านเรือนอยู่ริมลำห้วยอิงแอบธรรมชาติ มีความสุขตามกายภาพของท้องถิ่น ไม่กันดาร


เหมือนชุมชนบนที่สูงทางตอนเหนือของไทย แต่สุดท้ายก็หลีกเลี่ยงผลกระทบจากผืนน้ำไม่ได้ เมื่อซอกหลืบภูเขาที่เคยเป็นแหล่งอยู่อาศัย
ได้กลายเป็นเกาะแก่งสุดลูกหูลูกตา ในผืนน้ำของเขื่อนศรีนครินทร์

ด้วยระยะทางกว่า 140 กิโลเมตร จากตัวเมืองกาญจนบุรี ถึงอำเภอศรีสวัสดิ์ ถัดออกไป 10 กิโลเมตรเศษ เป็นเขตชุมชนบ้านอง
สิต ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยกะเหรี่ยง ฐานะค่อนข้างยากจน แต่มิเคยบังเบียดทรัพยากรของผืนแผ่นดินไทย ความอยากได้อยาก
มียังน้อยกว่าคนไทยหลายคนนัก มีอาชีพรับจ้างหาของป่า ใช้ภาษาถิ่น และนับถือพุทธศาสนา ไม่มีฐานะใดๆ ที่จะมาต่อรองกับสังคมได้
ถ้าภาษาทางใต้ต้องบอกว่า ไม่สามารถโก่งหางกางเงี่ยง ตั้งท่าเตรียมต่อสู้กับศัตรูได้เลย

กิจกรรมในหนนี้ คนต้นเรื่องคือ คุณดิน-นิดา นิตานนทวัฒน์ ที่ชักชวนพี่น้องผองเพื่อนหัวใจเปื้อนสี คลั่งไคล้หลงใหลปลายพู่กัน ในนาม
ชมรมพู่กันสัญจร ศูนย์รวมบุคคลหลายสาขาอาชีพ ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยว และเล่าเรื่องผ่านเส้นสายปลายพู่กัน ไปบอกเล่า
บรรยากาศและอารมณ์แห่งความสุขด้วยสีน้ำหลายหลากมากสี ณ โรงเรียนบ้านองสิต

เพื่อนรักของรณชิตคือคุณบำเพ็ญ ผดุงกิจ และคณะออฟโรดกว่า 10 คัน ได้ช่วยสนับสนุนขนส่งสัมภาระอุปกรณ์ ตลอดจนเหล่านักวาดที่ยัง
อยู่ในวัยเรียน ไปขีดเขียนสมทบกับเพื่อนสมาชิกชมรมพู่กันสัญจร และทีม BG OK NATION (บล็อคเกอร์ โอเคเนชั่น) นักศึกษาจาก
วิทยาลัยช่างศิลป์ ลาดกระบัง ไปปักหลัก 2 วัน 2 คืน เพื่อร่วมมือกันวาดภาพบนผนังอาคารเรียนอเนกประสงค์ ซึ่งเมื่อต้นปีได้ระดม
ทุนมาสร้างอาคารหลังนี้ไว้แล้ว

คณะครูอาจารย์รวมถึงชาวบ้าน ให้การดูแลเอาใจใส่ ร่วมไม้ร่วมมือกับคณะเป็นอย่างดียิ่ง อันนี้ต้องขอชม โดยเฉพาะอาจารย์วนิดา
ยั้งประยุทธ์ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนบ้านองสิต เราแอบมองเธอทำงานอย่างทุ่มเทเพื่อท้องถิ่น ต้องยอมรับว่าเธอเป็นหญิงแกร่งและเก่ง
อีกคนที่พานพบมา เพราะปกติเรามักพบว่า กลองโนรา กลองหนัง ดังกว่ากลองวัด ซึ่งหมายถึงมนุษย์ทั้งหลายมักชอบความบันเทิงสนุก
สนาน มากกว่าการทำความดี

รณชิตหยิบเรื่องนี้มาเพียงเพื่ออยากจะบอกเล่าถึงเรื่องราวดีๆ ของสังคมออฟโรดและเครือข่าย ในฐานะที่ผองเพื่อนทั้งหลายเป็นตัว
แสดงจริงในเหตุการณ์ คิดตามที่เห็น เป็นอย่างที่พูด ไม่ใช่แสดงอาการว่าหงอนใหญ่กว่าหัว หรือทำอะไรเกินฐานะ กิจกรรมยามพัก
ผ่อนส่วนตัวของชาวออฟโรด มีเพียงน้อยนิดที่ปฏิบัติตนขัดกับกติกาสังคม แต่ความน้อยนิดนั้นบางครั้งได้ถูกนำมาขยายผลให้เป็นเรื่องมิ
ชอบมิควร จนเป็นแผลใหญ่ กลายเป็นกล้าหน้าหม้อ หรือทำทีเป็นขยันเมื่อเห็นผลตอบแทน ทำนองเดียวกับหมาเห่าเมื่อเห็นว่าเจ้าของ
จะให้กินข้าว

ท้ายนี้ขอร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปี ของชมรมเปอโยต์ ฟอร์ยู ประเทศไทย ที่ทุกวันนี้มีผู้นิยมในรถยนต์ค่ายนี้
สมัครเป็นสมาชิกใน www.peugeot 4you.com กว่า 6,000 คนทั่วประเทศ และเนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปีของการก่อตั้งชมรม
สมาชิกราว 70 คันได้ร่วมกันจัดแข่งขันแรลลี่แบบครอบครัว ภายใต้สโลแกน..การรับมีความสุขที่ยิ่งใหญ่ หากแต่การให้ยิ่งใหญ่กว่า
นัก..โดยสมาชิกได้ร่วมกันไปจัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนผู้พิการทางการได้ยิน ที่โรงเรียนโสตศึกษาปราจีนบุรี พร้อมกับ
มอบข้าวสารจำนวนกว่าพันกิโลกรัมและเงินสดจำนวนหกหมื่นกว่าบาท ให้กับโรงเรียนแห่งนี้

ทำดีละเว้นชั่ว ง่ายๆ เท่านี้ เมื่อทำแล้วแม้ไม่หวังกับสิ่งตอบแทนใดๆ แต่มันจะย้อนกลับมาหาท่านเอง ไม่ใช่หมากินก้างแต่ไปค้างที่คอ
ควาย คือคนหนึ่งกระทำ แต่อีกคนจะมารับผลแทนไม่ได้ ประเภทตบหลังไม่ดังเพ่งเอาทั้งเพ คือตบหลังแล้วไม่ร้องเอ๋งเป็นสุนัขแล้วตู
เอาแหลก อย่างนี้เจริญยากครับ



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 5

Champ79
79
พุธ
28/10/2552
เวลา : 09:26
IP:
203.113.1.130

fiogf49gjkf0d
ท่านเลขาเปิดกระทู้นี้มาเก็บเรื่องเล่าเหล่านี้ไว้ก็ดีเหมือนกันเน๊าะ...





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 6

Champ79
79
พุธ
28/10/2552
เวลา : 09:37
IP:
203.113.1.130

fiogf49gjkf0d






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 7

G-na
Kid Cowboy 067
อังคาร
15/12/2552
เวลา : 10:15
IP:
202.60.202.1

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป...เที่ยวทั่วไทย กับ รณชิต: ชายฝั่งทะเลใต้
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- 9 นาทีที่แล้ว
ronchalerm@gmail.com
รณชิตพามาเยี่ยมอำเภอปากพนัง ซึ่งเคยโด่งดังสุดติ่งจากเหตุการณ์วาตภัยที่แหลมตะลุมพุก อยู่ห่างจากตัวเมืองนครศรีธรรมราชออกไปราว 35 กม. มีแม่น้ำปากพนังไหลผ่านแบบไม่เต็มใจจะผ่าน เพราะเป็นแม่น้ำซึ่งอยู่ในพื้นที่แบนราบ ทำให้ท้องน้ำต่ำกว่าทะเลปานกลาง น้ำเค็มจากอ่าวนครศรีธรรมราชจึงพากันล้ำเส้น รุกเข้ามาในเขตน้ำจืดได้ จนถึงเขตอำเภอเชียรใหญ่ ลุ่มน้ำปากพนังบริเวณนี้เลยกลายเป็นนากุ้งกุลาดำซะถ้วนทั่ว แต่พอถึงหน้าฝนก็เกิดปัญหาน้ำท่วมนากุ้ง เพราะน้ำทะเลหนุนไม่ให้น้ำจืดไหลลงทะเล เจ้าของนากุ้งส่วนใหญ่ที่ทำท่าจะรวยจึงไม่สามารถรวยได้ซะที เป็นปัญหาซ้ำซากของประชาชน ซึ่งต่อมาในหลวงทรงมีพระราชดำริให้สร้างเขื่อนกั้นเขตไว้ที่ปากน้ำ แล้วเสร็จเมื่อปี 2542 ตัวเขื่อนนี้กั้นไม่ให้น้ำทะเลเข้ามาทะเลาะกับน้ำจืด และยังมีประตูผ่องถ่ายในเวลาที่เกิดน้ำล้น เป็นอันได้ประโยชน์หลายสถาน รวมทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนยามเย็นของผู้คนในท้องถิ่นด้วย


ความจริงภายในตลาดมีคอนโดมิเนียมใหญ่ และโรงแรมหลายแห่งที่สร้างหรือแปลงให้เป็นบ้านของนกนางแอ่น แม้แต่บ้านเรือนหลายหลังก็ใช้เป็นที่อยู่อาศัยเฉพาะชั้นล่าง ส่วนด้านบนเป็นบ้านของนก ซึ่งสร้างรายได้ให้กับเจ้าของโดยการเก็บรังนกขาย แต่ผู้คนในท้องถิ่นคงไม่รู้สึกอยากพักผ่อนเที่ยวชมบ้านนกหรอกครับ รวมทั้งชุมชนแห่งนี้ก็ไม่มีงานใหญ่ประจำปี หรือไม่มีเทศกาลส่งเสียงดังที่เป็นการรบกวนนก รณชิตก็แค่ได้เดินชมตลาด แล้วนั่งกินขนมครกโบราณหน้ากุ้ง และซาลาเปาร้อนๆ เท่านั้นเอง
ตอนสายได้ขับวีโก้ผ่านหมู่บ้านชาวประมง ไปสุดถนนที่ปลายแหลมตะลุมพุกซึ่งยื่นลงไปในทะเล ในใจคิดว่าชาวปากพนังก็ยังเข็ดอยู่มั้ง รณชิตสังเกตว่าหมู่บ้านชาวประมงก่อนถึงปลายแหลมนั้นเงียบเหงามาก ทั้งที่บรรยากาศชายทะเลให้ความรู้สึกเป็นมิตรคู่เรือนเพื่อนคู่ใจ เหมือนยาหม่องถ้วยทอง หรือให้เหมือนมิตรแท้ประกันภัยก็ได้ แต่เหตุเพราะเคยโดนตีเจ็บแล้ว ถึงจะปลอบก็เหมือนด่า ยิ่งมาพูดจ้อยๆ ยิ่งเหมือนไม้แทงหู จากเหตุการณ์พายุโซนร้อนแฮเลียตถล่มเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2505 ผู้อยู่ในและเข้าใจเหตุการณ์เล่าเป็นมรดกล้ำค่าสืบทอดกันมา ว่า ปีนั้นพายุมันยกพลขึ้นบกเข้าตีตอน 1 ทุ่ม มีรูปทรงเหมือนโดนัทยักษ์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 300 กม.หรือใหญ่เท่ากับจังหวัดนครศรีธรรมราช พอขอบโดนัทด้านหน้าเข้าตีแหลม ก็หอบคลื่นน้ำสูงราว 20 เมตรขึ้นมาถล่มบนฝั่งแค่เม็ดเดียวตูมเดียวเหน่งๆ ข้าวของก็พังพินาศบรรลัย พร้อมมีฝนตกดุเดือดสาหัสจนถึง 4 ทุ่มก็หายเป็นปลิดทิ้ง ประมาณจะหลอกให้หลงกลว่าฉันเลิกตีแล้วนะ เพราะเป็นช่วงที่อยู่ตรงกลางของโดนัทพอดี ผู้คนเริ่มออกมาสำรวจความเสียหาย แต่อีกครึ่งชั่วโมงขอบโดนัทอีกด้านก็ตามมา คราวนี้มันหอบคลื่นน้ำมาอีกลูก กวาดข้าวของที่พังยับอยู่แถวนั้นลงทะเลพร้อมชีวิตผู้คน เป็นการเข้าตีแล้วลาจากแค่สองเม็ดใหญ่ๆ แต่สร้างความบอบช้ำมหาศาล ขณะนั้นนายกรัฐมนตรีคือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้สั่งทหารเรือเข้าช่วยเหลือประชาชน และเร่งค้นหาศพในทะเลอย่างสุดความสามารถ ส่วนรถไฟต้องหยุดเดินเพราะภูเขาดินถล่มทับรางระหว่างสถานีช่องเขากับสถานีร่อนพิบูลย์ ไฟฟ้าดับทั้งจังหวัด ถนนติดต่อกับจังหวัดอื่นถูกทำลายพินาศหมด มันทารุณเกินจะลืมไหว ขนาดรณชิตเกิดไม่ทันตั้ง 1 ปี ยังเก็บมาเล่าต่อเป็นฉากๆ ได้เลย
อำลาแหลมตะลุมพุก โดยขับวีโก้เลาะอ่าวไทยลงไปทางอำเภอหัวไทร ไปแวะที่วัดพะโคะ ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ในวัดมีเจดีย์ใหญ่ที่หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด เคยมาร่วมบูรณะ ที่ฐานเจดีย์มีรูปปั้นช้างหนุนอยู่โดยรอบ มีวิหารเก่าที่เชื่อว่าเป็นตำแหน่งที่หลวงปู่ทวดเคยจำวัด มีบ่อน้ำสำหรับใช้ซักจีวรของหลวงปู่ และมีพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งต้องออกแรงปีนบันไดขึ้นไปหลายขั้นพอสมควร แต่ละวันจะมีคนมาทำบุญจำนวนมาก วัดดังก็อย่างนี้ทุกแห่ง ไม่ว่าที่ไหนๆ ในโลก มักมีร้านขายเครื่องเซ่นไหว้หรือของกินของฝากตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กัน
ขับรถมุ่งหน้าไปหาดมหาราช ตำบลจะทิ้งพระ เห็นชื่อตำบลแล้วรู้สึกอยากอมยิ้ม พอเข้าชุมชนก็เจอวัดจะทิ้งพระ คราวนี้ขำก๊ากเลย ความจริงก็เป็นวัดโบราณเก่าแก่ เพียงแต่ห่างไกลเกินกว่าที่รณชิตจะได้มาพบเห็นกับตาตัวเอง อ่านชื่อแล้วขำขันบันเทิงดีครับ ริมหาดมหาราชก็มีร้านอาหารเมนูอร่อยให้รับประทานกัน ชายทะเลย่านนี้มีศักยภาพมากพอที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญได้ เพราะอยู่เป็นกลุ่มเรียงลงไปตั้งแต่หาดสทิงพระ หาดม่วงงาม หาดทรายแก้ว จนถึงหาดสมิหลา มีความเงียบสงบแตกต่างกับตามความเป็นตลาด อย่างที่สมิหลานั้นจะเจี๊ยวจ๊าวกว่า แต่ก็รู้สึกว่ามีเพื่อนเยอะดี มีวิวเกาะหนู-เกาะแมวให้ชม นอกเหนือจากการถ่ายรูปคู่กับรูปปั้นสำริดหนูและแมว รวมทั้งนางเงือกสีทองที่อยู่คู่ชายหาดมานาน ผู้ใหญ่มักเล่าบอกเด็กไว้ว่า นางเงือกตัวจริงเคยมานั่งตรงนี้แหละ แถมตอนจะลงทะเลยังลืมหวีทิ้งไว้ด้วย สงสัยที่พาลูกๆ มาเดินเ
ที่ยวชายหาด คงเดินหาหวีนางเงือกกันด้วยมั้ง?
บรรยายใต้ภาพ
พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ
ที่วัดพะโคะ
สุดถนนที่ปลายแหลมตะลุมพุก เหงามาก
บ่อน้ำสหรับใช้ซักจีวรของหลวงปู่
คอนโดฯ ที่อาศัยนกนางแอ่นที่ตลาดปากพนัง

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 8

Champ79
หลานปี้หนาน
เสาร์
26/12/2552
เวลา : 12:22
IP:
113.53.40.151

fiogf49gjkf0d
วันอังคารหน้ามีเรื่องราวเพื่อนแชมป์ตีพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์บ้านเมือง อีกรอบโปรดติดตามกันนะครับ

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 9

g-na
Kid Cowboy 067
ศุกร์
15/1/2553
เวลา : 10:47
IP:
202.60.202.1

fiogf49gjkf0d
สัมผัส ลมหนาว บนที่สูง
ใครที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อนกับบรรยากาศหนาวเย็นที่หนึ่งปีมีหนเดียวเรามีมาให้เลือก



ลมหนาวมาเยือนแล้ว คงถูกใจหนุ่มสาววัยทำงานที่จะได้หยิบจับชุดแจ๊คเก็ตมาสวมใส่อีกครั้ง ส่วนใครที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อนกับบรรยากาศหนาวเย็นที่หนึ่งปีมีหนเดียว วันนี้ อำเภอใจ มีมาให้เลือก

เริ่มที่แหล่งท่องเที่ยวสุดฮอต อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยถึง 2,599 เมตร ประกอบด้วย ภูเขาสูงต่ำสลับซับซ้อน ลักษณะส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินแกรนิตพื้นที่เป็นลานหิน ถ้ำมีแม่น้ำปิงไหลผ่านทางภาคตะวันออกและแม่น้ำแจ่มไหลผ่านทางด้านตะวันตก อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี สถานที่น่าสนใจ อาทิ น้ำตกแม่ยะ น้ำตกแม่กลาง น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ ถ้ำบริจินดา และโครงการหลวงอินทนนท์ เป็นต้น

ถัดมา เที่ยวแบบกางเต็นท์ที่ ดอยอ่างขาง ตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรี ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศเหนือ 137 กิโลเมตร แยกซ้ายเข้าไปอีก 25 กิโลเมตร มียอดดอยสูงถึง 1,928 เมตร จุดเด่นอยู่ที่การเที่ยวชมดอกไม้เมืองหนาวจากสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง และดูแปลงปลูกไม้ดอกไม้ประดับกลางแจ้ง แปลงปลูกไม้ในร่ม แปลงทดลองกุหลาบ แปลงปลูกผัก แปลงปลูกผักในร่ม สวนท้อ สวนบ๊วย ป่าซากุระ ป่าเมเปิล รวมทั้งพระตำหนักอ่างขาง

ต่อที่ 5 ภูชื่อดัง อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่ผืนป่ายังคงอุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าสนเขา ป่าดิบ น้ำตกและหน้าผา ลักษณะเด่นของอุทยานฯ คือภูเขาหินทราย ยอดตัดเป็นที่ราบขนาดใหญ่คล้ายใบบอนหรือรูปหัวใจ สูงจากระดับน้ำทะเล 400-1,200 เมตร จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตร ภูกระดึงมีธรรมชาติน่าสนใจหลายอย่าง ทั้ง ความสวยงามของการชมวิวทิวทัศน์จากที่ราบสูง เช่น การชมพระอาทิตย์อัสดงที่ผาหล่มสัก ผานกแอ่น ผาหมากดูก ผาหล่มสัก น้ำตกถ้ำสอเหนือ-ใต้ สระอโนดาด และ น้ำตกธารสวรรค์ เป็นต้น

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัดคือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส เฉพาะในฤดูหนาวลดต่ำประมาณ 4 องศาเซลเซียส จุดท่องเที่ยวเช่น ลานหินแตก ลานหินปุ่ม ผาชูธง น้ำตกร่มเกล้า-ภราดร น้ำตกศรีพัชรินทร์ น้ำตกหมันแดง น้ำตกผาลาด พิพิธภัณฑ์การสู้รบ โรงเรียนการเมืองการทหาร ที่หลบภัยทางอากาศ และหมู่บ้านมวลชน

อุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย ภูเขาสูงใหญ่ บนยอดเขาเป็นที่ราบกว้างมีต้นสนจำนวนมากสลับซับซ้อน แต่แปลกตรงที่มีส่วนหนึ่งเป็นผาชะโงกยื่นออกมาเหมือนหัวเรือสำเภาใหญ่ อากาศหนาวเย็นตลอดปี โดยเฉพาะฤดูหนาวจะเย็นมากจนเกิดแม่คะนิ้งบนยอดหญ้า กิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ การชิมไวน์ ชาโต้เดอเลย การชมวัฒนธรรมพื้นบ้าน ผาโหล่นน้อย ภูผาสาด ทะเลภูเขา ผาซับทองหรือผากุหลาบขาว

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว จังหวัดพิษณุโลก มีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ ยอดภูสอยดาวสูงจากระดับน้ำทะเล 2,102 เมตร ซึ่งสูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย จุดเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่ น้ำตกภูสอยดาว เป็นน้ำตก 5 ชั้น และการผจญภัยขึ้นสู่ลานสนสามใบอันสวยงาม

อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกและดูพระอาทิตย์ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ยิ่งตอนพระอาทิตย์กำลังเคลื่อนมาตรงระหว่างปลายยอดเขา จะดูเหมือนเสือคาบแก้วมาก ภูชี้ฟ้าอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร มีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว มองเห็นหมู่บ้านลาวที่เรียกว่า เชียงตอง

ลงมาที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เขาค้อ มีแหล่งท่องเที่ยวน่าประทับใจ อาทิ เนินมหัศจรรย์ ที่ใครผ่านไปผ่านมาต้องอยากทดสอบว่ามหัศจรรย์อย่างไร จุดนี้มีลักษณะเหมือนกับเนิน จะมีเส้นกั้นให้จอดรถ หยุดอยู่ที่เส้นที่ขีดไว้กลางถนน จากนั้นปลดเกียร์ว่าง รถก็จะไหลขึ้นเนินไปเองประมาณ 10 เมตร หรือจะไปอนุสาวรีย์สถานผู้เสียสละจากการสู้รบในสงครามระหว่าง ผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์และรัฐบาล พระตำหนักเขาค้อ น้ำตกศรีดิษฐ์

อีกที่ในจังหวัดเดียวกัน อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จังหวัด เพชรบูรณ์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำพอง แม่น้ำเลย สถานที่น่าสนใจ เช่น ผากลางโหล่น ผาล้อม ผากอง ทุ้งหญ้ากงวัง ถ้ำผาหงษ์ น้ำตกซำผักคาว น้ำตกทรายแก้ว น้ำตกทรายเงิน น้ำตกเหวทราย น้ำตกทรายทอง ภูผาจิต เป็นต้น

ปิดท้ายที่เมืองเล็ก ๆ ในอ้อมกอดของขุนเขา ปาย จังหวัด แม่ฮ่องสอน อยู่ระหว่างรอยต่อชายแดนไทย-พม่า ที่นี่ฤดูหนาวอากาศเย็นจัดและมักปกคลุมด้วยสายหมอก ละอองน้ำจาง ๆ ยามเช้า ด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน มีความเป็นธรรมชาติสูง แต่แฝงไปด้วยเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมที่หาดูได้ยาก กิจกรรมน่าสนใจ เช่น เช่าจักรยานขี่เที่ยวชมเมือง ล่องแก่งแม่น้ำปาย หรือจะขี่ช้าง เดินป่า ก็ย่อมได้ตามสไตล์ของแต่ละคน

หนาวนี้ ถ้ายังไม่มีโปรแกรมในใจเก็บ 10 สถานที่ท่องเที่ยวไว้เป็นตัวเลือกก็น่าจะดี


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์








 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 10

g-na
Kid Cowboy 067
จันทร์
25/1/2553
เวลา : 11:07
IP:
202.60.202.1

fiogf49gjkf0d
การทดสอบระบบแนะนำแผนท่องเที่ยวด้วยสมาร์ทโฟนและเว็บไซต์


ดูรูปทั้งหมดThaiPR.net -- จันทร์ที่ 25 มกราคม 2010 10:27:14 น.
กรุงเทพฯ--25 ม.ค.--เนคเทค



กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงวิทย์ฯ ททท. เปิดให้ประชาชนทั่วไปทดลองใช้งานระบบแนะนำแผนท่องเที่ยวด้วยสมาร์ทโฟนและเว็บไซต์“ไปเป้ : www.pi-pe.org” ผลงานที่เกิดจากความร่วมมือในการวิจัยพัฒนาศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรมและฐานข้อมูลชุมชน เพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งเสริมสร้างเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ อันเป็นวิถีทางหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม


“ไปเป้ : www.pi-pe.org” ภายใต้แนวคิดไปเที่ยวไหนๆได้อิสระ แบกเป้ใบเดียวก็สามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งกำลังเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆในยุคการสื่อสารไร้สายความเร็วสูง เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ว่าการวางแผนการท่องเที่ยวที่ไหนซักแห่งมีปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้าข้อมูลซึ่งอาจจะกระจายอยู่หลายแห่ง การหาเส้นทางขับขี่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งหรือในระหว่างการเดินทางนั้น สถานที่ๆต้องการไปปิด หรือมีการเปลี่ยนเส้นทางระหว่างการท่องเที่ยว ระบบแนะนำแผนที่ท่องเที่ยวถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยรวมรวบจุดพิกัดพร้อมข้อมูลท่องเที่ยว ผู้ใช้สามารถเลือกประเภทสถานที่ที่ต้องการจะไปและกำหนดจำนวนวัน โดยระบบจะทำการคำนวณตารางการเดินทางในด้านเวลาว่าควรใช้เวลากับแต่ละสถานที่มากน้อยแค่ไหน พร้อมทั้งเส้นทางขับขี่ ตารางการเดินทางนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาทางมือถือ และเว็บไซต์ หลังจากท่องเที่ยวกลับมาแล้วผู้ใช้สามารถทำการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงเลือกสั่งซื้อสินค้าทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ๆ ได้ไปมาแล้วอีกด้วย

ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย เนคเทค ให้วิจัยพัฒนาระบบนี้ขึ้นมาภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งระบบดังกล่าวได้ทำการวิจัยพัฒนาจนสมบูรณ์ในระดับที่พร้อมจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้มาทดลองใช้วางแผนเดินทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาผ่านมือถือสมาร์ทโฟนและเว็บไซต์นำร่องเป็นจังหวัดแรก “ไปเป้ : www.pi-pe.org” จะสนับสนุนการนำข้อมูลเชิงวัฒนธรรมจากรากหญ้า ที่เกิดจากชุมชน เครือข่าย และข้อมูลจากหน่วยงาน มาผสานกับเทคโนโลยี ทำให้มีการเพิ่มทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่จะก่อให้เกิดเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เป็นการนำขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และฐานข้อมูลทางศิลปวัฒนธรรม และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียมกัน และเพื่อเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับประเทศทั้งในด้านการศึกษา เศรษฐกิจและสังคม เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับศิลปวัฒนธรรมไทย รวมทั้งสร้างโอกาสสำหรับการเข้าถึงเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ และที่สำคัญเป็นการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย

นายพนม กะรีบุตร ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “ระบบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้การวางแผนการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างสะดวก ผู้ใช้สามารถเลือกสถานที่ๆ ต้องการจะไป โดยกำหนดเวลาเริ่มต้น เวลาสิ้นสุด และ จุดเริ่มต้นที่จะขับรถ หลังจากนั้นไปเป้จะทำการคำนวณตารางการเดินทางให้ว่า ไปที่ไหนก่อนหลัง ใช้เวลาอยู่กับแต่ละสถานที่มากน้อยแค่ไหน เส้นทางขับรถเป็นอย่างไร ค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวมากน้อยแค่ไหน โดยการคำนวณตารางจะใช้ข้อมูลด้านระยะทาง เวลาเปิดปิดของสถานที่ รวมถึง ข้อมูลเวลาเยี่ยมชม มาประกอบการสร้างตาราง ช่วยลดเวลาในการค้นคว้าและการวางแผนการเที่ยวของผู้ใช้งาน

ดังนั้น ประโยชน์ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับจากระบบแนะนำแผนท่องเที่ยวนี้ คือ นักท่องเที่ยวจะประหยัดเวลาในการหาข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยไม่ต้องเดินทางไปเพื่อขอข้อมูลก่อนการเดินทาง เพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจ และวางแผนการท่องเที่ยว เพื่อเตรียมตัวเป็นนักท่องเที่ยวที่ดี เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวก่อนที่จะได้เดินทางไป สอดรับกับแนวคิดทางการท่องเที่ยวที่ได้จัดทำขึ้นเพื่อต้านภัยโรคร้อนหรือ 7 Green ซึ่งเป็นแนวทางการปฏิบัติสู่การเดินทางท่องเที่ยวอย่างถูกวิธีและการให้บริการด้านการท่องเที่ยวที่ตระหนักและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญในหัวข้อ Green Heart / Tourist หัวใจของนักเดินทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก การใส่ใจและให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ททท. ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวในทิศทางที่ยั่งยืน ตลอดจนติดตามความเคลื่อนไหวในเรื่องภาวะโลกร้อนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองใหม่ ๆ เพื่อนำมาปรับตัวตามสถาน

การณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกให้แก่ผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว”



สอบถามข้อมูลงานวิจัยเพิ่มเติมได้ที่

หัวหน้าโครงการ: ดร. รัฐภูมิ ตู้จินดา หน่วยปฏิบัติการวิจัยพัฒนาสื่อดิจิทัล (DML)

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค)

อีเมล์: rattapoom.tuchinda@nectec.or.th

โทรศัพท์: 02 564 6900 ต่อ 2627

ดร.รัฐภูมิ ตู้จินดา

นักวิจัยหน่วยปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาสื่อดิจิทัล ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติหรือเนคเทค นักเรียนทุนประเทศไทยตั้งแต่ระดับชั้นปริญญาตรี -เอก โดย ระดับปริญญาตรีและโท จบจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology) หรือ เอ็มไอที (MIT ) และจบด๊อกเตอร์หนุ่มจากคณะวิศวกรรมไฟฟ้า University of Southern California ด้วยบุคลิกของนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมและประเทศชาติ และในวันนี้ การทดสอบระบบแนะนำแผนท่องเที่ยวด้วยสมาร์ท โฟนและเว็บไซต์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปป้: www.pi-pe.org คืออีกหนึ่งในผลงานที่อาจารย์รัฐภูมิภาคภูมิใจ

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 11

g-na
Kid Cowboy 067
อังคาร
2/2/2553
เวลา : 09:31
IP:
202.60.202.1

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป..เที่ยวทั่วไทยกับรณชิต: ยาริสสัญจร ปัว-ห้วยโก๋น-ศรีสัชนาลัย
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 09:16:33 น.
ronchalerm@gmail.com


รณชิตมีงานช้าง ต้องออกสำรวจประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย โดยขับยาริสคันเก่งออกจากบ้านตอนตะวันสายโด่ง เป้าหมายคืออยากไปดูจุดผ่านแดนห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ให้เป็นบุญตาซะหน่อย เพราะเป็นเส้นทางดาวรุ่งเข้าสู่ลาว ประเดี๋ยวพอความเจริญเข้าถึงในอนาคต รณชิตก็สามารถเก็บกากมาเล่าให้หลานๆ ฟังได้ว่า สมัยอดีตนั้นบุโรทั่งแค่ไหน

ถึงอำเภอปัว ระยะทางราว 750 กม.เวลาก็ปาไปเกือบ 2 ทุ่ม จอดยาริสชมหน้าซุ้มประตูทางเข้าเมืองปัว เห็นไฟประดับประดาสวยงาม พร้อมสโลแกน "ถิ่นผู้กล้าพญาผานอง ท่องอุทยานภูคา ผ้าทอไทยลื้อ เลื่องลือเครื่องเงิน" ตรงนี้เป็นปากทางขึ้นอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่พักในเมืองเต็มหมดทั้งโรมแรมและรีสอร์ท จึงได้ไปพักที่ป่าปัวภูคาซึ่งอยู่นอกเมืองออกไป โดยมีคณะอาจารย์และนักศึกษาสถาปัตยกรรม พระจอมเกล้าลาดกระบัง เข้าพักที่เดียวกันอีก 1 คันรถบัสเล็ก เข้าใจว่าคงจะไปไหนมาสามวาสองศอก เที่ยวดูสถาปัตยกรรมต่างๆ ไปเรื่อย เห็นตัวหนังสือที่ท้ายรถบัสระบุว่า "ถาปัตย์สัญจร" เราก็ลืมไปว่าน่าจะเขียน "ยาริสสัญจร" ไว้ท้ายรถซะหน่อย

การสัญจรของรณชิตครั้งนี้ ได้มีนักลงทุนติดตามไปด้วยทั้งแม่และลูกชาย ดังนั้นหลังการนอนหนาวเท้าสั่นในป่าปัวภูคา ตื่นเช้าขึ้นมาจึงได้ไปเยี่ยมชมกิจการร้านลำดวนผ้าทอ เป็นแหล่งจำหน่ายผ้าทอทั้งปลีกและส่ง เป็นผ้าที่ทางร้านทอเองและรับซื้อจากหน้ากี่กระตุกของชาวบ้าน โดยที่นักลงทุนแม่ลูกก็อุดหนุนไปหลายชิ้น ในราคาที่ลำดวนผ้าทอจัดให้แบบขายส่ง คราวต่อไปถ้ามีการสั่งเพิ่มเติมก็สามารถจัดส่งให้ได้ทางรถทัวร์ กรุงเทพฯปัว

แหล่งขายส่งที่น่าสนใจอีกแห่งของอำเภอปัว คือร้านแพวผ้าฝ้าย เป็นผ้าทอจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านเฮี้ย ชาวบ้านใช้เวลาว่างทอเองที่บ้าน เป็นผ้าดิ้น ผ้าลายน้ำไหล ส่งมาเป็นชิ้น แล้วทางร้านทำเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปอีกทีเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่วนอาชีพหลักของชาวบ้านย่านนั้นส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ช่วงนี้ไร่ข้าวโพด ใบยาสูบ และถั่วลิสง กำลังงามท่วมไร่ คงได้ผลผลิตสูง เพราะเป็นการทำไร่ใกล้ตา ทำนาใกล้บ้าน หมดเวลาส่งลูกสาวไปหากินไกลถิ่นแล้วนั่งห่วงหา แต่ลูกสาวหายจ้อยเลย "ฝนจะตกจะไปเจื้อใจ๋ดาว มีลูกสาวจะไปเจื้อใจ๋มัน"

ระหว่างทางสู่ห้วยโก๋นได้เห็นชาวบ้านกำลังลงแขกจับปลาสามัคคีในบึงขนาดใหญ่ ที่บ้านรัชดา ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง คาดว่าเย็นนั้นคงมีต้มปลาหม้อใหญ่ พร้อมก๊งสุราคละคลุ้งพองาม รณชิตจากบ้านนอกมาช่วยรัฐบาลสร้างกรุงเทพฯ นานจนไม่ค่อยได้เห็นภาพอย่างนี้ ถัดจากนั้นได้ไปแวะกลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าบ้านทุ่งสุน ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง เป็นงานทอประเภทผ้าปูที่นอน ผ้าปูโต๊ะ ผ้าม่าน และผ้าผืนชนิดอื่นๆ ที่มักมีการสั่งผลิตแบบล็อตใหญ่จากโรงแรมหรือรีสอร์ทต่างๆ เพื่อให้ได้ลายผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

เส้นทางจากเชียงกลางถึงทุ่งช้าง และเฉลิมพระเกียรติ มีภูเขายอดสวยให้ขับยาริสได้สนุกเข้าไส้ ความกะทัดรัดของตัวรถ ทำให้ขับได้น้ำได้เนื้อเสื้อกางเกงดีมาก ช่วง 6 กม. สุดท้ายสู่ด่านห้วยโก๋น ตอนนี้อยู่ระหว่างก่อสร้าง เป็นทางดินอัดแน่น การค้าขายไทยลาวจะมีตลาดคึกคักเฉพาะทุกช่วงเช้าวันเสาร์ ผ้าทอมือแบบลายน้ำไหลจากลาวนั้นมีมาเยอะ ถ้าผ่านด่านห้วยโก๋นเข้าไป ก็เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวที่กำลังเป็นดาวรุ่ง ลึกเข้าไป 35 กม.คือเมืองหงสา ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ สามารถไปจนถึงหลวงพระบางได้ และจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่สะใจได้อรรถรสกว่าขับรถจากเวียงจันทน์ขึ้นเหนือสู่หลวงพระบาง

อำลาห้วยโก๋นในช่วงบ่ายคล้อยแล้ว จึงรีบหวดยาริสเข้าโค้งเต็มข้อยิ่งขึ้น ทำเอาผู้โดยสารออกอาการปากห้อย น้ำลายยืด เหมือนเมาใบกระท่อม ซึ่งลำบากแก่การกลืนกลับอยู่ไม่น้อย ต้องจอดอุดหนุนมะขามป้อมของชาวบ้าน ที่ตั้งเพิงขายริมถนนตรงข้ามโรงเรียนบ้านปางหก ตำบลห้วยโก๋น นั่นเอง คราวนี้กัดมะขามป้อมเปรี้ยวจี๊ด กลืนน้ำลายคล่องคอดีนักแล

ค่ำคืนนั้นได้เข้าพักที่โรงแรมอารยะ เทอเรซรีสอร์ท จังหวัดอุตรดิตถ์ มื้อเย็นจากห้องอาหารของโรงแรมก็อร่อยมาก ปลาทับทิมทั้งตัวหั่นเป็นชิ้นก่อนทอดมาเต็มจาน กรอบนอกนุ่มใน กลิ่นหอมกรุ่น จุ่มลงในน้ำจิ้มเผ็ดๆ แล้วจ่อเข้าปาก แซบหลายก่ายกอง เช้าตื่นขึ้นมายังไม่ได้คิดจะกลับบ้านกันง่ายๆ หรอกครับ ต้องไปลงทุนที่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร บ้านนาต้นจั่น ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ไปดู กรรมวิธีการทำผ้าหมักโคลนแบบพื้นบ้าน วิธีการคือหาดินจอมปลวก หรือดินปนทรายทั่วไป น้ำหนัก 15 กก./น้ำ 30 ลิตร กรองเอาเศษไม้ออกด้วยผ้าขาวบาง นำผ้าผืนมาหมักโคลน 1 คืน เพื่อให้เนื้อผ้ามีความนุ่ม จากนั้นซักให้สะอาด ก่อนนำไปต้มด้วยสีธรรมชาติ รณชิตเดินดูแล้วเสียวสันหลังครับ มีกระทะใหญ่หลายใบกำลังถูกต้มจนเดือดควันฉุยเหมือนภาพวาดของนรก แต่เป็นน้ำผสมสีธรรมชาติในอัตราส่วน 30 ลิตร/สี 2 กก.ใส่เกลือ 7 ช้อนโต๊ะ และผงซักฟอก 3 ช้อนโต๊ะ ใช้เวลาต้มประมาณ 1 ชั่วโมง โดยต้องใช้ไม้คนตลอด ไม่ทันได้ถามว่าคนให้แตกกันหรือคนให้เข้ากัน แต่สุดท้ายก็นำไปซักและตากให้แห้ง

สำหรับสีธรรมชาติได้มาจากมะเกลือ ไม้สีเสียด เปลือกมังคุด และอีกมากมาย ตำแล้วหมักน้ำไว้ 1-1เดือนครึ่ง โดยลูกมะเกลือจะให้สีดำ ไม้ฝางได้สีแดงปนน้ำตาล มะกายได้สีเหลืองขี้ม้า ใบหญ้านางได้สีเขียวขี้ม้า ขมิ้นได้สีเหลือง และครั่งได้สีดำปนม่วง รณชิตเป็นเด็กอยู่บ้านนอก เคยรู้แค่ว่าตำมะเกลือกินเข้าไปแล้วไส้ไหลออกมาเป็นกองๆ ใช้ถ่ายพยาธิดีนักแล

การเดินทางของนักลงทุนใหญ่ในครั้งนี้ ใช้ระยะทาง 1,725.8 กม.จากบ้านและกลับถึงบ้าน ได้ความรู้เกี่ยวกับการผลิตผ้าทอมือมาพอสมควร ได้ผ้าทอชนิดต่างๆ ใส่มาเต็มท้ายจนยาริสก้นเตี้ย รวมทั้งได้รู้ถึงช่องว่างระหว่างราคาจากแหล่งผลิตกับราคาจากร้านในเมือง ที่ต่างกันราวหูฉลามกับห่อหมกปลาแดก



บรรยายใต้ภาพ
ร้านลำดวนผ้าทอ
กระทะใหญ่ สำหรับย้อมผ้า
ด้วยสีธรรมชาติ
ผ้าทอผืนกำลังซักตากแห้ง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเฮี้ย
จะไปห้วยโก๋นนู้น
วัตถุดิบเพื่อผลิตสีธรรมชาติ
แช่หมักไว้ทำสียอมผ้า

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 12

g-na
Kid Cowboy 067
อังคาร
23/2/2553
เวลา : 10:20
IP:
203.172.103.90

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป..เที่ยวทั่วไทยรับรณชิต: นิสสัน นาวารา น้ำมันถังเดียวเที่ยว 4 ประเทศ
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 09:53:02 น.
เมื่อเร็วๆ นี้ รณชิตได้รับชวนจากคุณพุทธชาด แสนสะสม เพื่อนที่บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ขับรถกระบะนิสสันนาวารา ท่องเที่ยวไปแบบไอ้จ่อยสัญจรราษฎรเต็มขั้น เป็นคนไม่มีราชการอะไรจะทำน่ะครับ เพื่อนชวนเที่ยวทีไรจึงไปกับเขาทุกที โดยขึ้นรถบัสใหญ่จากกรุงเทพฯ ไปกินข้าวเที่ยงในร้านยิ้มยิ้มที่นครสวรรค์ ด้วยเมนูผักปลา เช่น ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ลูกชิ้นปลาลวกจิ้ม ผัดผักรวมมิตร และกุ้งแม่น้ำขนาดตัวละ 3 ขีด เห็นแล้วน้ำลายสอตั้งแต่ยังไม่ได้กลิ่น

เส้นทางการขับนิสสันนาวาราท่องเที่ยวรายทางครั้งนี้ ได้ไปตั้งหลักที่เมืองเมียวดีของพม่า ฝั่งตรงข้ามอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยคุยคำโตน้ำลายแตกเป็นฟองฟอดไว้ว่า น้ำมันถังเดียวจะขับให้ถึงเมืองเว้ในเวียดนามโน่นเลย จึงทำให้ต้องมีราชการเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเชิญมิสเตอร์ทูน ทูน อิน ผู้ว่าราชการเมืองเมียวดี มาร่วมเซ็นชื่อปิดถังเป็นสักขีพยาน และเป็นประธานปล่อยขบวนคาราวาน ร่วมกับมิสเตอร์โคจิ โอคูดะ รองผู้จัดการใหญ่ประสานงานการตลาดและขาย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

จุดเริ่มต้นในเมียวดีนั้น มีนิสสันนาวาราจอดรออยู่แล้ว 4 คัน รณชิตได้อยู่ในคันที่ 3 รองจากรถนำขบวนของตำรวจ และรถกันชนของทีมงาน ตัวรถก็ไม่มีอะไรพิเศษ ใส่ยางบริดจสโตน ขนาด 205R16 สแตนดาร์ดจากโรงงาน ขับจุ๊ยข้ามสะพานมิตรภาพที่ทอดผ่านแม่น้ำเมยหรือแม่น้ำตองยิ่นของพม่า มายังฝั่งเทศบาลตำบลท่าสายลวดของอำเภอแม่สอด ใช้ความเร็วในการเดินทางประมาณ 70-80 กม./ชม.นอกนั้นก็แล้วแต่ธรรมชาติจะปรานี คือถ้าโค้งมากก็ต้องยกคันเร่ง เพราะการขับปลอดภัยเป็นเรื่องหลัก ขับประหยัดน้ำมันเป็นเรื่องรอง ส่วนทางลาดชันขึ้นเขาไม่เป็นอุปสรรคใดๆ เพราะเครื่องยนต์ของนาวาราให้แรงบิดดีตั้งแต่รอบต่ำอยู่แล้ว อากาศยามเช้าเริ่มด้วย 19 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นสูงตามตำแหน่งพระอาทิตย์ไปเรื่อย ลงจากขุนเขาแล้วเข้าสู่พื้นราบของเมืองตาก สุโขทัย และแวะรับประทานมื้อเที่ยงที่พิษณุโลก ของอร่อยก็มีต้มไก่ใส่ขมิ้น เอ็นตุ๋น ปูอัดจิ้มวาซาบิ เสียดายที่เห็นขนมจีนตอนท้องเต็มแล้ว ไม่งั้นคงขออีกจานเป็นแน่

ช่วงบ่ายได้ย่อยอาหารบนความลาดชันของถนนบนเขาค้อ แวะจิบกาแฟที่ร้านรู้ท 12 นั่งชมเขาค้อหัวโล้นด้วยความไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนในคาราวานก็ได้มีนิสสันเอ็กซ์เทรลใหม่มาร่วมคณะอีก 2 คัน ซึ่งก็คุยคำโตไว้เหมือนกันว่าน้ำมันถังเดียวจะไปให้ได้ 1,000 กม. เส้นทางต่อจากนี้ยังไม่หมูนะครับ พอลงจากเขาค้อก็ต่อด้วยอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว บนเทือกเขาเพชรบูรณ์

ที่กั้นระหว่างภาคเหนือกับภาคอีสาน แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำพอง และแม่น้ำเชิญ ก็เกิดจากป่าแห่งนี้ จนทำให้เราได้มีเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ นั่นเอง ปลายทางวันนี้อยู่ที่อำเภอชุมแพ ขอนแก่น โดยก่อนถึงชุมแพราว 20 กม.ได้มีนิสสันทีด้า และทีด้าลาติโอ มาตีตั๋วเด็กเพิ่มในคณะอีก 2 คัน พร้อมคุยไว้เล็กน้อยว่าถังเดียวจะไปให้ได้ 800 กม.ในขบวนคาราวานตอนนี้จึงมีทั้งทีมงาน สื่อมวลชน และเจ้าของรถจริง คันของรณชิตจบวันแรกด้วยระยะทาง 481.5 กม. ที่โรงแรมเมเจอร์แกรนด์ชุมแพ

วันถัดมาขับออกไปทางกาฬสินธุ์ เข้ามุกดาหาร ข้ามโขงไปลาวที่สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 เวลาขณะนั้นเพิ่งบ่าย 3 โมง จึงซ้อมมือกันต่อโดยขับทะลุสะหวันนะเขตไปอีกราว 100 กม.จนถึงสะพานหรือขัวมิดตะพาบ ลาว-ฮังการี ข้ามแม่น้ำที่เมืองพะลาน ถนนไม่ค่อยดีนัก เป็นการซ้อมขับให้คุ้นกับระบบจราจรแบบขับเลนขัวแซงซ้าย เลี้ยวซ้ายซิดขัว เลี้ยวขัวซิดขัว ขับไปซื่อๆ ก็ซิดขัวคือกัน รวมทั้งมีแพะ วัว และหมู ข้ามถนนอยู่บ่อยๆ การขับลงหลุมและหลบหลีกสัตว์เลี้ยงจึงไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ แก้ใครแก้มันตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า จนกระทั่งค่ำจึงกลับมานอนที่โรงแรมสะหวันเวกัส ซึ่งเป็นกาสิโนที่เปิดให้แทงเสีย 24 ชั่วโมง เบ็ดเสร็จวันนี้ได้ระยะทาง 543.5 กม.

สะหวันนะเขตนั้นเป็นเมืองที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีการทำเหมืองทองคำ จึงมีรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งมากขึ้น ทำให้ถนนสายหลักชำรุดหนักไปเรื่อย สวนกับความร่ำรวยของผู้คน ที่สามารถซื้อรถขับเคลื่อน 4 ล้อราคาแพงมาขับเหมือนของเล่น เล่ากันขำๆ ว่าลาวลุ่มแถบภาคกลางลงมาใต้ บางคนมีเงินแต่ขับรถโฟร์วีลยังไม่เก่ง ซื้อมาขับแล้วพลิกคว่ำพังไปหลายราย ส่วนลาวเทิงหรือลาวทางเหนือซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวม้ง มีเงินเยอะก็ซื้อเมียหรือมีเมียหลายคน กลางคืนจับขี่พลิกคว่ำพลิกหงายหลายตลบ พอเช้ามาใช้หุงข้าวได้เหมือนเดิม ทนกว่ารถโฟร์วีลอีก

ผ่านไป 2 วัน รณชิตคิดว่าเส้นทางแค่นี้ยังจิ๋มๆ น้ำมันที่เหลือในถังคะเนแล้ว ต่อให้ขับทะลุเมืองเว้ ไปเมืองดานัง แล้วขับดำน้ำลงไปในทะเลจีนใต้โน่นก็ยังไม่หมด เพียงแต่จะต้องสำลักน้ำทะเลตายก่อนเท่านั้นเอง ไม่อยากคุยว่า นิสสันนาวาราก็ไม่ใช่ธรรมดา ขนาดเศษแก้วยังมีคม เศษคารมยังมีลาย เศษเหล็กยังขายได้ เศษคนหล่ออย่างอ้ายก็ยังมีเมียงาม!!

เช้าวันที่ 3 ของการเดินทาง ถนนมุ่งสู่บ้านแดนสะหวันด่านลาวบาวยังคงกระโดดไปเรื่อย ด้วยการถล่มของรถบรรทุกจากเหมืองทองคำ บางหลุมถึงขนาดต้องยองๆ ก้นแล้วย่นคอ จนกว่าจะเลยเขตเหมืองไป เดิมทีพื้นที่แถบนี้ไปเมืองพิน เมืองเซโปน จนถึงเขตสาละวันที่ติดกับเวียดนาม เคยเป็นป่าไม้ขนาดใหญ่ แต่ถูกแปรรูปขายให้กับไทย เวียดนาม ลงทะเลไปจนถึงญี่ปุ่น ตอนหลัง ความแห้งแล้งจึงมาเยือน พอหน้าฝนก็น้ำท่วม

ข้ามไปจังหวัดกวางตรีของเวียดนาม ความชุลมุนมีมากขึ้นเพราะความหนาแน่นของประชากรมอเตอร์ไซค์ ต้องขับแบบขุนประคองไปเรื่อย ในเวียดนามนี้ถ้าขับรถชนกัน ใครต่อยก่อนถือว่าคนนั้นผิดทุกกระทงนะครับ ถนนหมายเลข 9 สมรภูมิเก่าของเวียดนามกับสหรัฐอเมริกายังมีมรดกบาปให้เห็น ทั้งอนุสรณ์สถาน และอิทธิพลของฝนเหลืองที่ทำให้ต้นไม้โตช้า ต้องหันมาปลูกกาแฟจนกลายเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 3 รองจากน้ำมันดิบและข้าว ทางตอนเหนือของเวียดนามเคยมีการทดลองปลูกมะขามหวานเพชรบูรณ์ ได้ฝักใหญ่มากแต่รสชาติหวานกว่ามะนาวนิดเดียว เพราะคุณสมบัติของดินไม่เหมือนกัน

รณชิตจบการเดินทางที่เมืองเว้ด้วยระยะทางวันนี้ 389 กม.รวมเบ็ดเสร็จจากเมียวดีของพม่าจนถึงเมืองเว้ของเวียดนาม ได้ระยะทางทั้งสิ้น 1,414 กม. ส่วนเอ็กซ์เทรล กับทีด้า และทีด้าลาติโอ ก็ทะลุเป้าที่คุยไว้เช่นกัน น้ำมันถังเดียวไปเที่ยวไกลลิบโลก ที่สำคัญคือถึงแม้รณชิตจะเดินทางกลับก่อนโดยสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ แต่เพื่อนร่วมรถยังคงตะบันต่อในขากลับ จนได้ระยะทางรวม 1,617.5 กม.จึงเติมน้ำมัน ซึ่งพบว่าใช้ไปทั้งหมดเพียง 70.58 ลิตร หรืออัตราสิ้นเปลือง 22.92 กม./ลิตร นั่นเอง



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 13

champ067
KidCowboy067
อังคาร
6/7/2553
เวลา : 11:12
IP:
58.9.172.181

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป...เที่ยวทั่วไทยกับรณชิต: สู่อ้อมกอดของผืนป่าที่ผาสวรรค์ล่าง
ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 6 กรกฎาคม 2553 10:12:23 น.
ทีมงานขับไปคุยไปขอร่วมเปิดการท่องเที่ยวฤดูฝน ด้วยการขับรถด๊อกแด๊กไปที่ผาสวรรค์ล่างอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรีเป็นเส้นทางและน้ำตกที่ชาวออฟโรดชอบมาหาเรื่องลำบากใส่ตัวเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว แม้ทุกวันนี้เมื่อถึงฤดูฝนฉ่ำน้ำโคลนเยอะๆ ท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็จะนัดกันมาอีก นัยว่าได้สนุกได้สะใจ ได้สัมผัสธรรมชาติ และได้ใช้ชีวิตที่อิสระจากเรื่องงานประจำ

ผาสวรรค์ล่างอยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 หรือทางไปทองผาภูมิประมาณ 90 กิโลเมตร ขับรถตามทางลาดยางเลย อบต.หินดาด ประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาไปทางนิคมสหกรณ์ เส้นทางสายนี้ไปทะลุน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นได้ เป็นลูกรังเหน่งๆ เลย รณชิตเคยหวดมาแล้วสนุกเหลือหลาย แต่คราวนี้ไปแค่ 7 กิโลเมตร ก็ถึงป้ายบอกทางไปน้ำตกผาสวรรค์ล่างอีก 13 กิโลเมตร ซึ่งเป็นอันหมดโปรโมชั่นครับ เหลือแต่ทางดินเข้าป่า ความจริงคณะของเราไม่ใช่นักนิยมไพร แต่ชวนกันเมื่อไหร่ก็ไม่เห็นใครจะขัดใจใคร ขับรถตามกันไปต้อยๆ พร้อมเสบียงกรังที่พึงมี บริเวณนี้เป็นป่าดิบดินชื้นเหมาะนักกับการเดินทาง โดยเฉพาะรถขับเคลื่อน 4 ล้อที่ใช้คานแข็ง ซึ่งเหมาะกับเส้นทางอันไม่ธรรมดา แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีโตโยต้าวีโก้แบบสแตนดาร์ดตามไปด้วย 1 คัน ประมาณว่าไปไหนไปด้วยกันสารพันสารภัย อันนรกตกใจไปไย มียมบาลกับพี่เป็นเพื่อนกัน ผลคือต้องใช้สลิงลากกระเตงถูลู่ถูกังกันไปเหมือนเด็กเล่นโคลน เป็นคันที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเสียหายที่สุด เพราะเป็นรถเตี้ยกว่าเพื่อน ชาวคณะขับไปคุยไปแบบ "ไปไหนมาสามวาสองศอก" ยกโขยงกันไปจากกรุงเทพฯ กลางดึก 8 คัน ไปนอนรอให้ฟ้าสางที่น้ำพุร้อนหินดาดที่ทหารญี่ปุ่นมาเจอไว้ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โน่นแหละ นอนตัวงอในรถนะครับ ไม่หรูอย่างที่คุยหรอก นอนฟังเม็ดฝนหล่นใส่หลังคาต๊อกแต๊ก เพลินดีเหมือนกัน พอเช้ามาก็เริ่มออกเดินทางหาเรื่องลำบากใส่ตัวดังกล่าว ทางดีๆ ไม่พากันไปหรอก กลัวจะเสื่อมเสียวงศ์ตระกูล คณะขับเคลื่อน 4 ล้อได้เลี้ยวขวาเข้าทางแคบที่มีต้นไม้ยืนเรียงรายคอยต้อนรับสู่ความบันเทิงอยู่ข้างใน ตรงป้ายทางเข้าที่ทำการหน่วยจัดการต้นน้ำ ซึ่งก็ได้เฮฮาปาร์ตี้สมใจนึกบางลำพู

ตามเส้นทางนี้ต้องขับปีนป่ายตะพักเนินชันไปในดงไผ่ หลังคาหน้าต่างบานประตูของรถแต่ละคันได้รับความเจริญกันทั่วหน้า เราสัญญากันไว้ 2 ข้อคือ หนึ่งถ้ามีไม้ขวางทาง จะตัดเฉพาะไม้ที่ตายแล้ว ถ้ายังเขียวอยู่ต้องไว้ชีวิตเขา สองทางดินโคลนจะต้องไม่ขยี้คันเร่ง ไม่ปั่นล้อให้หน้าดินพัง ใช้วิธีชักลากด้วยวินช์แทน เพื่อไม่ให้เส้นทางธรรมชาติได้รับความเสียหาย ขับมุดไปเรื่อยๆ ก่อนหันหัวลงห้วย ลากกันด้วยช่วยกันวินช์ จนไปเจอทางสามแพร่งในป่า ที่มีป้ายข้อความเขียนด้วยคำมงคลไว้ว่า โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พื้นที่เป้าหมาย FPT24 จากนี้ได้หักศอกซ้ายไต่ขึ้นเนินชันไป ถ้าไปทางขวาสามารถไปออกถึงตำบลลิ่นถิ่นได้

อุปสรรคของเส้นทางช่วงนี้ถ้าเป็นหน้าแล้งส่วนใหญ่จะเป็นไม้ไผ่และกิ่งไม้ที่อยู่ด้านบน ต้องคอยระวังมันจะทิ่มตา แต่ถ้าเป็นหน้าฝนต้องเจอทั้งบนทั้งล่างเลยครับ เป็นดินหนังหมูที่เละลื่นดีนักแล ส่วนป่าไม้เป็นป่าเบญจพรรณผสมป่าปลูก มีไม้สัก เสลา สะเดา กระถิน สัตบรรณ ประดู่ป่า และอื่นๆ

ด่านสุดท้ายเป็นบ่อโคลนร่องลึก อันนี้ลึกจริง ห้ามกระโจนเป็นอันขาด ไม่งั้นพังลูกเดียว ค่อยๆ ขับไปอีกแค่หนึ่งอึดใจภรรยา ก็ถึงริมธารน้ำใสที่ไหลจากผาสวรรค์ ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามลดหลั่นกันถึง 7 ชั้น และยังคงความสมบูรณ์ของธรรมชาติอยู่มาก โดยเฉพาะชั้นที่สูงที่สุดมีความสูงประมาณ 80 เมตร ตัวน้ำตกอยู่ในป่าลึก ต้องอาศัยการเดินเท้าต่ออีก 40 นาที ถ้าแก่จนง่อยเปลี้ยเสียขาแล้วก็ประมาณ 1 ชั่วโมง ตอนนี้น้ำใสไหลรินเห็นหลังปลาซิวอยู่ไวๆ เป็นฝูงใหญ่ น้ำยังน้อย ไม่พอให้ได้ยลน้ำตกใหญ่ เพียงแต่คณะขับไปคุยไปได้เข้าไปดูก่อน จึงเก็บมาเล่าไว้ให้อยากครับ

บรรยายใต้ภาพ
ตัดเฉพาะไม้ที่ตายแล้วเท่านั้น
วีโก้สแตนดาร์ด ติดทุกเนิน
เส้นทางนรกไปสู่ผาสวรรค์
ตะบันไปใต้กอไผ่
ปั่นมากไม่ได้ ยางจะขุดเป็นร่องลึก
ยิ่งศักดิ์ เดชบุญมานำ จาก กฟภ.กำลังข้ามห้วย กระโดดได้สูงเป็นเมตร
ทางไม่ค่อยโหดเท่าไหร่หรอก
ช่วงตะกายเนินชัน
ผาสวรรค์ล่าง

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 14

champ067
KidCowboy067
อังคาร
14/9/2553
เวลา : 10:50
IP:
58.9.174.47

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป..เที่ยวทั่วไทยกับรณชิต: คลองใหญ่สู่อินโดจีน ตราด-เกาะกง
ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 14 กันยายน 2553 00:00:41 น.
ronchalerm@gmail.com
ทีมงานขับไปคุยไปได้ยกโขยงรถออฟโรดจากกรุงเทพฯ ไปร่วมขบวนคาราวานที่จังหวัดตราด เมืองเกาะครึ่งร้อยพลอยแดงล้ำค่า ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดียุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา เพื่อร่วมงานเทศกาลท่องเที่ยวสีสันตะวันออกประจำปี 2553 โดยตั้งชื่อปฏิบัติการยิ้มละไมใจเบิกบานครั้งนี้ว่า คาราวานออฟโรดเปิดเส้นทางใหม่ คลองใหญ่สู่อินโดจีน ตราด-เกาะกง

งานครั้งนี้จัดขึ้นตามโครงการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ไม่ใช่จะไปสืบราชการลับของสมเด็จฮุน เซน เดโชชัย นะครับ เป็นความร่วมมือของหลายหน่วยงาน เช่น การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตราด หน่วยประสานงานชายแดนไทยกัมพูชาประจำพื้นที่ตราด ซึ่งในโอกาสนี้มีคุณแก่นเพชร ช่วงรังสี คุณประทีป จงสืบธรรม ผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ ตราด มาร่วมเป็นประธานปล่อยขบวนคาราวานด้วย

ขบวนคาราวานครั้งนี้ประกอบด้วยชมรมตราดออฟโรดที่เป็นเจ้าบ้าน, กลุ่มแต่งไว้คุย, กลุ่มเทอร์ราโน่ไทยแลนด์คลับ และกลุ่มเพื่อนแชมป์ รวมพลกันได้กว่า 30 คัน เดินทางจากศาลากลางจังหวัดตราด สู่อำเภอคลองใหญ่ ตามทางหลวงหมายเลข 318 ไปแวะเข้าอ่างเก็บน้ำสะพานหิน โดยเลี้ยวซ้ายขึ้นเขาชัน ถนนเป็นลูกรังที่ไม่ถึงกับลำบากลากถู ตัวอ่างเก็บน้ำมีขนาดใหญ่พอควร สามารถผันน้ำลงพื้นที่ต่างๆ เพื่อทำการเกษตรในละแวกใกล้เคียง และอำเภอคลองใหญ่ที่ใช้ทำน้ำประปา ส่วนในเกาะต่างๆ ใช้เป็นน้ำอุปโภคบริโภคสำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ ส่วนคณะเราก็ได้อาศัยวิวตรงนี้นั่งกินข้าวกล่องอย่างเพลินลิ้นเหมือนได้กินอ่างเก็บน้ำสะพานหินไปทั้งอ่าง

จากนั้นก็ย้อนกลับออกมาทางหลวงหมายเลข 318 ไปแวะชมหาดราชการุณย์ (เขาล้าน) ซึ่งมีชายหาดสวยงาม เป็นศูนย์ราชการุณย์ฯ และเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชินีนาถ ก่อนเดินทางไปยังบ้านหาดเล็ก ซึ่งเป็นตลาดในหมู่บ้านสุดชายแดนติดต่อกับกัมพูชา อยู่ปลายทางหลวง 318 เมื่อสงครามในกัมพูชาสิ้นสุดลงราว พ.ศ.2529 ตลาดแห่งนี้กลายเป็นแหล่งรับซื้อพืชพันธุ์ธัญญาหารของชาวกัมพูชาเพื่อไปขายต่อที่เกาะกง และยังมีสินค้าราคาถูกที่มาจากกัมพูชา โดยตลาดจะเปิดในช่วงเช้า 7 โมง-8 โมงครึ่ง

จากจุดนี้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางต่อ โดยนั่งรถแท็กซี่จากชายแดนบ้านหาดเล็กฝั่งกัมพูชาเพื่อไปเกาะกงได้ อัตราราคาค่าโดยสารแล้วแต่จะตกลงกันได้ ถ้าตกลงไม่ได้ก็ไม่ต้องไปเท่านั้นเอง ส่วนขบวนคาราวานได้มีเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวคอยให้ความสะดวกในการทำเอกสาร ผ่านเข้าไปยังเกาะกงของกัมพูชา พร้อมกับเลือกซื้อของที่ร้านปลอดภาษี ส่วนใครอยากเสี่ยงดวงเข้าบ่อนก็แล้วแต่จะบริจาค แค่แทงหวยที่เมืองไทยก็จนจะตายแล้วโยม

กลับจากเกาะกงก็ย้อนมาเข้าพักที่โรงแรมโกลเด้นคลีฟบีช และเข้าสู่งานเลี้ยงรับรอง ที่การท่องเที่ยวจังหวัดตราด จัดไว้ต้อนรับ เช้าวันถัดมาชมรมตราดออฟโรด ได้ชวนไปเปิดเส้นทางออฟโรด โดยมีกลุ่มออฟโรดจันทบุรีเดินทางมาร่วมแจมด้วย เป็นเส้นทางป่าท่ากุ่ม-ห้วยแร้ง ซึ่งมีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ติดชายแดนกัมพูชา เส้นทางจัดว่าโหดเลวดีสีทนได้พอสมควร แต่ก็สามารถผ่านไปได้ด้วยดี กลับออกมาด้วยความปลอดภัยทุกคนและทุกคัน

ทีมงานขับไปคุยไปโบกมือลาหาดราชการุณย์ (เขาล้าน) จังหวัดตราด มุ่งสู่บ้านฉาง จังหวัดระยองฮิในตอนเที่ยง ไปตั้งหลักที่ปากซอยขึ้นเขานางหย่องฝั่งสนามกอล์ฟ (ขึ้นได้หลายทาง) จากนั้นก็เริ่มแหย่รูหาทางเข้า แต่ด้วยความที่ไม่มีใครเคยเข้าจึงแหย่ผิดไปหลายรู เสียเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมงจึงค่อยเจอทางเข้าจริง

สำหรับทางเข้าฝั่งนี้ง่ายกว่าทางอื่นเยอะ กำลังดีสำหรับการลุยพอท้วมๆ เป็นเนินหินต่างระดับขึ้นเขาไปเรื่อยๆ แล้วเป็นร่องสลับลึกพอควร ปูพื้นด้วยหินน้อยใหญ่ปะปนกันไป ปีนไม่ได้ก็ใช้วินช์ช่วยดึงกระเตงกันไป มียกล้อโชว์บ้างพองามตามท้องเรื่อง จนกระทั่งตะวันตกดินมืดมิดมองหน้ากันแทบไม่เห็น แต่แหงนมองฟ้ายังสดใสไปด้วยหมู่ดาว จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปเรื่อยๆ เหมือนรถขายโอ่ง ลงจากเขาลูกแรกก็ขึ้นลูกต่อไป ประมาณ 2

กม.ชาวขับไปคุยไปก็เจอเนินหินใหญ่ตั้งขวางอยู่เบื้องหน้า หัวขบวนลอง
ตะกายอยู่พักใหญ่แต่ขึ้นไม่ได้จำต้องใช้วินช์ช่วย บางคันเจ้าของเขาใจสู้บู๊ทุกเม็ด ก็กระแทกคันเร่งขึ้นอย่างแรง ก่อนจะหยุดการเคลื่อนไหวหมอบตายเอ้ดเลด ต้องใช้วินช์ดึงขึ้น และอีกหลายคันต้องยอมจำนนต่อฟ้าดิน เปิดทางบายพาสสายใหม่ลอดช่องต้นไม้แคบๆ ผ่านไป

ผ่านเนินนี้ไปคันที่ยังสุขภาพดีก็ต้องลากคันที่บาดเจ็บสาหัสไปด้วยนะครับ ถือว่ามีความยากลำบากพอควร เพราะเต็มไปด้วยโขดหินน้อยใหญ่ แต่ก่อนที่จะถึงยอดเขาประมาณ 50 เมตร ต้องจอดประชุมสภานัดพิเศษ ทางข้างหน้ามีแต่หินน้อยใหญ่ล้วนๆ จำต้องลงไปดูและปรึกษากัน เวลาขณะนั้นปาไปสี่ทุ่มเศษ ที่สำคัญมันมืด มีโอกาสเสี่ยงสูง และในขบวนมีรถบางคันง่อยเปลี้ยเสียขาไปแล้ว

สภาเขานางหย่องมีมติให้กลับบ้านดีกว่า ไปไม่ถึงกลับก็ได้นี่ครับ ขากลับเป็นช่วงลงเขาไม่มีอะไรยุ่งยาก แต่ก็เกือบหงายท้องไปคันหนึ่ง โชคดีที่มีต้นไม้กั้นไว้ และอีกคันไปคร่อมหินใหญ่จนเพลากลางท่อนหลังงอบิดเป็นเกลียว ต้องถอดออกแล้วใช้แค่ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า คราวนี้เริ่มได้ลากกันพวงใหญ่ขึ้นเหมือนหิ้วสอสอเข้าสภาเลยครับ ในที่สุดก็ออกมาถึงปากทางเกือบเที่ยงคืน หันกลับไปมองหน้าเขานางหย่องแล้วพึมพำบอกกับตัวเองว่า อีกไม่นานคงมีโอกาสกลับมาล้างตา จำไว้เลยนะ


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 15

kenayuttaya
เคนยุดยา
พุธ
15/9/2553
เวลา : 02:18
IP:
195.229.242.53

fiogf49gjkf0d
สื่อไทย....

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 16

Champ79
H4
พุธ
15/9/2553
เวลา : 09:51
IP:
125.25.136.168

fiogf49gjkf0d
สื่อไทย....งานเขียนลูกข้าวเหนี่ยว เที่ยวทั่วไทย ไปกับผ้าขาวม้าผืนโปรด

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 17

champ067
KidCowboy067
อังคาร
21/9/2553
เวลา : 10:17
IP:
58.9.173.104

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป...เที่ยวทั่วไทยกับรณชิต: คลองมะเดื่อ เมื่อกลางฝน
ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 21 กันยายน 2553 00:00:48 น.
ronchalerm@gmail.com
ทีมงานขับไปคุยไปได้รับชวนให้เข้าไปสัมผัสกับสายธารแห่งคลอง มะเดื่อ จังหวัดนครนายก ช่วงกลางฤดูฝนซึ่งสายน้ำไหลหลากดุดันเหลือหลาย เป็นการต่อยอด "คลองมะเดื่อ เมื่อต้นฝน" ที่รณชิตได้เขียนนำเที่ยวไว้ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานะครับ ลองเทียบดูว่าช่วงไหนน่าเที่ยวกว่ากัน บริเวณแห่งนี้ชาวออฟโรดเชื่อกันว่า เป็นแหล่งขับรถเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์แบบและใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด

คณะท่องเที่ยวคราวนี้ มีคุณเดช-อภิเดช หมื่นน้อย เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำลำเชิญ จังหวัดขอนแก่นจังหวัดชัยภูมิ เป็นแขกพิเศษ เดินทางจากเมืองหมอแคนขอนแก่นแดนอีสานมารออยู่ที่นครนายก แล้วมีเพื่อนชาวออฟโรดจากกรุงเทพฯ ตามกันไปหลายคัน

ขับรถเพลินไปตามถนนรังสิต-นครนายก บางช่วงได้ชมน้ำที่กำลังท่วมนาข้าวชาวบ้านพินาศบรรลัยไปด้วย มันช่างสุขปนทุกข์เสียนี่กระไร สภาพอากาศวันนั้นมีฟ้าครึ้มฝน ไม่มีแสงแดด มีแต่แสงสว่าง ประมาณ 4 โมงเย็นก็เริ่มเข้าสู่พื้นที่คลองมะเดื่อ ซึ่งถนนปัจจุบันนี้รถธรรมดาขับเคลื่อน 2 ล้อ ก็สามารถขับเข้าไปจนถึงคลองแรกได้ สวนเกษตรข้างทางด้านขวามือก็เป็นเรื่องของส้มโอ และบ้านเรือนของผู้คนที่เข้ามาถากถางทำกิน เส้นทางบางช่วงมีน้ำขังและไหลบ่าลงมาจากป่าเขาทางฝั่งซ้ายอยู่ตลอดเวลาด้วย

เมื่อถึงคลองแรกก็พบเห็นสายน้ำที่ไหลแรงและไหลลึกจนเสียวหัวใจ แต่ก็ยังมีเป้าหมายอยากจะเข้าไปกางเต็นท์ค้างแรมที่คลอง 2 หรือคลอง 3 โน่นเลย ชาวคณะจึงต้องตะบันน้ำไป แต่พอหัวขบวนขยับลงน้ำไปไม่ถึง 2 เมตร ก็ต้องยอมจำนนต่อพลังของธรรมชาติ เพราะน้ำสูงเกือบครึ่งประตูแล้ว ขืนลงลึกกว่านี้มีหวังเน่าเหม็นเป็นนาข้าวที่จังหวัดอำนาจเจริญ แน่เลย

ถัดมาได้ลองเปลี่ยนเอารถที่มีความสูงกว่าลงตะบันแทน ซึ่งปรากฏว่าฟอร์มเจ๋งกว่าจริงครับ คือไปลึกกว่าคันแรกประมาณศอกเศษ พัดลมหน้าเครื่องก็ตีน้ำกระจายขึ้นเหนือตัวเครื่อง เพราะเป็นพัดลมที่ไม่มีฟรีปั๊ม สนอร์เกิ้ลช่วยหายใจก็ไม่มี อย่างนี้น้ำก็เข้าหม้อกรองอากาศเครื่องยนต์ดับกลางน้ำพอดีแหละ จำต้องถอยกลับมา

สรุปกันว่าได้กางเต็นท์พักที่ลานจอดข้างคลองแรกนั่นเอง เห็นน้ำแล้วนึกถึงอีสานนา ผู้ได๋ว่าอีสานแล้งให้จูงแขนกันมาเบิ่ง น้ำนั้นไหลท่วมนา ปลาก็มีเต็มน้ำ มันสิแล้งบ่อนจังได๋ ฮือๆ ข้าวเน่าตายหมดเกลี้ยงทุ่งเลย

สำหรับภาคกลางคืน ก็มีเครื่องเคียงประกอบเล็กน้อย เช่น ย่างเนื้อ หมู กุ้ง หอย ปู ปลา และต้มหน่อไม้ที่ซื้อจากชาวบ้านเมื่อตอนหัวค่ำ นอกจากนี้ยังมีของแซบอีสานที่คุณเดชหิ้วมาฝากจากขอนแก่นอีกพองามตามประสา อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การนอนเป็นยิ่งนัก นอนฟังเสียงน้ำไหล เสียงหรีดหริ่งเรไร และสายลมกระพือมาเป็นช่วงๆ ซึ่งแสดงให้เห็นเป็นสัญญาณว่าฝนใกล้จะมาเยือนพวกเราแล้ว นอนไปด้วย พร้อมกับเตรียมตัวลุกวิ่งใส่เกียร์สุนัขไปด้วย เผื่อน้ำป่าทะลักลงมาไงครับ

สักพักเม็ดฝนน้อยใหญ่ก็เริ่มลงเม็ดเปาะแปะ กระทบผ้าใบและหลังคารถได้ยินอย่างเสนาะเพราะพริ้ง หลังจากนั้นมันก็หยุดเงียบเฉย สงสัยจะออกเวรพอดี สังเกตการณ์ถึงตี 2 เศษ จึงหลับใหลไปด้วยฤทธิ์ของธรรมชาติที่ขับกล่อมบรรเลงจนตามคีย์ไม่ทัน

รู้สึกตัวอีกทีตอนตี 5 เมื่อมีเสียงลมพัดยอดไม้พรั่งพรู และสายฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่สุภาพ คือมาเป็นห่าเลยครับ ไม่ใช่ห่าธรรมดาซะด้วย แต่มาด้วยกันหลายห่า หนักจนคณะเราไม่กล้านอนกันต่อ เพราะต้องเตรียมเป็นศิษย์หลวงพ่อโกย เผื่อน้ำป่ามาจะได้เผ่นให้น้ำบานเลย เพราะขาเข้ามานั้นมันมีร่องรอยระดับของน้ำป่าทิ้งไว้ให้เห็นอยู่ มันเอาเราถึงตายได้แน่ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ นอกจากหน่อไม้ เม็ดฝนและความหนาวเย็น

ตอนเช้า 9 โมงเศษ มีออฟโรดกลุ่ม "เราคอเดียวกัน" เดินทางมาจากชลบุรี นำโดยออฟโรดอาวุโส คุณ R400 เพื่อเข้าไปช่วยเหลือชาวออฟโรด 2 คันที่ติดค้างอยู่ในคลอง 3 ตั้งแต่ 2 คืนที่แล้ว แต่จากฝนที่ตกลงมาตอนเช้าทำให้น้ำสูงและไหลแรงมากกว่าเมื่อวานซะอีก

ไหนๆ เรื่องก็บานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว และมีธุระจำเป็นต้องไปช่วยเพื่อนด้วย คุณ R400 จึงเปิดศึกตะบันน้ำเป็นคนแรก โดยนำเชือกไปคล้องกับต้นไม้อีกฝั่ง (เชือกช่วยป้องกันไม่ให้เปลือกต้นไม้ได้รับบาดเจ็บจากสลิง) เพื่อเกี่ยววินช์แล้วค่อยๆ ดึงขึ้นป้องกันไม่ให้น้ำซัดรถไหลไปตามลำห้วย ส่วนรถที่จะข้ามไปด้วยก็ใช้วินช์เกี่ยวท้ายคันข้างหน้าเป็นทอดๆ ไปตามลำดับความหล่อ ไม่ได้กะจะตายหมู่นะครับ แต่มันเป็นสูตรการข้ามห้วยน้ำลึก

จากนั้นเดินทางกันต่อ ถึงคลอง 2 น้ำก็เยอะเหมือนกัน แต่ห้วยกว้าง น้ำจึงไม่ค่อยลึก สามารถข้ามได้สบายๆ จนถึงคลอง 3 จุดนี้น้ำลึกไหลแรงมาก คุณ R400 ใช้วิธีเดียวกับคลองแรก คือโยงสายวินช์ไปเกี่ยวไว้ฝั่งนู้นก่อน แล้วค่อยดึงตัวเองขึ้นไปเพื่อช่วยรถกระบะโตโยต้าอีก 2 คัน ซึ่งไม่มีวินช์ทั้งคู่ แต่ก็ทำช่วงล่างมาดี ใช้ระบบคานแข็ง ใส่ยางขนาด 36 นิ้ว และ 38 นิ้วข้ามมา ซึ่งอันที่จริงรถทั้ง 2 คันนี้ถ้าจะข้ามไป-กลับทั้งวันก็ได้ แต่ด้วยความที่ไม่จำเป็นต้องเสี่ยง และตัวเองไม่มีวินช์ จึงเรียกให้เพื่อนช่วยดีกว่า สนุกกว่า พร้อมได้เรียนรู้ถึงการใช้รถในสถานการณ์แบบนี้

นี่ก็คือ คลองมะเดื่อ เมื่อกลางฝน ครับท่านผู้อ่าน
บรรยายใต้ภาพ
โตโยต้ากระบะ ดำน้ำไป
น้ำคลอง 1 ไหลแรงมาก วันแรกต้องถอยกลับ
เข้าถึงคลอง 3 จนได้
มร.เอส.วากาบายาชิ เลือกจับที่ฟัน
จิ๊ปหน้ากบ น้ำท่วมถึงฝากระโปรง
ข้ามใหม่วันที่ 2 มีเพื่อนๆ คอยดูทิศทางน้ำ

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 18

champ067
KidCowboy067
อังคาร
26/10/2553
เวลา : 11:34
IP:
58.9.174.121

fiogf49gjkf0d
ขับไปคุยไป..เที่ยวทั่วไทยกับรณชิต: ไทเกอร์-ไทยประดิษฐ์
ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 26 ตุลาคม 2553 00:00:22 น.
ronchalerm@gmail.com
แฟนๆ ครับ ทีมงานขับไปคุยไป ได้รับชวนให้ไปเที่ยวแบบหนักหนาสาหัสอีกแล้ว คราวนี้ได้ไปเจอแฟนเก่าเล่ายี่ห้อ คือคุณเดชา พรบำรุง ประธานชมรมรักษ์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร แล้วยังเป็นเถ้าแก่โรงสีข้าวเดชาเจริญกิจ ที่บางปลาม้า สุพรรณบุรี และเป็นเถ้าแก่อีกหลายธุรกิจ แต่เรื่องที่ทีมงานจะเล่าคือ ภารกิจดูแลทุ่งใหญ่นเรศวร ทำให้คุณเดชาต้องมีรถยนต์ที่ประหลาดโลกนิดหน่อย เพื่อให้เข้าถึงเข้าได้และเข้าทันเวลา สำหรับพิทักษ์ป่าทุ่งใหญ่ ในฐานะของประชาชนที่เป็นกองบัญชาการช่วยรบนะครับ ส่วนงานหลวงของข้าราชการก็ดำเนินไปตามปกติ


รถคันนี้มีโครงหลักมาจาก โตโยต้า ไทเกอร์ แต่ตอนนี้เหลือแค่ห้องโดยสารที่เหลือถูกดัดแปลงหมด จึงต้องมีชื่อและนามสกุลตามไปด้วยคือ "ไทเกอร์ ไทยประดิษฐ์" การปรับแต่งภายนอกจัดมาพิสดารไม่เหมือนใครโดยทีมช่างโรงสีเดชาเจริญกิจ ตัวถังพ่นด้วยสีน้ำเงินอิพ็อกซี่กันรอยขีดข่วน ตัดย่นแชสซีส์หน้า/หลัง ย่นฝากระโปรงอีก 5 นิ้ว แล้วบีบแชสซีส์หัวท้ายเข้าให้ด้านหน้าและด้านท้ายสอบเข้า ปาดซุ้มซ้าย/ขวาเพื่อหลบยางตะลุยเส้นใหญ่ ชุดไฟหน้าเป็นของ ซูบารุ อิมเพรสซ่า ซีนอนโคมกลม 4 ดวง ช่างไทยทำได้ทุกอย่างจริงๆ นะ แก้มซ้ายเจาะใส่สนอร์เกิ้ลท่อกลมต่อยาวขึ้นบนหลังคา เพื่อช่วยหายใจในเวลาดำน้ำลึก

ด้านหลังรถมีหม้อน้ำอย่างยาวพร้อมพัดลมไฟฟ้า 3 ตัว เดินท่อน้ำ สเตนเลสขนาบตามแชสซีส์ด้านในทั้ง 2 ฝั่งเพื่อให้น้ำไหลวนไปทำการหล่อเย็นให้กับตัวเครื่องยนต์ นอกจากนั้นยังมีวินช์หรือกว้านชักลาก ปั๊มลมสำหรับใช้กับแอร์ล็อกหน้า/หลัง เพื่อให้มีพลังปีนป่ายได้เต็มเหนี่ยวในเส้นทางแบบออฟโรด และเบรกมือโดยแรงดันลมที่มีปลั๊กสลับดึงเลี้ยวซ้ายขวา ทำให้วงเลี้ยวแคบ สามารถล็อกล้อด้านใดด้านหนึ่งแล้วสะบัดเลี้ยวได้เหมือนรถแข่งครอสคันทรีเลยแม้จะใช้ยางใหญ่แบบตีนตะขาบของ SIMEX EXTREME TREKKER 2 ไซส์ 36x12.50-16 ก็ตามภายในห้องโดยสารเพิ่มความแข็งแรงและปลอดภัยด้วยโรลบาร์ พวงมาลัย 3 ก้าน แบบถอดคอได้ เบาะนั่งเป็นของ ซูบารุ

อิมเพรสซ่า อีกแล้ว นอกนั้นก็มีเกจ์วัดต่างๆ ยุบยับไปหมด รวมทั้งแลนด์มิเตอร์สำหรับวัดระดับการเอียงของตัวรถ หงายหลังเมื่อไหร่จะได้รู้ตัวไงครับ ตามด้วยวิทยุสื่อสารเครื่องดำและเครื่องแดง

ทางด้านเครื่องยนต์ใช้ 1KZ-TE 3,000 ซีซี. ของโตโยต้า โมดิฟายเต็มเหนี่ยวทั้งไส้ในและไส้นอก บูสด้วยเทอร์โบ TD05 ทดเฟืองท้าย 4.555:1 ทำให้ปี๊ดตั้งแต่ตีนต้นยันตีนปลาย ภาษานักขับจะเป็นที่รู้กันว่า ถ้ารถไฮเปอร์ คนขับต้องไฮเปอร์ด้วย ไม่งั้นได้ลงไปกินผักบุ้งข้างทางแน่นอน

ช่วงล่างแปลงเป็นแบบคานแข็งจาก โตโยต้า แลนด์ครูสเซอร์ VX80 จึงมีครบถ้วนทั้งดิสก์เบรกและดิฟล็อกหน้า/หลัง สั่งการทำงานด้วยระบบแรงดันลม ระบบซับแรงสั่นสะเทือนก็เป็นคอยล์โอเวอร์โช้กหน้า/หลัง เต็มเหนี่ยวจริงๆ พ่อคุณ เรื่องนี้ทีมงานขับไปคุยไปขอแนะนำว่า ดูรูปครับ อ่านแล้วงงเปล่าๆ เพราะนี่คือ ไทเกอร์ ไทยประดิษฐ์ คันเดียวในเมืองไทย หาอ่านในแคตตาล็อกไม่ได้ครับ

บรรยายใต้ภาพ
ด้านข้าง ต้องดูที่ทรงประตู จึงจะรู้ว่าเป็นโตโยต้าไทเกอร์
หม้อน้ำอยู่ท้ายรถ พร้อมพัดลมสามตัว
ด้านหน้า ไทเกอร์ ไทยประดิษฐ์
ของเขาอาคมแรงจริง
คุณเดชา พรบำรุง ประธานชมรมรักษ์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
เต็มเหนี่ยวทุกเส้นทาง

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 19

champ067
KidCowboy067
ศุกร์
19/11/2553
เวลา : 09:43
IP:
58.9.169.230

fiogf49gjkf0d

ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- พุธที่ 17 พฤศจิกายน 2553 00:00:14 น.
จี๊ป แบรนด์ตัวลุยชื่อดังของสหรัฐอเมริกากำลังนำเสนอทางเลือกใหม่เพื่อเอาใจนักสะสมที่เป็นเกมเมอร์กับชื่อยาวเหยียดว่า Call of Duty : Black Ops โดยยึดตัวถังของรุ่น 4 ประตูของแรงเลอร์ หรือรุ่น Unlimited มาใช้เป็นแม่แบบในการแต่งเพื่อความเข้ม

จี๊ปเผยว่าเป็นโปรเจกต์ที่ผลิตขึ้นมาภายใต้ความร่วมมือกับ Activisions ผู้ผลิตและพัฒนาเกมชื่อดังอย่าง Call of Duty ซึ่งได้เปิดภาคใหม่ที่ชื่อ Black Ops เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา


จี๊ปเลือกเอาเวอร์ชั่นสุดสมบุกสมบันของแรงเลอร์ Unlimited อย่าง Rubicon มาเป็นพื้นฐาน โดยก่อนหน้านี้ทางจี๊ปเพิ่งจะมีการปรับโฉม หรือไมเนอร์เชนจ์ให้กับแรงเลอร์รุ่นธรรมดาและตัว 4 ประตู ซึ่งในเวอร์ชั่นพิเศษนี้มีการพ่นสีดำตลอดทั้งคันโดยที่มีล้อแม็กซ์ลายสวยสี Mineral Grey เพื่อความลงตัวอย่างชัดเจน และสวมยางขนาด 32 นิ้ว พร้อมกับโลโก้ Call of Duty : Black Ops ชุดแต่งจาก Mopar ทั้งกันชนหน้า-หลัง ไฟท้ายลายใหม่

เครื่องยนต์ที่ทำตลาดเป็นแบบวี6 3,800 ซีซี. 205 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 33.6 กก.-ม. เลือกส่งกำลังได้ว่าจะจับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรืออัตโนมัติ 4 จังหวะ และพร้อมลุยกันเต็มที่ เพราะเวอร์ชั่น Rubicon ถูกเซตมาเพื่อการลุยในสภาพที่สมบุกสมบัน โดยมีการติดตั้งทั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Rock-Trac สำหรับลุยเส้นทางที่เต็มไปด้วยหินโดยเฉพาะ และ Tru-Lock ชุดล็อกเพลาหน้าและหลัง และชุดส่งกำลัง Transfer case ที่มีให้เลือก 2 ระดับการถ่ายทอดกำลัง สำหรับราคาขายตั้งเอาไว้ที่ 33,500 เหรียญสหรัฐ


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 20

champ067
KidCowboy067
อังคาร
15/2/2554
เวลา : 10:49
IP:
58.9.172.146

fiogf49gjkf0d
ขับไปคุยไป..เที่ยวทั่วไทย กับรณชิต: อมก๋อยดอยสูงยังเหน็บหนาว
ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 00:00:24 น.
ronchalerm@gmail.com
ทีมงานขับไปคุยไป ได้ติดตามทีมอาสาไปช่วยผ่อนคลายความหนาวเหน็บ บรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้าน ที่ตำบลสบโขงอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่เล่ากันว่าเป็นอำเภอที่กันดารที่สุดในประเทศไทย

ในการณ์นี้ทั้งทีมเลือกใช้ยานพาหนะประเภทขับเคลื่อน 4 ล้อ รวมมิตรเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจำนวน 5 คัน หลากรุ่นหลายลีลา ได้แก่ Isuzu Rodeo, Toyota Fortuner, Toyota Sport Rider, Toyota Tiger และ Ford Ranger ทุกคันบรรทุกสัมภาระเต็มพิกัด แบบที่พวกเรากันเองพูดล้อเล่นในชื่อนักมวยว่า "เต็มเหนี่ยว ลูกเจ้าแม่ไทรทอง" มุ่งหน้าคาราวานสู่พื้นที่ภัยหนาว โดยได้รับการสนับสนุนผ้าห่ม เครื่องกันหนาว เครื่องเขียนแบบเรียน และเครื่องอุปโภคบริโภค จากบุคคลและบริษัทห้างร้านต่างๆ เช่น Asin In Asia Group Co.,Ltd โดยคุณบัณพต อุทัยวรรณ์, ร้าน 4x4 Champ Proshop โดยคุณกรรณิการ์ นิลาพันธ์, O'Le Construction โดยคุณอวยชัย อยู่เจริญสุข และร้านเฮือนกาแฟ โดยคุณรัตนา ผดุงกิจ จำนวน 1,000 ชุด ได้แบ่งสรรปันน้ำใจ นำไปช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยบนพื้นที่สูง

คาราวานของทีมงานที่ออกอาสาไปต้านภัยหนาวในหนนี้ ใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-ตาก-เถิน-ลี้ดอยเต่า-ฮอด-อมก๋อย ใช้เวลาเดินทางไป 11 ชั่วโมงยังจบไม่ลง ต้องต่อเวลาในเส้นทางออฟโรดบนสันดอยอีก 3 ชั่วโมง จึงถึงพื้นที่เป้าหมาย บ้านแม่หลวงน้อย ตำบลสบโขง อำเภออมก๋อย

ระหว่างแวะพักหัวเมืองรายทางมาเรื่อยนั้น ราว 5 โมงเย็น ได้หยุดพักที่ร้านอิงธาร ในตัวอำเภอฮอด ซึ่งมีอาหารป่าและปลาน้ำจืดหลากหลายเมนู รสชาติถูกปากต้องลิ้น กิ๋นข้าวบ้านเฮา รำแต้รำว่า กับบรรยากาศแดดล่มลมโชยเกศา นั่งคุยกันถึงเรื่องที่จะไปไหนมาสามวาสองศอก มองเห็นสายหมอกหยอกเหย้าไปกับลำน้ำแม่แจ่ม ลำน้ำที่ไหลทะลุภูเขาหินจนได้ชื่อว่า "แม่น้ำสลักหิน" และสถานที่เกิดเหตุนั้นก็มีชื่อว่า "ออบหลวง" สายน้ำแม่แจ่มในฤดูนี้ นอกจากยังคงใสไหลแรงเป็นช่วงๆ ยังทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งกั้นระหว่างอำเภอฮอดกับอำเภอจอมทอง ของเชียงใหม่ ภูมิประเทศริมสายน้ำส่วนใหญ่เป็นป่าทึบ โขดหิน เขาสูงชันที่ทอดตัวยาวต่อกันเป็นเทือกเขาถนนธงชัย ไล่เรียงจากเหนือลงใต้ โดยมียอดดอยอินทนนท์เล่นเป็นพระเอก ใกล้บริเวณออบหลวงแห่งนี้ เชื่อว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากการขุดค้นพบหลักฐานเครื่องดำรงชีพหลายรายการ ยุคล่าสุดก็เป็นแคมป์คนงานของบริษัทบอร์เนียว ซึ่งสัมปทานป่าไม้ทางภาคเหนือ เขามาตั้งแคมป์เพื่อคอยบังคับให้ท่อนซุงไหลลอยผ่านออบหลวง ไม่เช่นนั้นมันก็จะหมุนโค้งรำวงมะโรงมะเส็งไปตามสายน้ำวนหน้าออบหลวง เหมือนมวยไทยยก 5 ที่แตะนวมกันแล้วแลกเตะขาคนละป้าบ จากนั้นก็เต้นรอบเวทีรอให้กรรมการตีระฆัง ทุกวันนี้กลายเป็นที่ทำการอุทยานแห่งชาติออบหลวงไปเรียบร้อยครับ

เวลาล่วงเลยเกือบห้าทุ่มทั้งคณะเข้าถึงที่พัก โดยตั้งแคมป์โต้ลมหนาวบนลานโล่ง เป็นสันเนินสูงที่บริเวณโรงเรียนบ้านแม่หลวงน้อย ตำบลสบโขง โดยมีสายหมอกหยอกเหย้ากับอุณหภูมิ 6 องศา นอนหนาวเหน็บเจ็บใบ

หู มือหงิก เท้าสั่น จนฟ้าสาง ตื่นเช้ามาก็ปฏิบัติภารกิจตามความประสงค์ที่ดั้นด้นมา ไปมอบผ้าห่มที่บ้านราชา บ้านพะเบี้ยว บ้านห้วยแห้ง และบ้านอูแจะ เสร็จสิ้นเอาตอนพลบค่ำ ยังพอมีเวลาเตรียมตัวสู้หนาวครับ จัดแจงแบกขอนสุมไฟให้ลุกโชน แล้วปักหลักนอนค้างแรมข้างกองไฟนั่นเลย ไม่หนาวเท่าไหร่เนื่องจากตัวชาไปหมด เพราะคืนนี้แค่ 2 องศาเซลเซียสเท่านั้น

ที่ตั้งของอำเภออมก๋อย เดิมทีคือถิ่นที่อยู่ของชนเผ่าชาวลัวะ (ละว้า) คำว่า "อมก๋อย" มาจาก "อำกอย" เป็นภาษาลัวะ (ละว้า) แปลว่าต้นน้ำ โดยสันนิษฐานกันว่าเป็นต้นน้ำแม่ตื่นในปัจจุบัน ลักษณะภูมิประเทศมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,000-1,900 เมตร ตรงจุดที่คณะเราตั้งแคมป์พักสูงจากระดับน้ำประมาณ 1,600 เมตร

เช้าวันใหม่ต้องรอให้ตะวันสายจนหมอกจาง จึงขับรถลัดเลาะตามสันเขาสูงชัน ผ่านใกล้สถานที่ท่องเที่ยวของตำบลสบโขงแห่งใดก็แวะเข้าไปชม เช่น น้ำตกวังควายเผือก น้ำตกตะกอคะ น้ำตกบ้านราชา และพระธาตุสระตาทอง ส่วนดอยม่อนจอง ล่ำลือกันว่าเป็นถิ่นที่อยู่ของกวางผาหรือม้าเทวดากับกุหลาบพันปี ในพื้นที่ตำบลแม่ตื่น ด้วยความสูง 1,929 เมตร นั้นแค่จองไว้ครับ โอกาสหน้าจะกลับมาล้างตา

สิริมงคลในวันนี้คือการไต่ขึ้นไปนมัสการพระธาตุสระตาทอง ที่โฟร์เอสไม่ได้สร้างสรรค์อีกแล้วครับท่าน แต่เป็นผลงานการสร้างของพระอาจารย์ครูบาชัยวงศาพัฒนา เกจิอันเลื่องชื่อลูกศิษย์ก้นกุฏิของครูบาศรีวิชัย เทพเจ้าแห่งล้านนา ภารกิจสุดท้ายคือการเข้าไปที่ว่าการอำเภออมก๋อย ไปกล่าวคำขอบคุณล่ำลาคณะเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พร้อมสายตาเหลือบไปเห็นป้ายผ้า ชาวอมก๋อย ขอคัดค้าน "ชนเผ่าลีซู" ที่จะมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในอมก๋อย โอว์...ถึงขนาดนั้นเลยหรือ? กะเหรี่ยง ม้ง ลัวะ ลีซอ หรือลีซู ก็น่าจะเป็นคนไทยได้ หรือจะให้เขาอยู่เป็นคนโดยที่ไม่ได้เป็นพลเมืองของประเทศใดในโลก เศร้าจังนะ

บรรยายภาพ
1.วัดพระธาตุสระตาทอง บนความสูงกว่า
2.ทีมอาสาต้านภัยหนาว
3.คุณกรรณิการ์ มอบผ้าห่มต้านภัยหนาว
4.คุณบุญส่ง ตามขึ้นมาดูพื้นที่ที่จะมอบเสาธงให้โรงเรียน
5.คณะเราต้องอาศัยสุมไฟเป็นที่พึ่ง
6.ชุมชนไทยภูเขาบ้านพะเบี้ยว เด็กสู้หนาวจนมอม 7.มุ่งหมายมาด้วยแววตาแห่งหวัง

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 21

champ067
Kid Cowboy 067
อังคาร
22/3/2554
เวลา : 10:27
IP:
58.9.173.57

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป...เที่ยวทั่วไทย: เที่ยวผาแต้มกับฟอร์ดเรนเจอร์
ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 22 มีนาคม 2554 00:00:22 น.
"รณชิด"
ทีมงานขับไปคุยไป ได้รับชวนจากคุณโป่ง-ชยภัค ลายสุวรรณ ประชาสัมพันธ์คนเก่งจาก ฟอร์ด ประเทศไทย ให้นั่งเรือบินเดินทางไปยังเมืองดอกบัวจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเที่ยวชมความอลังการงานวาดเขียนของมนุษย์โบราณที่ผาแต้ม และการกัดเซาะของธรรมชาติที่สวยงามสุดใจ พร้อมเข้าร่วมกิจกรรม ฟอร์ด เรนเจอร์ จิมคาน่า ชาลเลนจ์ 2011 จึงรีบตกลงในทันที เพราะอยากบินสูงเป็นรุ้งเป็นแร้ง ชมวิวแผ่นดินอีสานจากบนฟ้ามานานแล้ว

คณะเดินทางนัดพบกันที่สนามบินดอนเมืองแต่เช้า และออกเดินทางด้วยสายการบินนกแอร์ อีสานนี้ก็แปลกดีสีสันเยอะนะครับ ตอนหน้าฝนมีแต่น้ำท่วมเต็มท้องทุ่ง พอถึงหน้าแล้งน้ำก็แห้งเอาดื้อๆ เป็นวงจรแห่งความหูอื้อตาลายของธรรมชาติ คล้ายกับประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด ซึ่งวันดีคืนดีก็แถมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาช่วยระเบิดอีกแรงด้วย

หลังจากเดินทางถึงอุบลราชธานีแล้ว คราวนี้ก็ต้องใช้รถยนต์ นั่งลมโชยเกศาพาเพลินแป๊บเดียวก็แวะทานโจ๊กร้อนๆ ปาท่องโก๋หอมๆ ที่ร้านสามชัยกาแฟ ก่อนต่อไปยังอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เพื่อชมเสาเฉลียง ที่มีรูปร่างคล้ายกับดอกเห็ด โดยเสาเฉลียงนั้น เป็นประติมากรรมร่วมกันประสานใจของหินทราย 2 ยุค คือยุค ครีเตเซียส อายุประมาณ 130 ล้านปี ซึ่งมีรูปร่างคล้ายส่วนที่เป็นดอกเห็ดอยู่ด้านบน และหินทรายอายุประมาณ 180 ล้านปี เสาหินท่อนล่างที่เป็นส่วนต้น โดยผ่านการถูกชะล้างพังทลายอันเกิดจากสภาพอากาศ ฝนและลมพายุเป็นเวลาหลายล้านปี ซึ่งคำว่าเสาเฉลียง แผลงมาจากคำว่า สะเลียง แปลว่า เสาหิน

ถัดจากเสาเฉลียงขึ้นไปบนเนินเขา ก็เป็นลานหินแตก เป็นลักษณะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เนื่องมาจากกระบวนการกัดเซาะและกัดกร่อนด้วยอิทธิพลของน้ำและลม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการสึกกร่อนโดยน้ำหรือธารน้ำไหลกัดเซาะเป็นเวลาชั่วนาตาปี

ที่ขาดไม่ได้เลยคือผาแต้ม ที่มีภาพเขียนยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000-4,000 ปี กระจายอยู่ตามแนวเพิงผา โดยมีทั้งสิ้น 4 กลุ่ม คำว่า แต้ม ในภาษาถิ่นดั้งเดิม หมายถึง รอยวาด, ระบาย โดยใช้สีให้ปรากฏรูปภาพ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ต่างๆ ส่วนภาพที่เด่นๆ ได้แก่ ภาพช้าง ปลาหมึก ภาพตุ้ม (เครื่องมือดักปลาทำจากไม้ไผ่สาน ถ้าหาได้เต็มตุ้มเขาเรียกว่า "หมาน") ภาพสัตว์ป่า และภาพฝ่ามือ เป็นต้น ภาพเขียนเหล่านี้บอกเล่าถึงวิถีชีวิต และอารยธรรมของชุมชนลุ่มน้ำโขงในยุคนั้น ซึ่งกว่าจะเดินดูจนครบทุกกลุ่ม ก็เล่นเอาปวดกระเบนเหน็บ เหมือนโดนหวดสว้าบด้วยแข้งขวาเลยทีเดียว

อาหารมื้อเที่ยงวันนี้อยู่บนแพอารยา และเนื่องจากอยู่ติดกับแม่น้ำโขง อาหารในเมนูส่วนใหญ่จึงเป็นประเภทปลา ไม่มีปัญหาครับ รับได้หมดทั้ง ปลาลวกจิ้ม ปลาผัดฉ่า ต้มยำปลา ปลาเนื้ออ่อนทอดกรอบ ผัดคะน้าปลาเค็ม แปลกหน่อยตรงที่มียำหมูยอมาด้วย 1 จาน รสชาติอาหารอร่อยดีครับ และที่นี่เขามีร้านขายของที่ระลึกตั้งเรียงรายกันอยู่หลายร้าน ส่วนมากเป็นสินค้าประเภท หมวก กระเป๋า และเสื้อผ้า

ช่วงบ่ายยังมีโปรแกรมไปเที่ยวต่อที่สามพันโบก แก่งหินขนาดใหญ่ในลำน้ำโขง ที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนเว้าแหว่ง มองเห็นเป็นภาพศิลปะ มีรูปร่างแตกต่างกันออกไป ตามแต่ที่เราจะจินตนาการ ซึ่งมีปรากฏให้เห็นเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ประมาณเดือนมกราคม-เมษายน คำว่า โบก เป็นภาษาลาวครับ แปลว่า แอ่ง เพราะฉะนั้น สามพันโบก จึงแปลว่า 3,000 แอ่ง เนื่องจากบนแก่งหินมีแอ่งน้ำขนาดเล็กใหญ่จำนวนมากกว่า 3,000 แอ่ง นั่นเอง

แม่น้ำโขงบริเวณนี้ยังมีน้ำให้สามารถล่องเรือ เพื่อชมความสวยงามและความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ แล้วก็มาแวะถ่ายรูปกันตรงทุ่งหินเหลื่อม ซึ่งเป็นกลุ่มหินสีที่มีลักษณะแปลกตา คือหินแต่ละก้อนมีผิวเรียบเป็นมัน ตำนานชาวบ้านเล่าขานกันว่า กลุ่มหินสีดังกล่าวคือทองคำพญานาค ซึ่งเกิดจากการขุดสร้างแม่น้ำโขงของพญานาคตัวพ่อและตัวแม่ ส่วนร่องน้ำเล็กที่คู่ขนานกับแม่น้ำโขงเป็นผลงานของลูกพญานาคที่ขุดเล่น จนเกือบทะลุกับแม่น้ำโขง ลูกพญานาคพบหินเหมือนทองคำ จึงขุดขึ้นกองไว้ให้คนได้ล่องเรือชม

พอได้เวลาตกค่ำรำไร ก็ออกอาการร่อแร่อ่อนเปลี้ยเสียขา เช็คอินเข้าที่พักได้แล้วก็วางหัวไว้บนหมอน องค์ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวก็ถึงกาลหลับใหลในบัดดลนั้นเลย

เช้าวันรุ่งขึ้นได้ไปร่วมกิจกรรมกับชาวฟอร์ดที่ห้างแม็คโคร ไม่ไกลจากที่พักมากนัก โดยคุณสาโรช เกียรติเฟื่องฟู รองประธานฝ่ายการตลาด การขาย และการบริการ ฟอร์ด ประเทศไทย เล่าว่า กิจกรรมพิเศษ ฟอร์ด จิมคาน่า ชาลเลนจ์ 2011 เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับผู้จำหน่ายจัดขึ้นเพื่อขอบคุณสมาชิกครอบครัวฟอร์ดทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความสำเร็จของบริษัทมาโดยตลอด ซึ่งกิจกรรมนี้ยังช่วยให้สมาชิกในครอบครัวฟอร์ด ได้สัมผัสถึงทิศทางการดำเนินงานของฟอร์ดในอนาคตต่อไปด้วย

สำหรับการแข่งขัน ฟอร์ด เรนเจอร์ จิมคาน่า ชาลเลนจ์ 2011 ผู้เข้าแข่งขันจะต้องมีความสามารถในการควบคุมรถฟอร์ด เรนเจอร์ ที่มีกำลังแรงบิดสูง และช่วงล่างที่ได้รับการยอมรับในเรื่องการทรงตัวได้อย่างดี ผ่านเส้นทางที่กำหนดไว้ทั้งหมด 2 รอบ โดยรอบที่ 2 จะเพิ่มความยาก โดยการใส่ลูกโป่งไว้ที่กระบะรถด้วย จำนวน 20 ลูก ใครที่ขับแล้วลูกโป่งร่วงลงจากกระบะจะโดนเพิ่มเวลาลูกละ 5 วินาที แต่ถ้าร่วงตั้งแต่ลูกที่ 11 ขึ้นไป จะโดนเพิ่มเป็นลูกละ 10 วินาที ใครทำเวลาได้น้อยที่สุดก็รับรางวัลชนะเลิศไปครอง พร้อมแพ็กเกจทริปสุดพิเศษแห่งปีเพื่อเป็นลูกค้าวีไอพีกลุ่มแรกที่จะได้พบกับการเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 32 ซึ่งจัดขึ้นที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

นอกจากการแข่งขันจิมคาน่าแล้ว ฟอร์ดยังได้เตรียมเกม อาหาร และเครื่องดื่ม ไว้ต้อนรับสมาชิกครอบครัวฟอร์ดทุกคน พร้อมเตรียมรถทดลองขับไว้หลายรุ่น เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ทดลองขับในงานนี้อีกด้วย


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 22

champ067
Kid Cowboy 067
อังคาร
29/3/2554
เวลา : 10:42
IP:
58.9.176.53

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป..เที่ยวทั่วไทย: ทัวร์บ้านอีต่อง สวรรค์ตะวันตก
ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 29 มีนาคม 2554 00:00:47 น.
ทีมงานขับไปคุยไป ได้เดินทางไปเยือนบ้านอีต่อง หมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางสายหมอกหงอกขาว โอบกอดรายล้อมแน่นตั๊บด้วยขุนเขา ความเงียบสงบ และอากาศเย็นระยิบทั้งปีคือเสน่ห์ของที่นี่ ชุมชนหน้าด่านติดชายแดนที่มีเส้นทางผ่านช่องเขาสู่เมืองกัมบ๊อคของพม่า อีต่องเป็นภาษาพม่า ให้ความหมายว่าภูเขาเทวดา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มาแรงแซงทุกโค้งในพื้นที่ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ สวรรค์ตะวันตกเมืองกาญจนบุรี ที่ผู้คนสามารถมาแสวงหาความสำราญราษฎร์ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ไม่ยากนัก

เพราะอีต่องเป็นภาษาพม่านี่เอง กระทรวงมหาดไทยจึงไม่แตะ ทีภาษาลาวอีสานกลับไล่แก้ไล่เช็ด ชื่อหมู่บ้านเท่ๆ แบบอีสานที่วารินชำราบ อุบลราชธานี กลายเป็นบ้านศีรษะกระบือเฉยเลย ดีว่ายังมีบ้านโคกสี เพราะถ้าเอาโคกออกไปถึงแย่แน่ เพราะอีสานขาดโคกกับนาไม่ได้

ทีมงานอาสาพาท่านผู้อ่านไปสัมผัสบรรยากาศที่บ้านอีต่อง กล่องดวงใจของเหมืองปิล๊อก โดยคิดอ่านภารกิจร่วมกับคุณสุรินทร์ เดชขจร จากถิ่นสีน้ำเงิน "ช่างก่อสร้างอุเทนถวาย" และคุณบุญชัย ภัทรมังคลานนท์ จากถิ่นเฟืองทอง "ช่างกลปทุมวัน" แล้วมีคณะติดตามอีกไปกันเป็นคาราวานรถยนต์ จากกรุงเทพฯ สู่เมืองกาญนะจ๊ะบุรี แวะเข้าตลาดทองผาภูมิเพื่อจัดแจงสะสมเสบียงเต็มอัตรา ฮาเฮ แล้วเข้าสู่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ และบ้านอีต่องในที่สุด ด้วยระยะทางรวมประมาณ 350 กิโลเมตร

เนินช้างศึก คือเคหสถานตั้งหมู่บ้านของชาวคณะในค่ำคืนนี้ ท่ามกลางแสงเดือนดาวเคล้าอากาศหนาวเย็น บทเจรจาของอดีตนักศึกษาสองสถาบันคู่หูคู่ฮาเกิดขึ้น ณ ฐานที่มั่นของตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 หรือเรียกกันติดปากว่า ฐานช้างศึก ไม่ได้ยกพวกมาตีกันนะครับ ไม่มีปืน มีแต่ฮาเฮล้วนๆ วงสนทนาเริ่มจากคณะถิ่นสีน้ำเงิน มาพร้อมสโลแกน "ถ้าเรารักสมัครจิต ก็ต้องคิดสมัครมือ ถิ่นสีน้ำเงินคือ ที่รวมรักสมัครคง" โดยคุณสุรินทร์ เดชขจร เป็นผู้นำทีม ส่วนอีกฝ่ายมาจากถิ่นเฟืองทอง ได้คุณบุญชัย ภัทรมังคลานนท์ เป็นหัวเรือใหญ่ หลังจากหารือกันจนหมดน้ำลายไปหลายกระทอก ได้ใจความสรุปว่า ทั้ง 2 ฝ่ายจะออกเดินทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และทำประโยชน์เพื่อสังคมร่วมกันอยู่อย่างเป็นนิตย์เป็นศีล ลงมือพรุ่งนี้เลย อย่าช้า ทั้งคณะจะมอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนบนฐานช้างศึกแห่งนี้ การทำกิจกรรมให้ทำในนาม U-NAVIGATOR CLUB จากวิทยาเขตอุเทนถวาย และ Gold Gear Club จากสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ตามตัวอย่างที่ดีมีให้เห็นอย่างเช่น จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ยังรักสามัคคีผูกญาติเยี่ยงมิตรกันได้ แต่งงานเป็นคู่ผัวตัวเมียกันแล้วก็หลายคู่ แล้วทำไมพวกเราชาวปทุมวัน-อุเทนถวาย จะผูกเสี่ยวกันไม่ได้ ต้องรวมกันเป็น "เรานี้ดั่งพี่น้อง ปองรักใคร่" ท่ามกลางอากาศหนาวเท้าสั่นจนเหงื่อไม่กล้าไหล ทีมงานขับไปคุยไปได้นั่งเป็นพยานตั้งแต่ต้นจนจบ

ตำบลปิล๊อก ปัจจุบันมี 4 หมู่บ้าน ชื่อเสียงโด่งดังเป็นดาวรุ่งจากการเป็นแหล่งรวมเหมืองแร่ดีบุกและวุลแฟรม ซึ่งมีมากกว่า 50 เหมือง ที่นี่จึงถูกเหมารวมยกเข่งว่า เหมืองปิล๊อก โดยครั้งกระโน้นประมาณปี พ.ศ.2483 องค์การเหมืองแร่ กรมโลหกิจ ได้เปิดเหมืองปิล๊อกขึ้น เจริญรุ่งเรืองหนังเหนียวอยู่ยงคงกระพันมาได้ 40 ปีเศษ จึงมอดดับสนิทไปในปี พ.ศ.2529 ทิ้งไว้แต่ตำนานเรื่องราวต่างๆ ของปิล๊อก มีเรื่องเล่าว่าก่อนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะรู้ว่าที่นี่มีแร่ดีบุก ก็โดนชาวพม่าบุกมาขุดเอาไปขายให้กับอังกฤษอยู่มากโข พอมาเปิดเหมืองอย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้เปิดศึกชนช้างกับกรรมกรข้างฝ่ายพม่าข้าศึก จนบาดเจ็บล้มตายพลัดบ้านจากเมียกันเป็นก่ายกอง สมัยนั้นเหมืองแห่งนี้ถูกเรียกว่า "เหมืองผีหลอก" ก่อนที่จะกลายพันธุ์วิญญาณเฮี้ยนเพี้ยนมาเป็น "ปิล๊อก" ในปัจจุบัน

เรื่องราวของเหมืองสมศักดิ์ ตำนานรักระหว่างป้าเกล็น-คุณเกล็นนิส เจอร์เมนไวท์ ชาวออสเตรเลีย และนายเหมืองสมศักดิ์ เสตะพันธุ พร้อมโฮมสเตย์ป้าเกล็นยังมีมนต์เสน่ห์ที่น่าสนใจ แต่หัวละพันสองต่อคืนเนี่ยแพงไปหน่อยนะครับป้า ความสวยงามของน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปีชื่อ "จ๊อกกระดิ่น" ยังคงตรึงใจ บรรยากาศและเรื่องราวในอดีตที่ "เนินเสาธง" ภาพวิวทิวทัศน์อันสวยงามที่สามารถมองออกไปเห็นทะเลอันดามันฝั่งพม่าก็น่ายล สภาพทางกายภาพภูมิประเทศที่ตำบลปิล๊อกแห่งนี้ ธรรมชาติและผู้คนช่างอาศัยเกื้อกูลอยู่กันได้อย่างลงตัวเหลือเกิน แต่ก็มีของแปลกแทรกเข้ามาที่บ้านอีต่อง เมื่อการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยใช้เป็นทางผ่าน วางท่อก๊าซมาจากพม่านั่นเอง


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 23

champ067
Kid Cowboy 067
อังคาร
17/5/2554
เวลา : 12:30
IP:
58.9.178.246

fiogf49gjkf0d
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 17 พฤษภาคม 2554 00:00:12 น.
รณชิต
ทีมงานขับไปคุยไปของรณชิตได้รับเกียรติจากท่านนายอำเภอวิทิต และคุณนายศศิธร ปิ่นนิกร นายอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมไปถึงชาวคณะ "กลุ่มเราคนคอเดียวกัน" และคุณกิตติพงษ์ น่วมสวัสดิ์ สมาชิกประจำกลุ่ม Jeep ทหาร (TMVC) นัมเบอร์ 009 ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญคือคอยควบคุมและดูแลความสงบสุขในเว็บของกลุ่ม ประมาณว่าเป็นตำรวจเว็บ

งานนี้คุณกิตติพงษ์ ควบเจ้า Jeep Ford GPW ไปด้วย ทีมงานเห็นแล้วตาร้อนแทบไหม้ จึงต้องรวบมาให้ท่านผู้อ่านได้ชม โดยใช้ฉากหลังระดับใหญ่อลังการงานสร้าง หมดค่าฉากไปหลายล้านบาท เพราะนั่นคือเขื่อนพระราม 6 ของอำเภอท่าเรือ ซึ่งเป็นเขื่อนทดน้ำแห่งแรกของประเทศไทย สร้างกั้นแม่น้ำป่าสักเพื่อทดน้ำให้สูงขึ้น ก่อนปล่อยลงสู่ที่ลุ่ม เดิมชื่อเขื่อน พระเฑียรฆ์ราชา เริ่มก่อสร้างใน พ.ศ.2458 มาราธอนจนแล้วเสร็จใน พ.ศ.2467 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงเสด็จเปิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2467 ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อเขื่อนพระราม 6 นั่นเอง

เขื่อนพระราม 6 มีศักดิ์เป็นพี่ของเขื่อนเจ้าพระยานะครับ แม้เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท จะเป็นเขื่อนทดน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สำรวจสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่เจอภาวะข้าวยากหมากแพงหลายกระบวน รวมทั้งสงครามโลกด้วย จึงได้มาเกิดเอาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อน

ความเป็นมา Jeep Ford GPW Jeep ในอดีตเป็นยานพาหนะที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในภารกิจสงครามอย่างแท้จริง ความชัดเจนนี้เป็นผลที่เกิดมาจากความต้องการของผู้ผลิตรถและผู้วางแผนการทหาร ที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องที่ต้องการยานพาหนะที่มีน้ำหนักเบา แต่สามารถเดินทางข้ามภูมิประเทศต่างๆ ได้ในช่วงการเคลื่อนพลและยุทโธปกรณ์ต่างๆ ซึ่งคำตอบที่ออกมาถูกต้องแล้วคร้าบ!!.ก็คือ Jeep สำหรับ Jeep Ford GPW ผลิตขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1941-1945 จำนวน 277,896 คัน รุ่นนี้ได้ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในหลายสมรภูมิ เป็นรุ่นที่ก้าวเข้าสู่ความเป็นรุ่นมาตรฐานของ Jeep เพราะว่าในขณะนั้น บริษัท Willys มีกำลังการผลิตที่จำกัด ไม่ทันต่อการใช้งานหรือการขยายพื้นที่สู้รบ ทางกองทัพสหรัฐจึงติดต่อให้บริษัท Ford ผลิตรถ Jeep ขึ้นตามรูปแบบเดียวกันกับของ Willys (บางแหล่งข้อมูลบอกว่า Willys ว่าจ้างช่วงต่อให้ Ford เพราะทางบริษัทฯผลิตไม่ทัน) โดย Jeep รุ่นนี้ออกแบบกระจังหน้าปั๊มขึ้นรูปแบบ 9 ช่อง พร้อมซ่อนไฟหน้าหุบเข้าไปในกระจัง ฝากระโปรงเรียบ เครื่องยนต์ 4 สูบ ชื่อ "Go-Devil" L-head 134 I4 ใช้ไฟ 6 V และที่แปลกกว่ารุ่นอื่นคือ ไฟหน้าเป็นแบบตะขอเกี่ยวที่สามารถหันกลับมาส่องข้างหลังด้านเครื่องยนต์ได้ด้วย ซึ่งสะดวกสบายในการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ในเวลากลางคืน อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่า 2 ยี่ห้อนี้มีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ชิ้นส่วนทั้งหมดก็สามารถทดแทนกันได้

สภาพเดิมยังแจ่ม
รูปลักษณ์ภายนอกไม่น่าเชื่อว่าอายุปาไป 70 ขวบแล้ว ยังคงสภาพเดิมๆอยู่ได้ ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรง ทนทานของวัสดุที่ใช้ในการผลิต Jeep ทหารโดยเฉพาะ ซึ่งยืนยันสภาพเดิมๆ ด้วยโลโก้ Jeep Ford ข้างตัวถัง, หลังเบาะ, นอต, ตะขอลากปากนกแก้ว และอื่นๆ อีกหลายชิ้น อยากรู้มั้ยครับ? ว่าในถุงเท้ากระเป๋าเป้ที่ทั้งห้อยทั้งแขวนอยู่นั้นมีอะไร อยู่ข้างใน

เริ่มจากด้านหน้าสุด ยังใช้กันชนเหล็กของเดิมๆ วางทับด้วยถุงเก็บอุปกรณ์เสริม เช่น ขวาน เสาวิทยุสื่อสาร และอื่นๆ ที่พอจะยัดได้ กระจังหน้าแบบ 9 ช่องตั้งปั๊มขึ้นรูป ไฟหน้าโคมกลมพร้อมไฟเลี้ยวฝังในกระจัง ซึ่งไฟหน้ารุ่นนี้เป็นแบบตะขอเกี่ยว สามารถกลับหลังหันมาส่องข้างหลังด้านเครื่องยนต์ได้ นี่เลียนแบบจัดแถวทหารเป๊ะเลย ซ้ายหัน ขวาหัน และกลับหลังหัน..ปี้นวั้บ!!.

กระจกหน้าเป็นแบบพับลงได้เต็มๆ ชายล่างประตูซ้ายเป็นที่เก็บพลั่ว นอกจากนี้ยังมีโครงหลังคาที่ยกขึ้นมาคลุมผ้าใบได้ แต่หน้านี้สบายๆ ไม่ค่อยมีฝน จึงพับเก็บลงกับขอบกระบะ พร้อมเป็นที่แขวนถุงเก็บของจิปาถะสารพัดนึก ฝั่งละ 2-3 ถุง ถ่วงเต็มเหนี่ยวยังกับม้าวินประจำสนาม ซึ่งแต่ละถุงก็เป็นถุงเก่าๆ ของทหาร แก้มหลังฝั่งซ้ายตั้งฐานยึดเสาวิทยุสื่อสารสูงกว่า 4 เมตร สัญญาณไวยิ่งกว่าเรดาร์รัสเซีย ขนาดเข็มเย็บผ้ากระดิกที่ไซบีเรีย ยังรู้เลย

ด้านท้ายรถมีตะขอลากปากนกแก้ว มีที่ยึดยางอะไหล่และถังน้ำมันสำรองขนาด 20 ลิตร 1 ใบ แล้วตะลุยจนเห็ดกระจายด้วยยาง SUPERSTONE SM512 ไซส์ 7.00-16 หรือ 30 นิ้ว รัดกับกระทะเหล็กของรุ่น M151 ขอบ 4.5x16 นิ้ว ที่สามารถถอดสลับเอาด้านใดด้านหนึ่งได้หมด เพราะเป็นยาง ความเร็วต่ำ-ปานกลาง ไม่ใช่ยางที่มีลายดอกหมุนได้ทิศทางเดียว พอกลับอีกด้านมันจะรีดน้ำเข้าทันที ไม่ใช่รีดน้ำออก ส่วน Free-Lock นั้นเป็นแบบตะเกียบ โดยที่เหล็กตะเกียบจะปั๊มคำว่า Free และ Lock ไว้เบ็ดเสร็จ

ภายในไม่มีอะไรเปลี่ยน
ภายในห้องโดยสาร คือตอนนี้ไม่มีหลังคานะครับ ทุกอย่างอยู่ข้างนอกหมด แต่เราสมมุติให้เป็นภายในละกันนะ ทุกอย่างยังคงสภาพเดิมได้อย่างหมดจด ทั้งพวงมาลัย 3 ก้าน, แผงคอนโซลหน้า, เรือนไมล์, คันเกียร์หลักและเกียร์โฟร์, โครงเบาะเดิมแต่หุ้มเบาะใหม่ ส่วนพื้นด้านหลังเป็นที่เก็บสัมภาระและอุปกรณ์อื่นๆที่จำเป็นในการเดินทาง นอกจากนี้สิ่งที่เพิ่มเข้ามาก็คือชุด Browning เลียนแบบของจริงในสมรภูมิ อะโด่ หา Browning M2HB ที่ติดตั้งบนแท่นปืนต่อสู้อากาศยานของนาวิกโยธินสหรัฐอเมริกามาใส่เลยดีกว่า โจรสลัดแถวอ่าวเอเดน ประเทศโซมาเลีย และประเทศเยเมน น่าจะมีขายนะครับพี่!!

เครื่อง LD20-T เกียร์ Jeep Mitsu
ขุมกำลังหลัก เครื่องและเกียร์เดิมยังสามารถใช้งานได้ แต่คุณกิตติพงษ์อยากได้เครื่องยนต์ใหม่ๆ ที่สามารถเตะปี๊บดังกว่านี้ วิ่งทางไกลแล้วไม่เหนื่อย ดังนั้น "คุณดำ ยุธยา" หนึ่งในสมาชิก TMVC กลุ่มเราคนคอเดียวกัน จึงจัดหนัก ด้วยเครื่องดีเซลเทอร์โบ LD20-T จากตระกูล Nissan และเกียร์ Jeep Mitsu 4 สปีดเดินหน้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (เดิม 3 สปีด) เนื่องจากเมื่อเปลี่ยนเครื่องแล้วทำให้กำลังม้ามันเหลือ ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนเกียร์ ทำให้ปัจจุบันการเดินทางขึ้นเหนือ ล่องใต้ ไปตะวันออก ออกตะวันตก เจออุปสรรค ข้างหลังควาย ข้างซ้ายม้า ข้างหน้าวัว ข้างขวาคนข้ามถนน ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป มาพร้อมเฟืองท้ายเดิม 8:39 (เฟืองเดือยหมู 8 ฟัน, เฟืองบายศรี 39 ฟัน) มีอัตราทด = 4.875:1

ช่วงล่างเดิมอยู่แล้ว
ระบบช่วงล่างยังใช้งานได้ จึงไม่มีการปรับเปลี่ยนใดๆ โดยเป็นคานแข็งหน้า/หลัง วางตับแหนบหน้ามีเฉพาะแผ่นโค้ง 10 แผ่น ด้านหลังก็มีเฉพาะแผ่นโค้ง 10 แผ่น พร้อมโช้กอัพน้ำมัน 4 ต้น ซึ่งขณะใช้งานอาจจะมีอาการขยอกมากหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะเน้นเดิมๆ ครับท่านผู้ชอม!!


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 24

champ067
Kid Cowboy 067
อังคาร
28/6/2554
เวลา : 09:24
IP:
58.9.169.61

fiogf49gjkf0d
ขับไปคุยไป..เที่ยวทั่วไทยกับ'รณชิต': กรุงเทพฯ สู่เมืองเว้
ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 28 มิถุนายน 2554 00:00:06 น.
ronchalerm@gmail.com
รณชิตได้รับชวนจากคุณเอก-สมบูรณ์ มูลหลวง เพื่อนที่บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ให้เข้าร่วมคาราวานในเส้นทางไทย-ลาว-เวียดนาม ซึ่งเป็นคาราวาน ออฟโรด เทรนนิ่ง ในคราวเดียวกันด้วย เส้นทางจึงแปลกประหลาดไป โดยมีการขับบุกป่าฝ่าดินทรายขาว เข้าในโคกในดงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แบบที่ไม่เคยทำมาก่อน





Would you like to visit the website to find out more?
Yes No



คุณเอกจัดโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ มาเกยที่หน้าประตูบ้าน ให้รณชิตขับออกจากกรุงเทพฯ อย่างหล่อเหลา เกิดมาก็หล่อจนหลงตัวเองอย่างนี้เสมอแหละ ระหว่างทางได้ผลัดกันขับกับคุณเอก เพราะรณชิตเพลินไปหน่อยจนเผลอเกือบจะไปตำดากรถชาวบ้าน พอถึงกาฬสินธุ์ก็แวะบ้านไปทำความเคารพพ่อแม่ตามประสาลูกที่ดีพอทน ก่อนไปรวมเป็นกลุ่มเป็นก้อนกับคณะคาราวานที่โรงแรมพลอยพาเลซ จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีผึ้งหลวงมาอาศัยทำรังมากกว่า 10 โครงการใหญ่ๆ ท่าทางน้ำคงหวานเจี๊ยบ มีความเข้มข้นขนาดหยดใส่ผ้าไม่เปียก ตามแบบของน้ำผึ้งเดือน 5 สรุปโหรงโจ้งวันแรกเดินทาง 778 กม.

เช้าวันถัดมาก็รวมพลชักแถวที่หน้าโรงแรม ออกเดินทางเป็นคาราวานคณะใหญ่ ใช้เวลาแค่ 15 นาทีก็ถึงหน้าด่านฝั่งมุกดาหาร ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ไปถึงด่านลาวฝั่งสะหวันนะเขต ซึ่งมีอยู่ 4 ช่อง สำหรับลดเบา ลดโดยสาน ลดบันทุกเป่า และลดบันทุกสินค้า ไม่ต้องสงสัยอะไรนะครับ รณชิตตั้งใจเขียนให้ใกล้เคียงกับภาษาลาวเท่านั้นเอง

ผ่านสะหวันนะเขตออกไปทางวงเวียนกะปอมหลวง ได้เวลา 09.00 น. ก็ถึงคิวขับเข้าป่าตามประสาออฟโรด ซึ่งรณชิตอาสาขับแน่นอนอยู่แล้ว เส้นทางเป็นทรายขาวเหมือนทางเกวียนสมัยก่อน แต่ตอนนี้เห็นมีแต่รถอีแต๊กอีแต๋นวิ่งสวนออกมา ข้างทางนั้นกำลังถูกบุกแหลกด้วยป่ายูคาลิปตัส หรือภาษาสมัยใหม่ตามดั๊บเบิ้ลเอคือ ต้นกระดาษ ส่วนภาษาลาวมีคนมากระซิบผมว่าต้นวิคส์ วาโปรับ ใช้ดม ใช้ทา แก้หวัดดีนักแล

ส่วนป่าธรรมชาติก็ยังมีผักติ้ว มีมะขามป้อม และพืชอย่างอื่นที่เป็นอาหารของชาวบ้าน เกิดแซมอยู่กับไม้ใหญ่ ขับตุ๊บตั๊บไปเรื่อย ทำท่าจะหลงทางทั้งคณะก็มี จนทะลุออกถนนลาดยาง สิริรวมบุกป่าอยู่ 31.1 กม. ส่วนถนนสายหลักก็คือทางหลวงหมายเลข 9 ที่ดิ่งออกจากสะหวันเขต ผ่านเมืองอุทุมพร เมืองพะลาน เมืองพิณ เมืองเซโปน ไปถึงด่านลาวบาวที่ชายแดนเวียดนามนั่นเอง รณชิตใช้เส้นทางนี้เป็นครั้งที่หลายแล้ว ไปแต่ละทีก็แวะกินข้าวเที่ยงที่ร้านแฟนต้า ซึ่งอยู่กลางระยะการเดินทาง ขับมาถึงตรงนี้มักจะเป็นเวลาเที่ยงวันเสมอ เมนูอาหารมีไข่เจียว ลาบหมู ต้มยำปลาน้ำโขง หมูทอด ห่อหมกไก่ใส่หัวปลี ลวกผัก ปลาทอดแดดเดียว และส้มตำลืมใส่พริก จืดสนิท ต้องใช้เบียร์ลาวช่วยกล่อมเข้าปาก

สุดแผ่นดินลาวที่ด่านลาวบาว ชายแดนเวียดนาม ตอนเวลา 14.20 น.ด้วยระยะทาง 1,033.8 กม.จากบ้านกรุงเทพฯ เบียร์ที่นี่ก็จะเปลี่ยนสัญชาติเป็นเวียดนาม ยี่ห้อฮิตคือฮูด้า (huda) ดีกรี 4.7 เปอร์เซ็นต์ จำหน่ายในร้านปลอดภาษีในราคากระป๋องละ 20 บาท ส่วนร้านชำข้างนอกก็แล้วแต่คนซื้อจะทำหน้าให้เหมือนคนเวียดนามได้แค่ไหน ถ้าไม่เหมือนเลยก็ทำใจไว้ว่าอาจโชคดีได้ดื่มเบียร์แพงพิเศษ เหมือนฝรั่งที่มาเมืองไทยครั้งแรกนั่นเอง

ขั้นตอนการผ่านด่านนั้น ทั้งด่านแดนสวรรค์ของลาว และด่านลาวบาวของเวียดนาม คาราวานคณะใหญ่ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียว ผ่านเข้าไปเมืองดองฮา จังหวัดกวางตรี ระหว่างทางก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอนุสาวรีย์นักรบนิรนามในสมัยสงครามเวียดนาม เป็นการสังหารโหดโดยน้ำมือมนุษย์ด้วยกัน

เวียดนามเล็กกว่าไทยมากนะครับ มีพื้นที่ราว 327,500 ตร.กม. หันหลังพิงลาวและเขมร หันหน้าออกทะเลจีนใต้ ถ้าลงทะเลไปตรงๆ ก็ขึ้นฝั่งที่ฟิลิปปินส์ เงินที่ใช้เป็นสกุลด่องที่มีค่าขึ้นลงบ่อยพอควร ราคากลางๆ 1,000 บาท แลกได้ 670,000 ด่อง ถ้าไปเจอตลาดมืดก็อีกราคาหนึ่ง ไฟฟ้าใช้ 220 โวลต์เหมือนบ้านเรา พืชเศรษฐกิจมีข้าวที่เขาว่าจะแซงไทย กาแฟที่เป็นรองแค่บราซิล ยี่ห้อดังคือ G-7 ซื้อที่ด่านลาวบาวจะปลอดภัยจากของปลอม แล้วมียาสูบ มีพริกไทย และการประมงตลอดแนวชายฝั่ง ส่วนอุตสาหกรรมทอผ้าไปได้ดีที่โฮจิมินห์ซิตี ภาษาที่นี่ข้าวราดแกงดูเหมือนออกเสียงว่า คอม ขนมจีนเรียกว่า บุ๋น ก๋วยเตี๋ยวคือ เฝ๋อ รณชิตฟังเขาพูดนะครับ อาจเพี้ยนได้เหมือนคนกรุงเทพฯ ฟังคนใต้แหลง หรือฟังอีสานเว่า

ความเชื่อดั้งเดิมของคนเวียดนามคือ ตายแล้วต้องฝัง ถ้าเผาจะว่างเปล่าไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ซึ่งมาจากลัทธิเต๋าและขงจื้อ ส่วนพุทธนั้นเชื่อกันว่าถ้าตายแล้วไม่ได้เวียนว่ายมาเกิดอีกถือว่ามีบุญ หลุดพ้นไปแล้ว ที่เวียดนามจึงเต็มไปด้วยป่าช้าเก่า หาที่สร้างบ้านเมืองลำบาก รัฐบาลต้องเร่งนโยบายเปลี่ยนความเชื่อ เพื่อล้างป่าช้าเหล่านี้มาสร้างประโยชน์อย่างอื่น สอนให้เข้าใจใหม่ว่าตายแล้วต้องเผานะซีโยม

วันนี้ทั้งวันก็ไปค่ำที่เมืองเว้ ด้วยระยะทางรวม 1,184.5 กม.จากกรุงเทพฯ รณชิตหวดฟอร์จูนเนอร์คันงามไปจอดหน้าโรงแรมในเวลา 20.21 น. ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติของแขกเมืองนี้ คือกินข้าวเย็นแล้วไปลงเรือล่องแม่น้ำหอม ชมการเล่นดนตรีพื้นเมือง มีอาม้ามาขายกุหลาบแดงแรงฤทธิ์ สำหรับมอบให้ศิลปินสาวๆ แกเชียร์แขกใหญ่เลย ตอนแรกขาย 5 ดอก 100 บาท ใครใช้เงินด่องก็ต้องควักเกินครึ่งแสน พอดึกหน่อยอาม้าลดราคาเหลือ 8 ดอก 100 บาท รณชิตนั้นชอบฟังพิณ 16 สาย เลยมอบไป 2 ดอก แล้วจำหน้าคนเล่นไว้ไปนอนฝันด้วย สาวเวียดนามสวยทุกคนครับ






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 25

champ067
Kid Cowboy 067
อังคาร
16/8/2554
เวลา : 11:24
IP:
58.9.74.108

fiogf49gjkf0d
การดูแลเจ้า 4 WD คันโปรด

ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 16 สิงหาคม 2554 00:00:08 น.

การขับรถประเภทขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือ 4WD มีข้อดี ถ้าล้อหน้าของรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ปะทะกับสิ่งกีดขวางใดๆ ล้อหลังจะผลักจากด้านหลัง หรือ ถ้าล้อหลังตกลงในหลุมโคลน ล้อหน้าจะยกให้ตัวรถยกขึ้น ทำให้รถขับเคลื่อน 4 ล้อสามารถขับผ่านในสภาพถนนที่ขรุขระไปได้อย่างดี และวิธีการดูแลรักษารถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากการดูแลรักษารถยนต์ทั่วไปมากนัก แต่ยังมีความจำเป็นสำหรับผู้ที่เลือกรถประเภทนี้ไว้เป็นพาหนะคู่ใจ

การดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังการเดินทาง ดังนั้นจึงควรมีการตรวจสอบระบบต่างๆ เริ่มตั้งแต่ระบบพื้นฐานว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ อาทิ ท่อยางของระบบหม้อน้ำ น้ำยาแอร์ หรือระบบน้ำมันต่างๆ เช่น น้ำมันเครื่องยนต์ น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย น้ำมันเพาเวอร์ และควรเตรียมน้ำมันเหล่านี้สำรองไว้ เพื่อความอุ่นใจในการเดินทาง

ระบบไฟส่องสว่างต่างๆ ควรอยู่ในสภาพสมบูรณ์ สามารถใช้งานได้ตามต้องการ รวมถึงก้านปัดน้ำฝน และน้ำในกระบอกควรเติมให้เต็ม เพราะการลุยโคลนในบางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้ทำความสะอาดกระจกบังลมหน้า

และสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งไม่ควรลืมตรวจเช็คนั่นก็คือ ยาง และยางอะไหล่ ควรตรวจวัดระดับแรงดันลมยางให้เรียบร้อย และมีลมยางอยู่ในระดับที่กำหนด ส่วนยางอะไหล่ให้เติมลมเกินจากระดับที่กำหนดไว้ เพราะถ้าต้องการใช้งานก็แค่ปล่อยแรงดันลมส่วนเกินออกไปดีกว่าเวลาจะใช้ แรงดันลมในยางเกิดไม่พอดีจะลำบาก นอกจากนั้น ในขณะขับบนทางขรุขระควรปล่อยแรงดันลมยางออกแต่อย่าให้ต่ำกว่า 20 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เพื่อเพิ่มความนุ่มนวล แต่ต้องระวังการบาดของหินหรือวัตถุมีคม ซึ่งมีวิธีระมัดระวังด้วยการไม่ควรใช้ความเร็วเกิน 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และถ้าต้องการลุยโคลนควรเติมแรงดันลมยางให้แข็งกว่าปกติสักเล็กน้อย เพื่อประสิทธิภาพในการตะกายผ่านแอ่งโคลน

เมื่อผ่านการใช้งานก็ควรมีการดูแลตามมาด้วย เพราะคราบโคลนหรือสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ในรถยนต์ จะเป็นปัญหาหรือทำให้เกิดสนิมขึ้นได้ จึงควรล้างรถและทำความสะอาดทันที หลังจากผ่านการใช้งานนั้นแล้ว เพราะนอกจากทำให้เกิดสนิมในระยะยาวแล้ว อาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์ ทำให้มีความร้อนขึ้นสูง เนื่องมาจากคราบโคลนที่กระเด็นมาติดตามหม้อน้ำจนทำให้ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนลดลง

การตรวจสอบหลังจากที่ลุยน้ำก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรละเลย เพราะเป็นความคิดที่ไม่ค่อยถูกนักว่า เมื่อชุดเกียร์และเฟืองท้าย หรืออ่างน้ำมันไม่มีการรั่วซึม เวลาลุยน้ำ น้ำจะไม่มีโอกาสเข้าไปในระบบ เพราะในความเป็นจริงนั้น ขณะใช้งาน กลไกภายในระบบขับเคลื่อนจะมีความร้อนสูงมากและเมื่อขับลงไปลุยน้ำลึกทันที ความร้อนในห้องเกียร์และเฟืองท้ายจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อากาศภายในมีการหดตัวและดูดน้ำเข้ามาผ่านทางซีลและแหวนรองต่างๆ มีผลทำให้ชุดเกียร์หรือเฟืองท้ายพังได้ ทางที่ดีหลังการลุยน้ำลึก ควรตรวจสอบสภาพของน้ำในเครื่องยนต์ทันที

หากมีสีน้ำตาลอ่อนคล้ายกาแฟใส่นมหรือเป็นฟองผสมกับน้ำ ควรรีบเปลี่ยนทันที ส่วนห้องเกียร์และเฟืองท้าย เพื่อความมั่นใจหลังผ่านการลุยน้ำลึก ควรเปลี่ยนน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้ายทันทีเป็นการป้องกันไว้ก่อน

สุดท้ายควรใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออย่างน้อยเดือนละ 20 กิโลเมตร เพื่อให้ระบบขับเคลื่อนที่ชุดเฟืองล้อหน้าได้รับการหล่อลื่นอย่างสม่ำเสมอ


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 26

champ067
Kid Cowboy 067
อังคาร
16/8/2554
เวลา : 11:27
IP:
58.9.74.108

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป...เที่ยวทั่วไทยกับ'รณชิต': โตโยต้าไฮลักซ์วีโก้'แชมป์'ดับเบิลแค็บ4WD เติมเต็มสุดยอดสมรรถนะในการขับขี่

ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 16 สิงหาคม 2554 00:00:18 น.

ronchalerm@gmail.com


รณชิตได้รับชวนจากเพื่อนรักที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ให้ไปขับรถกระบะประหยัดน้ำมันคุณภาพระดับโลกรุ่นล่าสุด ไฮลักซ์ วีโก้ "แชมป์" ซึ่งเป็นรถที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องในโครงการ IMV (Innovative International Multi-purpose Vehicle) ที่เริ่มเมื่อ พ.ศ.2547 โดยย้ายฐานการผลิตมาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลิตจำหน่ายภายในประเทศ และส่งออก 113 ประเทศทั่วโลก ด้วยเงินลงทุนกว่า 37,000 ล้านบาท ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาการผลิตระหว่าง พ.ศ.2548-2553 รถกระบะไฮลักซ์ วีโก้ และรถอเนกประสงค์ฟอร์จูนเนอร์ มียอดจำหน่ายให้กับลูกค้าทั่วโลกกว่า 2 ล้าน 3 แสนคัน ครองแชมป์ยอดขายอันดับ 1 ในประเทศ แชมป์ส่งออก 5 ปีซ้อน และแชมป์ด้านคุณภาพ ด้วยรางวัล JD Power, TAQA Awards และ Car of the Year ที่สำคัญคือรางวัลฉลากเขียว ซึ่งเป็นฉลากที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน น่ารักจังเนาะ



เพื่อนรักที่เคารพทั้งหลายมีรถมาให้หนึ่งฝูง ซึ่งรณชิตก็ต้องอยู่เบอร์หนึ่ง อยู่หัวขบวนตามตำนานรักดอกเหมยอยู่แล้ว ปัญหาคือจะเขียนถึงรุ่นไหนดีล่ะ มากันเป็นแพขนาดนี้ ดังนั้นจึงขอเขียนถึงรุ่นที่แพงสุดไว้ก่อนนะครับ เอาที่แพงสุด ดีสุด คือรุ่น 4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เหลือค่อยว่ากันทีหลัง

สำหรับแบบดับเบิลแค็บ มีให้เลือกใช้ทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อ, พรีรันเนอร์ ขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง และดับเบิลแค็บขับเคลื่อน 4 ล้อ มีจำหน่ายตั้งแต่รุ่น 2.5J ราคา 627,000 บาท จนถึงรุ่นท็อป 3.0G เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ สีเมทัลลิก 988,000 บาท

ในส่วนของ โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ "แชมป์" แบบดับเบิลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ นั้นมีให้เลือกด้วยรุ่น 3.0G AUTO, 3.0G เกียร์ธรรมดา และ 2.5E VN เทอร์โบ ครบเครื่องทุกความต้องการของผู้นิยมรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ

เขาพารณชิตอัดออกไปทางอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ยอมที่ไหนล่ะ ใส่ซะท่วมไมล์เลย ไปกินข้าวที่บางคล้า ในร้านร่มไม้สายธาร ริมน้ำบางปะกง ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่รณชิตกินข้าวหมดจาน อร่อยมาก

อิ่มก่อนก็ดูโขนดูหนัง เดินออกมาดูรถ เออ ของเขาก็สวยนะ รูปลักษณ์ภายนอก โฉบเฉี่ยวด้วยกระจังหน้าเสริมโครเมียม และกันชนหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมไฟตัดหมอก เน้นความมีพลังและความแข็งแกร่งของรถกระบะ ที่ผสมผสานความหรูหราของรถเก๋งได้อย่างลงตัว บริเวณกึ่งกลางฝากระโปรงมีช่องดักลมขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนให้เครื่องยนต์ โคมไฟหน้าแบบฮาโลเจน มัลติรีเฟ็ลกเตอร์ ดูเข้มด้วยกรอบเลนส์ด้านข้าง ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ทรงเหลี่ยมทันสมัย หรูหรายิ่งขึ้น และไฟเบรกดวงที่ 3 ก็เป็นสีใหม่ ดูสวยงาม กระจกมองข้างแบบใหม่มีไฟเลี้ยวในตัว เสาวิทยุสามารถพับลงได้เมื่อขับขี่ในพื้นที่หลังคาเตี้ย ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบกล้องมองหลัง ที่ทำงานสัมพันธ์กับเกียร์ถอยหลัง โป่งล้อขนาดใหญ่ รับกับล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว นอกจากนี้ยังเพิ่มสีใหม่เข้ามาอีก 2 สีคือ Dark Steel Mica กับ Silky Gold Mica Metallic

โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ "แชมป์" แบบดับเบิลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ พวงมาลัยมีระบบ Multi-function ควบคุมเครื่องเสียงได้จากพวงมาลัย พร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ รักษาความเร็วให้คงที่ตามที่ต้องการโดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง แผงคอนโซลหน้าดีไซน์ใหม่ มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ควบคุมการทำงานของแอร์ด้วยลูกบิดที่ตอบรับกับคอนโซลใหม่ ชุดเครื่องเสียงใหม่ ขนาด 2 DIN พร้อมจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว และเครื่องเล่น DVD 1 แผ่น รองรับ MP3 และ WMA เพิ่มช่องทางความบันเทิงให้มากขึ้นด้วยช่องต่ออุปกรณ์ USB/AUX มีระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth ให้ความปลอดภัยเมื่อต้องใช้โทรศัพท์ในขณะขับขี่ นอกจากนี้ยังมีจอแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างครบถ้วน ได้แก่ อุณหภูมิภายนอก อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันโดยเฉลี่ย อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันในขณะขับขี่ ความเร็วของรถโดยเฉลี่ย ระยะเวลาในการขับขี่ ระยะทางในการขับขี่ และเข็มทิศ

แผงประตูเป็นสีเทาเข้ม ดูสวยเหมือนรถเก๋ง เบาะนั่งด้านคนขับ ปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมที่ปรับพนักพิงหลัง เพื่อให้เข้ากับสรีระของผู้ขับขี่ ส่วนเบาะนั่งแถวหลังสามารถพับขึ้นไปติดกับพนักพิงได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้เก็บของได้มากขึ้น และหัวเกียร์ก็ดีไซน์ใหม่สไตล์หรู

เครื่องยนต์เขาก็มีระบบ Diamond Tech เรียนรู้การฉีดจ่ายน้ำมันด้วยความแม่นยำสูง ฉลาดและประหยัด "ฉีดเท่าที่ใช้ จ่ายเท่าที่จำเป็น" เอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับโตโยต้าเท่านั้น โดยกล่องคอมพิวเตอร์ 32 บิต จะควบคุมการทำงานทั้งระบบเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด คำนวณการลดปริมาณการจ่ายน้ำมันส่วนเกินทุกครั้งที่มีการลดความเร็วรอบของเครื่องยนต์ โดยแยกการคำนวณ และสั่งการจ่ายน้ำมันอย่างอิสระในแต่ละกระบอกสูบ ไม่มีการจ่ายน้ำมันส่วนเกินใน ทุกรอบเครื่องยนต์

เอานะครับท่านผู้อ่าน รณชิตเรียนจบเทคนิคไทยเยอรมัน เวลาเขียนก็เข้าข้างเรื่องของเทคโนโลยีตลอด แล้วดันเขียนถึงรุ่นท็อปซะด้วย ความเร็ว 160 กม./ชม. ยังแน่นตั๊บๆ ทั้งพวงมาลัยและช่วงล่าง ไม่มีอะไรจะคุย ขนาดวีโก้รุ่นก่อนหน้านี้ ผมขับไปกับลูกชายจนถึงดานังของเวียดนาม สุดยอดจริงๆ ครับ ถึงริมอ่าวตังเกี๋ยหรือทะเลจีนใต้ ของเขาแรงจริง

เย็นวันนั้นเพื่อนรักที่เคารพก็พาไปนอนที่รีสอร์ทหรูหราริมเขาใหญ่ ผมโทรศัพท์เล่าให้ลูกชายฟัง เราก็หัวเราะก๊ากเลย เพราะเราเคยมาติดต่อห้องพัก ขอนอนสักคืน ปรากฏว่าห้องพักคืนละ 7,000 บาท ห้องเล็กกว่ากระท่อมไพรวัลย์ที่บ้านของรณชิตซะอีก..ช่างเป็นไปได้เนาะ


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 27

champ067
Kid Cowboy 067
อังคาร
20/9/2554
เวลา : 11:36
IP:
58.9.231.197

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป...เที่ยวทั่วไทย กับ รณชิต: เยือนผาตัดจังหวัดเพชรบูรณ์

ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 20 กันยายน 2554 00:00:30 น.

ronchalerm@gmail.com

ทีมงานขับไปคุยไป ได้รับชวนจากกลุ่มคนคอเดียวกัน ที่มีทั้งจี๊ปโบราณ, แลนด์โรเวอร์ และรถออฟโรด จัดทริปพิเศษ บริจาคของให้กับเจ้าหน้าที่สถานีไฟป่าทุ่งแสลงหลวง

และหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาค้อที่ ขค.2 (ผาซ่อน

แก้ว)..อ้าว!! ถ้าซ่อนแก้วแล้วจะเอาอะไรชงกาแฟเย็น? พร้อมทดสอบสมรรถนะรถยนต์และสมรรถภาพของตัวเองบนเส้นทางออฟโรด เพราะสุภาษิตเหนือบอกว่า ถ้ามีดพร้า

บ่หมั่นฝน มันก็เป๋นขี้เมี่ยง โดยมุ่งหน้าขึ้นไปชมความงดงามของทะเลหมอกบนผาตัด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ความสวยงามของเพชรบูรณ์ ที่หลายๆ ท่านยังบ่เคยสัมผัส

ทริปนี้ก็เช่นเคย ต่างคนต่างมาสามวาสองศอก พร้อมข้าวของต้องใช้ เรื่องนี้รู้กันอยู่แล้ว "ตีเหล็กที่ไหน เปลืองถ่านที่นั่น" มีงานที่ไหน เปลืองเงินที่นั่น เริ่มตั้งแต่ ลุงแหลมลำโขง หนองคาย, คุณเดช-คุณเปิ้ล พรานไพร, คุณภูโน ขอนแก่น, คุณโชค อุบลรัตน์, คุณเบิ้ม-คุณอ๊อด-คุณอ้อ อีเกิ้ลแคมป์ โคราช, คุณเปี๊ยก-คุณเมย์ ลำตะคอง, คุณติ ชลบุรี, เฮียไช้-คุณกีต้าร์ นครสวรรค์, คุณแกะดำ-คุณบิ๊ก ชุมแพ

ส่วนเจ้าภาพหล่มสักและเขาค้อ มีทั้ง คุณอ๊อด, คุณวี, คุณน้อย (สิงห์คะนองน้อย), คุณจู๊สจูเนียร์, น้องทิว หล่มสัก, คุณอู๊ด สกายแล็ป, คุณโหน่ง และคุณพันเอก โดยจุดรวมพลและพักแรมอยู่ที่สถานีไฟป่าทุ่งแสลงหลวง พร้อมร่วมบริจาคของให้กับเจ้าหน้าที่ โดยบริจาคในนามงานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยที่กว้างขวางสุดขอบฟ้าเขาเขียว เดินสามวันยังไม่รอบเลย

ตั้งขบวนออกจากสถานีไฟป่าทุ่งแสลงหลวง มุ่งหน้าสู่บ้านเข็กน้อย ซึ่งเป็นชุมชนชาวม้ง พร้อมแวะซื้อเสบียงเล็กๆ น้อยๆ เสบียงใหญ่ไม่กล้าซื้อหรอก แก่แล้วฟันห่างกลัวจะเคี้ยวยาก ไม่เหมือนตอนหนุ่มๆ ที่ฟันถี่มาก ก่อนเคลื่อนขบวนเข้าสู่เส้นทางผาตัด ที่เป็นลูกรังผ่านเนินเขาน้อยใหญ่ สองข้างทางเต็มไปด้วยพืชไร่ของชาวบ้าน สภาพอากาศร้อนอบอ้าว มีเมฆบ้างนิดหน่อย เหมาะแก่การปลูกกาชัญ แต่มันผิดกฎหมาย

ขบวนวิ่งขึ้นลงเขาตามเส้นทางของชาวบ้านที่นำรถเข้ามาเก็บเกี่ยวผลผลิตแบบสบายๆ เพราะฝนทิ้งช่วงไป 1 วัน ทำให้เดินทางได้อย่างเรียบง่ายสบายดี ช่องเจ็ดสีทีวีเพื่อคุณเลยครับ เกาะกลุ่มกันมาเรื่อยๆ ก็เข้าเขตป่าชุมชน โดยมีรั้วไม้ที่ชาวบ้านสร้างกั้นไว้อยู่ หลังจากคันแรกเปิดเข้า คันสุดท้ายก็ปิดให้เหมือนเดิม คือต้องเคารพกติกาของสถานที่ที่ไปเยือน ภาษาอีสานต้องพูดว่า มาบ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นงัวปั้นฟายให้ลูกท่านเล่น ซึ่งหมายถึงความสมบูรณ์แบบของสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ และสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติ ทางภาคเหนือจะพูดว่า กล้วยบ่สุก นกบ่กิน สิ่งที่มีประโยชน์ขึ้นอยู่กับความร่วมมือและกาลเวลาที่เหมาะสม

เอาล่ะนะ กลัวหนังจะยาวเกิน เอาว่าต่างก็ทยอยวินช์กันขึ้นมา แล้วงานก็เข้าหนักเมื่อฝนตกลงมาอีกรอบ จากดินที่เป็นหนังหมูจึงกลายเป็นมันหมูเลยล่ะครับ ทำให้ภารกิจนี้ลำบากขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว เพราะฝนตกมาไม่ถึง 10 นาทีก็หยุด ช่วยผสมดินให้เละเข้าไปอีก แต่ถ้าตกมาอย่างหนักและนานจะทำให้น้ำฝนชะล้างหน้าดินที่เหนียวๆ ออกไปได้ ซึ่งจะปั่นล้อได้ง่ายกว่าเดิมมาก แต่เที่ยวนี้ใช้เต็มเหนี่ยวทั้งวินช์เพลา และโซ่พันล้อ ไม่นับที่เสียหลักจนหันหัวกลับลำ และคลัตช์ไหม้ จึงยอมสยบ นึกว่าจี๊ดจริงอะดิ?

บทสรุปคือ "ไปไม่ถึง กลับก็ได้" เพราะรถมีปัญหาหลายคัน ค่อยๆ ดึงรั้งกันลงมาสมทบกับชุดล่างที่หันหัวกลับรออยู่แล้ว จนชาวคณะกลับออกมาถึงบ้านเข็กน้อย และมุ่งหน้าสู่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาค้อที่ ขค.2 (ผาซ่อนแก้ว) เวลาประมาณ 22.00 น. อาศัยเป็นที่ค้างแรม ตั้งวงคุยกันและทำกับข้าว ตอนเช้าก็ได้ร่วมบริจาคของให้กับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย โดยคุณประทวน พิมพ์สาร (อ่ำ ประชาชน) เป็นผู้รับมอบ ทั้งนี้ต้องขอบคุณ คุณอุดร จันทร์ชิมา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาค้อ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่พักแรมในครั้งนี้...เศษแก้วยังบาดคม เศษคารมยังบาดใจ เศษเหล็กยังขายได้ แล้วเศษใจใครจะเอา...แปลว่าคนเราต้องให้กันด้วยหัวใจนะจ๊ะ


fiogf49gjkf0d
น่าจะมีรูปให้ดูบ้างครับ
จาก : champ132(champ132) 20/9/2554 14:22:11 [202.151.6.29]
 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 28

champ067
Kid Cowboy 067
อังคาร
18/10/2554
เวลา : 10:37
IP:
58.9.55.25

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป..เที่ยวทั่วไทย กับ 'รณชิต': ขับฟอร์จูนเนอร์ใหม่ ไปเที่ยวสมุย

ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 18 ตุลาคม 2554 00:00:19 น.

ronchalerm@gmail.com

รณชิตได้รับชวนจากเพื่อนที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

ให้ขี่เรือบินแอร์บัสของการบินไทย จากสนาม

บินสุวรรณภูมิ ไปลงยังจังหวัดกระบี่ โดย

มีกัปตันภัทรวุฒิเป็นคนขับ ซึ่งท่านก็พาเหาะมาบนความสูง 13,000 ฟุต ใช้เวลา

แค่ชั่วโมงเดียวก็ถึงกระบี่ แถวนี้ผมมีคนรู้จักกันนะครับ ตั้งแต่ยังเป็นกำนัน จนเป็นนายก อบต.ท่านชื่อ ศิลา ใสยิด อยู่ที่ตำบลคลองหิน อำเภออ่าวลึก ตอนหนุ่มๆ ชอบขึ้น

มาแข่งแรลลี่ที่กรุงเทพฯ จนสนิทสนมกัน พอลงเหยียบกระบี่ป๊าบ ก็ไปนั่งที่ครัวการบินไทยในสนามบิน กินโน่นกินนี่แทบไส้แตก แล้วก็นั่งฟัง "ช่างหมี" คุณประภาวุฒิ นาควิเชตร มาเล่าแจ้งแถลงไขเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ซึ่งความจริงท่านเป็นวิศวกรขั้นเทพนะครับ แต่รณชิตชอบคำว่า "ช่างหมี" ที่ท่านเป็นคนพูดเอง ตั้งแต่ครั้งขับรถเดินทางไปทิเบตด้วยกัน วันนี้ท่านตั้งใจมาเล่าให้ฟัง แต่ไม่ได้อยู่ด้วยเพราะเป็นดาราคิวทอง ต้องเดินสายไปบรรยายที่อื่นด้วย

อันว่าโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ เปิดตัวในบ้านเรามาแล้วถึง 6 ปี ขายได้ประมาณ 125,000 คัน เพราะต้องส่งออกด้วย มัวแต่ห่วงการส่งออกอยู่นั่นแหละ จึงขายในบ้านเราได้เท่าที่บอก

ส่วนคำว่า Above and beyond ที่นำมาใส่ต่อท้ายรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ แปลว่า "เหนือกว่าทุกมุมมอง" ท่านผู้อ่านก็ลองหาดูแล้วกันว่าจะมองมุมไหน สำหรับมุมของรณชิต แยกได้ว่า หนึ่งรูปลักษณ์หรูหราสง่างาม สองภายในเป็นรถเก๋งมากขึ้น และสามสมรรถนะดีขึ้น

ในเรื่องของรูปลักษณ์ก็ เช่น กระจังหน้าโครเมียม กันชนเป็นเหลี่ยมสัน สคู้พดักลมที่ฝากระโปรงได้อยู่ตรงกลางซะที ขณะที่คิ้วล้อ ไฟหน้า ฝากระโปรง ก็เอาให้เหมือนรุ่นพราโด้มากที่สุด รวมทั้งด้านท้าย ส่วนเรื่องความเป็นรถเก๋งก็ เช่น ตกแต่งด้วยลายไม้สีเข้ม มีเส้นขอบโครเมียม มีครูสคอนโทรล ซึ่งรณชิตลองอัดมาเรียบร้อยแล้ว ในเส้นทางเซ้าท์เทิร์นซีบอร์ด ที่เป็นถนนค่อนข้างตรง ถ้าเป็นรถสิบล้อก็จะใช้ก้อนหินทับคันเร่งไว้ มันตรงแสนตรงจริงๆ หนอ สุดท้ายคือสมรรถนะ ซึ่งประหยัดขึ้นด้วยหัวฉีดไดมอนด์เทค ไดมอนด์ที่แปลว่าว่าเพชรนั่นแหละ แล้วปรับความนุ่มนวลของช่วงล่างด้วยการปรับเบอร์โช้กอัพและสปริง ปรับเบรกใหม่ และมีแผ่นรองใต้แครงค์เพื่อปรับระบบอากาศพลศาสตร์ให้ลมผ่านใต้ท้องมีระเบียบรัดติ้วมากยิ่งขึ้น

รณชิตได้เบอร์นำหน้าเช่นเคย โดยไปกับคุณริชชี่ เพื่อนจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์อีกแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าฝรั่งคบกับลาวอีสานแล้วจะเสียชื่อนะครับ เพราะทั้งสามีทั้งภรรยาเป็นเพื่อนกับผมหมดแหละ

มื้อเที่ยงแวะรับประทานกันที่ร้านอาหารลำภู ปากน้ำตาปี ซึ่งก็มีกุ้งหอยปูปลามากมาย เพื่อนของผมอีกคนชื่อ คุณสนวัตร สุนทรกรัณย์ เกิดหวังดีขึ้นมา ไปซื้อรีเจนซี่ให้ผมหนึ่งแบน จึงแอบดมดูซะหนึ่งเป๊กเป็นการไล่ลมแล้วเก็บไว้ เพราะรณชิตไม่ใช่คนขี้เมาขนาดนั้น ปกติก็เป็นคนเรียบร้อยเหมือนผ้ายับที่พับไว้ และเมื่ออิ่มข้าวแล้วก็นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้โดยสาร

ปัญหาหลังจากที่ดมไปหนึ่งเป๊กคือ รณชิตมาท่าเรือซีทรานเฟอร์รี่ ที่ดอนสักติดต่อกันสองสัปดาห์แล้ว จึงสั่งให้คุณริชชี่ขับเข้าไปจ่อหน้าท่าเลย พร้อมเปิดกระจกถามเจ้าหน้าที่ว่า เพื่อนผมไปไหนหมดครับ เขาลงเรือเฟอร์รี่ไปแล้วใช่มั้ย ปรากฏว่า ผิดคร้าบ เราต้องไปลงที่ท่าของราชาเฟอร์รี่ซึ่งเลยออกไปอีกนิดหน่อย เกือบได้ไปโผล่ที่เกาะพงันแล้วนะนี่

ปิดเกมวันนี้ด้วยการเช็คอินในห้องพักอันหะรูหะราของโรงแรม The Library กินข้าวอร่อยแทบไส้แตกอีกแล้ว ก่อนไปนอนอย่างผาสุก เพราะเพื่อนที่โตโยต้ามากระซิบว่า ช่วยนอนให้คุ้มค่าห้องหน่อย ซึ่งแสดงว่าต้องแพงมาก มิน่าล่ะ ตื่นเช้ามาตุ่มคันของรณชิตหายเกลี้ยงหมดเลย


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 29

champ067
Kid Cowboy 067
อังคาร
22/11/2554
เวลา : 09:55
IP:
58.9.150.219

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป..เที่ยวทั่วไทยกับรณชิต : ทวี สุวิมลธีระบุตร ตำนานเครื่องมือซ่อมยานยนต์


ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 22 พฤศจิกายน 2554 00:00:23 น.

ronchalerm@gmail.com

รณชิตขอเล่าถึงปูชนียบุคคลในวงการเครื่องมือซ่อมบำรุงยานยนต์ท่านหนึ่งนะครับ โดยที่ท่านก็ล่วงลับไปแล้ว แต่เรื่องราวของชีวิตยังมีค่าสำหรับคนรุ่นหลัง คือถ้ากล่าวถึงเรื่องของเครื่องมือสำหรับงานบริการทุกชนิดในอู่ซ่อมและร้านยาง บรรดาท่านเจ้าของอู่รวมถึงลูกค้าต่างๆ ต้องนึกถึงผลิตภัณฑ์สินค้าของ เรมี่ มาร์เก็ตติ้ง ก่อนใคร เพราะมีสินค้าให้เลือกมากมาย และมีการบริการเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ส่วนด้านคุณภาพไม่ต้องห่วงเพราะสินค้าทุกชิ้นรับประกันตลอดอายุการใช้งาน

แต่ก่อนที่จะมาเป็น เรมี่ มาร์เก็ตติ้ง มีความเป็นมาอย่างไร คงไม่มีใครให้ความกระจ่างได้ดีเท่าคุณทวี สุวิมลธีระบุตร ผู้ก่อตั้งและดำเนินกิจการจนยิ่งใหญ่ได้ทุกวันนี้

ย้อนอดีตกลับไปในวัยเด็ก คุณทวี เคยเล่าว่า ชีวิตลำบากมากต้องทำงานหนักตลอด ตอนนั้นอายุ 16 ปีได้มั้ง ต้องทำงานหนักช่วยพ่อตลอด คือตอนนั้นพ่อทำน้ำหวานบรรจุขวดยี่ห้อ King Syrup ซึ่งจะมีการเคี่ยวน้ำตาลเอง ยกน้ำตาลขึ้นเตาหนักมาก หลังจากทำอยู่กับพ่อพักใหญ่ก็เริ่มเบื่อ จึงไปสมัครเข้ารับราชการทหาร เพราะคิดว่าในตอนนั้นงานราชการคงเปลี่ยนแปลงชีวิตได้บ้าง แต่เมื่ออยู่ไปได้เห็นเพื่อนๆ นายสิบรับเงินเดือน ซึ่งเป็นเงินที่น้อยมากในขณะนั้น ก็มานั่งคิดว่า นี่คงไม่ใช่ตัวของเราแล้วล่ะ ครั้นพอปลดประจำการก็ไม่สอบนายสิบ ออกค้นหาตัวเองด้วยการทำงาน

งานแห่งแรกที่ทำคือ เป็นเซลส์แมนส่งน้ำอัดลม จนได้รับรางวัลเซลส์แมนออฟเดอะเยียร์ ทำอยู่ที่โค้กได้ประมาณ 5 ปี ดูแล้วมันไม่ใช่ตัวเราก็ลาออกมา แต่ก็ยังหนีไม่พ้นการเป็นเซลส์แมนอยู่ดี โดยไปได้งานอยู่ที่คอลเกตปาล์มโอลีฟ จนได้รับรางวัลท็อปเซลส์แหวนอัศวินการขายจากคอลเกตปาล์มโอลีฟ ทำงานอยู่กับนายฝรั่ง ภาษาอังกฤษก็พูดไม่ได้ เพราะเรียนไม่จบแม้กระทั่ง ป.4 (ตอนนั้นเป็นช่วงสอบ ป.4 ประสบอุบัติเหตุเลยไม่ได้ไปสอบกับเพื่อนๆ เขา แม่เลยไม่ให้เรียนต่อ) เมื่อพูดเขียนไม่ได้ก็ฝึกหัดอยู่นานจนคล่องทั้งพูดและเขียน

จากคอลเกตปาล์มโอลีฟก็ไปเป็นผู้จัดการอยู่ที่ Asian Foodland จนความสำเร็จเริ่มเข้ามาใกล้ หลังจากนั้นเข้าไปเป็นเซลส์แมนขายยางไฟร์สโตน อยู่ที่นี่ก็ได้รับรางวัลท็อปเซลส์อีก และที่ไฟร์สโตนนี่เอง คุณทวีเหมือนจะมาได้ถูกทาง ดังนั้นจึงได้ให้ความสนใจกับงานขายยางรถยนต์ไฟร์สโตนถึง 7 ปีเศษ จนตัดสินใจเปิดกิจการของตัวเองโดยเช่าตึกประภาวิทย์ที่สีลมทำเป็นออฟฟิศ ด้วยการจำหน่ายยางรถหกล้อและสิบล้อเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่จะขยับขยายมาเปิดร้านใหม่บริเวณถนนสุทธิกษัตริย์ ซึ่งจำหน่ายยางสำหรับรถยนต์ทุกชนิด รวมไปถึงอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่เกี่ยวกับการซ่อมบำรุงยางรถยนต์ไปพร้อมๆ กัน

แรกๆ ซื้อเข้ามาและขายไป โดยเป็นยางไทยสิน แล้วก็มองเห็นว่าลูกค้าที่ไปขายยางให้นั้นเขาขาดเครื่องไม้เครื่องมือกันเยอะมาก ก็เลยติดต่อไปทางสิงคโปร์เพื่อนำเครื่องมือเข้ามาจำหน่าย เพราะที่สิงคโปร์เขาไม่เรื่องมาก ซื้อน้อยก็ขาย ซื้อมากก็ยิ่งดี เมื่อทำมาธุรกิจเริ่มเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนมีสินค้ามากกว่า 10 ประเภท และการันตีได้ว่าสินค้ามีมากที่สุดในประเทศไทย

นอกเหนือจากอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ที่ได้ฟันฝ่ามาแล้ว ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำถึงที่สุด คุณทวียังสามารถประคองกิจการให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้จนสามารถเริ่มต้นกับ หจก.เรมี่ มาร์เก็ตติ้ง ที่ประสบความสำเร็จต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 นั้นแทบล้มละลาย ต้องกัดฟันสู้และประคองขึ้นมาได้ ช่วงนั้นขาดทุนไป 10 กว่าล้านบาท มืดมนไปหมด แต่ไม่ย่อท้อ ยึดหลักขยัน อดทน ซื่อตรง ทำให้ลูกค้าเชื่อถือและไว้วางใจตลอด

เรมี่ มาร์เก็ตติ้ง หันมาเอาจริงกับแนวทางที่ถนัดและคู่แข่งไม่มากนัก โดยการนำเข้าอุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับงานที่สอดคล้องกับเรื่องการซ่อมบำรุงและยางรถยนต์ทุกชนิดจากต่างประเทศ เช่น เครื่องถอดยาง ตั้งศูนย์ ถ่วงล้อ แม่แรง บล็อกลม เครื่องดูดถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย ถังอัดจาระบี เครื่องมือต่างๆ ทุกชนิดสำหรับใช้ในอู่ซ่อมรถยนต์ นอกจากสินค้าและอุปกรณ์ที่มีคุณภาพแล้ว คุณทวียังบอกว่าการบริการถือเป็นความสำคัญที่ต้องควบคู่กันไป กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นร้านยาง อู่ซ่อมรถ แต่สินค้าบางตัวมีราคาค่อนข้างสูง จึงให้บริการเงินผ่อนแบ่งจ่ายได้เป็นงวดๆ เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องรับภาระหนักจนเกินไป รวมทั้งเรื่องบริการหลังการขาย ก็มีศูนย์บริการอะไหล่ และช่างผู้ชำนาญงานในอุปกรณ์ทุกชิ้น รวมทั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่สำหรับสินค้าชิ้นใหญ่ หรือลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัดไกลๆ โดยเฉพาะบล็อกลมที่ยืนยันคุณภาพด้วยการรับประกันซ่อมฟรีตลอดอายุการใช้งาน คิดเฉพาะค่าอะไหล่ที่ทำการเปลี่ยนเท่านั้น

สินค้าส่วนใหญ่ของ เรมี่ มาร์เก็ตติ้ง เป็นเครื่องมือช่างสำหรับอู่และร้านยาง จึงเน้นแนวการตลาด โดยให้พนักงานขายในแต่ละพื้นที่เข้าไปดูแลลูกค้าแทน ด้วยความเป็นกันเอง และเข้าใจปัญหาของลูกค้า ดังนั้นพนักงานขายจึงเป็นแนวรุกการตลาดที่ เรมี่ มาร์เก็ตติ้ง พยามให้เข้าไปดูแลเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ในการเลือกใช้สินค้าตลอดมา


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 30

champ067
KidCowboy067
อังคาร
10/1/2555
เวลา : 10:12
IP:
110.49.240.238

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป...เที่ยวทั่วไทยกับรณชิต: ภูทับเบิกดินแดนแห่งความหนาว ถิ่นดาวที่เกลื่อนดิน
ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 10 มกราคม 2555 00:00:43 น.
ronchalerm@gmail.com
มงานขับไปคุยไปของรณชิต นำทีมโดยบักขี้ดื้อ-ทีบำเพ็ญ ผดุงกิจ ขออาสานำพาท่านผู้อ่านไปสัมผัสกับดินแดนแห่งความหนาว ถิ่นที่ดาวเกลื่อนดิน ในห้วงปีพุทธศักราช 2525 ที่เสียงปืนอาก้าจากกองทัพปลดแอกประชาชนและกองทัพรัฐบาลไทยได้สิ้นเสียงสงบลง ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2515 เป็นต้นมา เกิดเป็นคนไทยด้วยกันแต่ต่างกันที่ขนาดของกรามและดั้ง พร้อมความรู้สึกนึกคิดอยู่คนละฝั่งโขง ได้ก่อเหตุโรมรันฟันยิง ผู้คนล้มหายตายจากไปนับหมื่นคน ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินชื่อยุทธการภูขวาง (ศึกภูขวง) ซึ่งเป็นปฐมบทของยุทธการต่างๆ ตามมาอีกมากมายหลายยุทธการที่ข้างฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้เปิดฉากเริ่มต้น ห้ำหั่นเชือดเฉือนกันยาวนานถึง 10 ปี ก่อนที่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ต่างฝ่ายจะสำนึกได้ว่า แย่งชิงฆ่ากันไปหาประโยชน์ใส่ยุ้งตัวเอง ข้างฝ่ายรัฐบาลยังคงรักษารูปมวยในช่วงปลายยกที่ 5 ช่วงชิงมวลชนและแดนดินถิ่นที่อยู่ เปิดพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติในอีก 2 ปีต่อมา หากแต่วันนี้ปีพุทธศักราช 2555 เวลาล่วงเลย 30 ปี บริเวณพื้นที่แห่งนี้กลับคลาคล่ำแออัดยัดเยียดเต็มไปด้วยผู้คนนักท่องเที่ยวที่มาใช้ชีวิตร่วมกับกองทัพประชาชนเดิม ด้วยอัธยาศัยไมตรีถ้อยทีถ้อยอาศัยกันได้อย่างลงตัว ท่ามกลางศูนย์กลางที่เป็นสวนกะหล่ำปลี และยอดภูสูง มีลมหนาวและสายหมอกเป็นเครื่องช่วยจรรโลงไว้หยอกเหย้าและผ่อนคลายครับท่านผู้อ่าน

นายบำเพ็ญ "มือสอง" ของทีมงานขับไปคุยไป กำลังพูดถึง 1 ใน Unseen Thailand ที่บ้านถ้ำเบิกหรือบ้านทับเบิก ที่ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ครับผม พอจำได้ว่าราวปี พ.ศ.2536 ผมขับรถกระบะนิสสันรุ่นบิ๊กเอ็มคิงส์แค็ปป้ายแดงเปิดซิง ขึ้นยอดภูแห่งนี้เป็นครั้งแรกพร้อมกับศรีภรรยา มาวันนี้ผมหวดเอาเจ้า โตโยต้า Sport Rider คู่ใจกลับขึ้นไปอีกครั้ง โดยมีผู้โดยสารเพิ่มมาเป็นชายวัย 14 ปี และ 10 ปี ต่างพร้อมใจกันซักไซ้ไล่เรียงผู้เป็นพ่ออย่างตื่นเต้น ส่วนผู้เป็นแม่นั่งด้วยอาการแน่นิ่งเพราะเมารถและบ่นตลอดทางว่า ถ้าหากว่าแม่เคยขึ้นมาแล้วจะไม่ตามลูกๆ ขึ้นมาให้เสียเวลากับเส้นทางคดเคี้ยวปีนป่ายไต่ความสูงขึ้นดอยบ้าๆ แห่งนี้หรอก ดูคุณเธอพูดกับลูกของเธอครับท่านผู้อ่าน

การมาเยือนยอดภูทับเบิกหนนี้ผมตั้งต้นตั้งแต่อำเภอหล่มเก่าเมืองเล็กๆ ที่ประชากรเชื้อสายลาวจากหลวงพระบางพากันอพยพมาอยู่อาศัยตั้งรกรากกันตั้งแต่ยุคสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์อยู่กันมากจนล้นเมือง เลยพากันตั้งเมืองใหม่ในทางทิศใต้ขึ้นอีกเมือง คือเมืองหล่มสักในปัจจุบันหลังจากเพื่อนร่วมคณะอีก 3 คันตามมาสมทบพร้อมหน้าตากันราวบ่าย 4 โมงเย็น สะสมเสบียงกันพอประมาณจึงออกเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 2331 มุ่งหน้าตามป้ายบอกทางภูหินร่องกล้าและภูทับเบิกทันที ด้วยกาลเทศะอันเหมาะเจาะตลอดเส้นทาง คณะเราจึงอิ่มเอมไปกับบรรยากาศ อากาศยามใกล้ค่ำต่างหาความสุขกับภาพวิวทิวทัศน์กันจ้าละหวั่นในห้วงระยะทางไม่กี่กิโลเมตร ทั้งคณะก็ไต่ถึงยอดภูท่ามกลางสายลมแรงและอากาศหนาวจนกายสะบั้นครับท่านผู้อ่าน ยอดภูแห่งนี้มีชุมชนเพียง 2 หมู่บ้านครับ คณะเราผ่านบ้านดอยน้ำเพียงดินก่อนถึงบ้านทับเบิกประมาณ 6 กิโลเมตร เจอเหตุการณ์ไฟย่างรถแลนด์โรเวอร์ Freelander ต่อหน้าต่อตา วิทยุสื่อสารในรถแจ้งให้ทุกสถานีหลบออกขวาสุดพร้อมกับให้แจ้งหยุดรถฉุกเฉินลงไปช่วยบรรเทาเหตุ หันมองกระจกหลังเจอสาวๆ วิ่งหนีตายออกมาได้ 3 คนก่อนที่ผมจะถึงตัวมีหนุ่มวิ่งหน้าตั้งออกมาได้อีก 1 หน่อ จากนั้นบรรดาหนุ่มสาวต่างยืนหน้าตาตะลึงดูการย่างสดรถเป็นๆ ของตนเอง หากเขาเหล่านั้นฉุกคิดสัมผัสถึงกลิ่นน้ำมันเบนซินก่อนหน้าที่จะแซงขบวนผมขึ้นมาคงไม่เกิดเหตุการณ์ดังนี้ได้

คืนนี้คงนอนหนาวเดียวดายกอดกันกลมสมความรักกันแน่ ผมได้แต่นึกในใจแต่เบาใจเพราะอยู่กลางชุมชนหมู่บ้านดอยน้ำเพียงดิน ผมกับคณะขับรถจะเข้าไปบ้านม้งทับเบิกจึงแวะไต่ขึ้นไปให้ถึงจุดที่ว่าสูงที่สุดของยอดภูแห่งนี้ ที่ว่ากันว่าสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,769 เมตร ท่านผู้อ่านผมขอแนะนำเลยครับว่า ในหน้าเทศกาลงานหลวงหรืองานราษฎร์ที่มีวันหยุดสุดสัปดาห์ต่อกันยาวๆ อย่าได้พึงขึ้นไปเลยครับเพราะผู้คนแออัดยัดเยียดจอแจยังกับว่าเป็นงานวันตรุษจีนในย่านเยาวราชกันเลยเสียอีก เอาแค่แย่งกันหายใจอากาศก็ไม่พอจะให้แย่งกันแล้วครับ เรื่องกิน ขี้...เยี่ยว สุดจะกันดารกันสุดๆ หลังคากันน้ำหมอกของเต็นท์แต่ละหลังชนต่อกันอย่างกับเป็นสลัมท่าเรือคลองเตย จะลุกนั่งก้มเงยต่างติดขัดกันไปหมด สำหรับผมบอกว่าไม่..แต่คนอื่นจะใช่..อันนั้นผมไม่ทราบ หันหัวกลับออกจากยอดภูบ้านทับเบิกตั้งใจจะกลับลงไปหาที่ปักหลักกับสัมภเวสี กินเหล้าข้างทางห่างจากหลุมร่างบรรพชนนักรบเก่าเอาข้างหน้าท่าจะสุขสมอารมณ์หมายกว่ากันเยอะเลย ขับลงเลยแยกตลาดม้งลงมาเจอโค้งแรกวิวสวยหน้ามุมกว้างรับสายลมโชยไร่กะหล่ำปลีสุดลูกหูลูกตา มีชาวบ้านมาโบกบอกให้ขึ้นไปจอดรถกางเต็นท์นอนบนลานโล่งข้างบนโน้นช่างโชคดีเสียกะไร จึงไม่รีรอต่างสาละวนจัดแจงข้าวปลาอาหารน้ำเปล่าโซดากางเต็นท์ ขนผ้าห่มลงประเดี๋ยวเดียวกลายเป็นที่พักแรมส่วนตัวของคณะเราไปโดยสิ้นเชิงพร้อมกับคนโบกบอกทางขอค่าทิปคนละ 50 บาทขาดตัวครับท่านผู้อ่าน

แดนดินแห่งความหนาว ถิ่นที่ดาวเกลื่อนดิน จะว่าไปแล้วคืนนั้นลมแรงและอากาศหนาวเย็นจัด คะเนราวไม่ถึง 5 องศาดี เหล้าไม่ต้องถึงพันจอกกับเพื่อนคู่ใจให้คลายหนาวหรอกครับท่านผู้อ่าน กระแทกเทลงคอไม่ลงตั้งแต่จอก 2 แล้วครับมันมีที่ไหนใส่เสื้อผ้า 4-5 ชั้นตามติดพันกายด้วยผ้าห่มนวมผืนใหญ่ใส่ถุงมือสวมหมวกอีโม่งนั่งพิจารณาสุรากัน มันยุ่งยากนักก็เข้านอนหลบหนาวกันในเต็นท์เถอะบรรยากาศมันเป็นเช่นนี้จริงๆ ในคืนนั้น หากไม่มีดาวดินให้นั่งมองที่เบื้องหน้าคงหลับตาไม่ลงเพราะความหนาว สภาพโดยรวมปัจจุบันภูทับเบิกเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ซึ่งได้อพยพมาอาศัยอยู่ที่บ้านทับเบิก หมู่ที่ 14 และหมู่ที่ 16 ตำบลวังตาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ แห่งนี้ โดยอยู่ในความดูแลของศูนย์พัฒนาสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดเพชรบูรณ์ จึงทำให้ภูทับเบิกมีสีสันเต็มไปด้วยวิถีชีวิตชาวไทยภูเขา ซึ่งประกอบด้วยอาชีพทำการเกษตรแบบขั้นบันไดตามเชิงเขา จากสภาพสิ่งแวดล้อมภูมิประเทศดังกล่าวจึงทำให้ภูทับเบิกเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และดึงดูดใจนักท่องเที่ยวที่นิยมสัมผัสแก่นแท้วิถีชีวิต วัฒนธรรมชุมชน และแหล่งธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ด้วยรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่นิยมกันมานานหลายปีจนมีบรรดาเซียนๆ ผู้ผลิตสำบทสำนวนให้นิยามสรุปความผืนดินถิ่นนี้ว่า "นอนทับเบิก สัมผัสความหนาว ดูดาวบนดิน" ใครท่านใดไต่ขึ้นมาได้เสมือนต่อชีวิตให้ยั่งยืนสืบไปได้อีกหลายปีกันเลยทีเดียวเชียวครับ

ข้อมูลการเดินทางสู่ทับเบิก จากเพชรบูรณ์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 21 ประมาณ 40 กิโลเมตร ถึง 4 แยกหล่มสัก ตรงไปใช้ทางหลวงหมายเลข 203 ผ่านอำเภอหล่มสัก ถึงอำเภอหล่มเก่า 17 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายใช้ทางหลวงหมายเลข 2011 และทางหลวงหมายเลข 2331 อีก 40 กิโลเมตร รวมระยะทางจากจังหวัดเพชรบูรณ์ถึงบ้านทับเบิก ประมาณ 97 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ภูทับเบิก call center โทร.056-709-465 เท่านั้นความสนุกสุขหรรษาก็จะก่อเกิดกับท่านผู้อ่านทุกท่าน...สวัสดีปีใหม่คร้าบ!!!


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 31

champ067
KidCowboy067
อังคาร
7/2/2555
เวลา : 13:11
IP:
58.9.101.72

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป..เที่ยวทั่วไทยกับ'รณชิต': กินปลาเขื่อน เยือนถิ่นธรรมะ ที่สังขละบุรี
ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 00:00:21 น.
ronchalerm@gmail.com
ทีมงานขับไปคุยไป ได้เดินทางไปกินปลาเขื่อนเยือนถิ่นธรรมะ ที่เมืองสังขละบุรี เมืองเล็กๆ ซึ่งเต็มไปด้วยสีสันวัฒนธรรมสารพันชนเผ่า ท่ามกลางหุบเขาน้อยใหญ่รายล้อม ในช่วงวันเด็กที่ผ่านมา โดยติดตามไปสังเกตการณ์ กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2555 ตามคำเชื้อเชิญของ คุณสมพงษ์ ขวัญกิจวัฒนะ ผู้บริหารระดับสูง ของ บมจ.ทีโอที ที่โรงเรียนบ้านห้วยกบ ตำบลหนองลู ซึ่งจัดขึ้นโดยภาคีพนักงานการไฟฟ้านครหลวง กับ พนักงาน บมจ.ทีโอที สายนครหลวง ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานร่วมมือรวมใจจัดกิจกรรมวันเด็กต่อเนื่องยาวนานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 18 จนเปรียบเปรยเป็นนิยามรักร่วมกัน "เรานี้ดั่งพี่น้อง ปรองรักใคร่"

เราเดินทางเป็นคณะด้วยรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อในขบวนย่อย6 คัน มุ่งสู่เมืองกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ-สังขละบุรี-โรงเรียนบ้านห้วยกบ ถึงที่หมายราวเที่ยงคืนเศษ สิ่งที่พบเห็นบริเวณโรงเรียนแน่นขนัดไปด้วยยวดยานพาหนะมากมายกว่าร้อยคันที่มาร่วมงาน เต็นท์ที่พัก ซุ้มอาหาร กระจัดกระจายไปทั่ว ชี้ให้เห็นถึงความสามัคคีของ 2 หน่วยงานได้ชัด แม้นสถานที่จะไกล และโรงเรียนไม่ใหญ่นัก แต่น้ำจิตน้ำใจกลับมากมายยิ่งใหญ่ท่วมท้น

รุ่งเช้าอันยกให้เป็นวันของเด็กๆ กิจกรรมการละเล่นสิ่งของบริจาค ถูกขนลงจากรถมากองรวมกัน พร้อมจ่ายแจกให้กับเด็กๆ 3-4 หมู่บ้านในละแวกใกล้เคียง ตลอดจนผู้ปกครองยังไม่ละเว้น ต่างล้วนได้รับแจกจ่ายกันทุกคนที่เข้ามาร่วมงาน พร้อมสนุกสนานกับการละเล่นทั้งผู้รับและผู้ให้

หลังกิจกรรมวันเด็กที่โรงเรียนบ้านห้วยกบเสร็จสิ้น คณะคาราวานได้แยกย้ายกันท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองสังขละและใกล้เคียง บ้างก็มีนัดหมายค้างแรมกันที่จุดชมวิว สามประสบ ซึ่งเป็นบริเวณที่ลำห้วยซองกะเลีย ห้วยบิคลี่ และห้วยรันตี ไหลมาบรรจบรวมกัน ก่อนที่ทั้ง 3 สายน้ำจะร่วมหัวจมหางกันกลายเป็นแม่น้ำแควน้อย ไหลลอยล่องไปตามพื้นราบหุบเขา จนหัวขบวนถูกกักกั้นบริเวณแถวตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ สายน้ำแห่งนี้จึงท่วมเอายอดภูตีนเขาบ่าท่วมยาวขึ้นมาร่วมร้อยกิโลเมตร เกิดภาพเบื้องล่างเป็นผืนน้ำ เบื้องบนคือแผ่นฟ้า เบื้องหน้าคือยอดเขาแหลม ทั้งหมดถูกเหมารวมยกเข่งให้ชื่อว่าเขื่อนเขาแหลมครับ

ชุมชนเมืองสังขละเก่า ตอนนี้จมอยู่ใต้น้ำ ไม่ไกลจากจุดชมวิวสามประสบนี้นัก วันดีปีไหนน้ำแล้งแห้งขอดเมืองเก่าก็จะโผล่จากบาดาลขึ้นมาให้เห็น ทั้งวัดวังกะเก่าอันลือชื่อที่มีหลวงพ่อเชื้อสายมอญเป็นผู้สร้าง และยังเป็นผู้นำจิตวิญญาณ เป็นผู้ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวไทยเชื้อสายมอญ พม่า รามัญ กะเหรี่ยง ในหุบเขาเขตแคว้นแดนตะวันตกแถบนี้ครับ "หลวงพ่ออุตตมะ" หรือ พระราชอุดมมงคล ที่ผู้คนในแถบนี้เรียกขานกันว่า "เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำสามประสบ" ผู้สยบทัพ มอญ กะเหรี่ยง พม่า ทำให้เกิดความสงบสุขแก่ผู้คนในบริเวณเมืองสังขละ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของประชาชนชาวไทย ถึงแม้จะมีหลายเชื้อชาติแต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความสุข มีความสงบ มีธรรมะเป็นที่พึ่งทางจิตใจ

หลวงพ่อท่านนี้บวชที่เมืองมะละแหม่ง เพียรศึกษาพระธรรมวินัยจนจบชั้นเปรียญธรรม 8 ประโยค ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ในประเทศพม่า ต่อมาการเมืองวุ่นวายภายในพม่าแบ่งเป็นฝักฝ่ายไร้รักสามัคคี หลวงพ่อเกิดความเบื่อหน่ายจึงธุดงค์หนีเข้ามาไทยทางช่องผ่านบ้านอีต่อง ตำบลปิล็อค อำเภอทองผาภูมิ จากนั้นไม่นานญาติพี่น้องชาวมอญของหลวงพ่อต่างอพยพตามมามากมาย หลวงพ่อจึงให้ปักหลักสร้างฐานรวมกันอยู่ที่บ้านวังกะ อันอยู่ตรงหน้าจุดชมวิวสามประสบแห่งนี้ ที่ท่านทั้งหลายเรียกกันติดปากกันว่า "บ้านมอญ" โดยมีสะพานไม้มอญเป็นหน้าตาชูโรงของหมู่บ้าน ปัจจุบันหลวงพ่ออุตตมะท่านละสังขารไปราว 6 ปีแล้วครับ

ส่วนแผนกกินก็มีปลาจากปลายเขื่อนเขาแหลมหลายชนิดสายพันธุ์ ซึ่งสามารถเสาะแสวงหาลิ้มลองรสชาติได้ตามแพในบริเวณรอบๆ สะพานไม้มอญ คณะเราเข้าไปด่านเจดีย์สามองค์ อันเป็นช่องทางผ่านเข้าประเทศพม่า เป็นเจดีย์ปูนสามองค์ตั้งอยู่หน้าด่าน ซึ่งเจ้าเมืองสังขละบุรีได้พาชาวบ้านก่ออิฐฉาบปูนสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่สักการะก่อนที่จะเข้าไปค้าขายผ่านแดนกัน ความจริงยังมีวัดเสาร้อยต้นซึ่งเป็นวัดอีกแห่งที่หลวงพ่ออุตตมะสร้างเอาไว้ในฝั่งพม่าหากจากช่องผ่านแดนราว 5 กิโลเมตร ผมเดินเตร็ดเตร่เที่ยวชมตลาดร้านรวงสองข้างทางฝั่งพม่าที่กินพื้นที่ลึกเข้าไปราว 1 กิโลเมตร ท่ามกลางมอเตอร์ไซค์รับจ้างวิ่งกันขวักไขว่ เพื่อตามจีบตามจ้องให้เป็นลูกค้า

ชาวบ้านเล่าว่าทุกวันนี้ซบเซาลงไป อาจเป็นเพราะเจ้านายทั้งสองฝั่งปักปันผลประโยชน์กันไม่ลงตัว ความซวยจึงมาตกที่ร้านรวงและนักเที่ยว เหตุเพราะถูกเหนี่ยวภาษีเถื่อนของสินค้าผ่านแดนกันอยู่เนืองๆทำให้ลูกค้าเข็ดขยาดไปตามๆ กัน ผลลัพธ์จึงเท่ากับความอ้างว้างซบเซาทั้งสองฝั่งพม่า-ไทย อย่างที่เห็นเป็นอยู่คือในขณะนี้


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 32

champ067
KidCowboy067
อังคาร
6/11/2555
เวลา : 13:33
IP:
125.24.125.91

fiogf49gjkf0d
คอลัมน์: ขับไปคุยไป..เที่ยวทั่วไทยกับรณชิต: โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ถ้าได้ลองแล้วต้องซื้อแหงๆ
ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 6 พฤศจิกายน 2555 00:00:37 น.
ronchalerm@gmail.comรณชิตได้รับชวนจากคณะเพื่อน ที่บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ให้ขี่เรือบินแอร์บัส เอ 300-600 บินด้วยระดับความสูง 34,000 ฟุต หรือ 10.2 กิโลเมตร จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผ่านน่านฟ้านครสวรรค์ พิษณุโลก แพร่ และพะเยา ระหว่างทางก็ได้รับแจกแซนด์วิชมา 1 ก้อน รสชาติอร่อยดี แล้วตามด้วยน้ำส้มอีก 1 ถ้วย แต่ช่วงนั้นผมเป็นโรคเยี่ยวเหลือง แม่บอกให้กินน้ำเยอะๆ จึงขอน้ำเปล่าเพิ่มอีก 1 แก้ว ก่อนไปลงอย่างนุ่มเนียนที่สนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยข้างบนนั้น กัปตันบอกว่าสภาพอากาศดี แต่ตัวเครื่องอาจจะสั่นสะท้านบ้างเป็นบางครั้ง เพราะลมแรง ส่วนอุณหภูมิปลายทางของตอนบ่ายแก่ๆ วันนั้น บริเวณเดิ่นบินวัดได้ 29 องศาเซลเซียส เอ๊ะ จะเล่าไปทำไมเนี่ย?

รณชิตขอถือโอกาสนี้ผนวกแจ้งข่าวแก่นักท่องเที่ยวที่จะไปเยือนเวียงจันทน์ให้ทราบว่า เดิ่นบิน หรือ เดิ่นยนต์ ของสนามบินสากลวัดไต ขยายใหญ่โต ก้วงขวง ปัจจุบันสามารถจอดยนต์ใหญ่ได้เต็มเหนี่ยวถึง 25 ลำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างเร่งรัดรวดเร็วของเพื่อนบ้านเรา ส่วนที่เชียงรายของเรานั้น ก็นับเป็นสนามบินสากลในต่างจังหวัดอีกแห่งของไทยนะครับ

บ่ายวันนี้ได้เข้าพักที่โรงแรมเมอริเดียน ซึ่งเคยได้คะแนนจากผู้เข้าพักเป็นอันดับ 1 จากโรงแรม 96 แห่งในจังหวัดเชียงราย โดยมีอาหารมื้อเย็นกลางสนามหญ้าริมน้ำ พร้อมดนตรีบรรเลง ฟังเพลงเพลินๆ เป็นการหย่อนอารมณ์เล็กน้อย ช่วยกันปล่อยโคมลอยประดับฟ้าฝูงใหญ่ แล้วกระย่องกระแย่งไปนอนเอาแรง ก่อนทำภารกิจทดลองขับ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ใหม่ ในวันพรุ่งนี้ โดยมีอาจารย์มนัส ดาวมณี ผู้อำนวยการฝ่ายบริการด้านเทคนิค ตามประกบลงคาถาอาคมให้ตามระเบียบ

รถยนต์อเนกประสงค์ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ มีขายมาตั้งแต่ พ.ศ.2548 นะครับ เป็นน้องวีโก้อยู่ 1 ปี เคยผ่านการไมเนอร์เชนจ์มาแล้วในปี พ.ศ.2551 และ 2554 นับเป็นรถยอดนิยมของเมืองไทย เพราะเมื่อตอนเปิดตัวใหม่ๆ คนไทยหายใจเป็นฟอร์จูนเนอร์เลยครับ เคยครองส่วนแบ่งการตลาดในรถประเภทเดียวกันนี้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ปี พ.ศ.2555 โดนเบียดเหลือ 48 เปอร์เซ็นต์

ตื่นเช้าขึ้นมาวันใหม่ ก็มีฟอร์จูนเนอร์มาจอดรออยู่แล้ว 12 คัน มากันครบรุ่น แบ่งเป็นเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร 6 คัน กับ 2.5 ลิตร อีก 6 คัน แต่น้องใหม่ที่มาแนะนำตัวในงานนี้คือ รุ่น 2.5G 5AT คือมีเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดว่างั้นเถอะ เน้นคุณสมบัติที่ความคุ้มค่า หรูหรา ประหยัด เช่น ได้เบาะหนัง พวงมาลัยหุ้มหนังมาด้วย

กล่าวทางด้านเครื่องยนต์นั้น ก็ประมาณเดียวกับวีโก้ใหม่ ที่รณชิตได้ลองขับที่ภูเก็ตมาก่อนหน้านี้แล้ว คือโตโยต้าพยายามเข้าสู่ตลาดให้ตรงยุค ต้องประหยัดน้ำมัน แล้วต้องทนต่อความแตกต่างของคุณภาพน้ำมันจากแต่ละสถานีบริการ ขณะที่ปั๊มแรงดันสูงที่ส่งน้ำมันไปหัวฉีดก็หมุนด้วยความเร็วแค่ครึ่งเดียวของรอบเครื่องยนต์ เพื่อความทนทาน ส่วนการทำงานของเทอร์โบก็ไม่มีแล็ค คือไม่รอรอบนั่นเอง ตัวแผงอินเตอร์คูลเลอร์เมื่อก่อนใส่สคู้พดักลมอันเล็ก แต่ตอนนี้ใหญ่ขึ้น เพื่อลดอุณหภูมิและความหนาแน่นของอากาศ ก่อนส่งเข้าห้องเผาไหม้ ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์มนัส ท่านฝากเตือนแฟนๆ ถึงเรื่องการใช้แผ่นกันแมลง เพราะมันไปบังทิศทางลม ทำให้กินน้ำมันและกำลังเครื่องลดลงด้วย ความจริงเรื่องอินเตอร์คูลเลอร์เนี่ยอาจารย์มนัสท่านพูดว่า "ไม่อยากคุย" แต่ก็คุยจนได้ โดยเล่าว่า ของโตโยต้าดีที่สุด มีครีบระบายความร้อนอย่างดี อากาศมาจากเทอร์โบแล้วระบายความร้อนออก ก่อนอัดตรงเข้าห้องเผาไหม้เลย ความร้อนไม่สามารถเข้ามาได้อีก เพราะไม่ได้ใช้ท่อลมยาวๆ

มาถึงเกียร์อัตโนมัติใหม่ 5 สปีด ก็แปลว่าอัตราทดจากเกียร์ต้นไปถึงเกียร์ปลายมีความถี่มากขึ้น ช่วยลดช่องการศูนย์เสียในระบบส่งกำลัง เคยลองเทียบกับคู่แข่งในตลาดมาแล้ว โดยเทียบจากการขับขี่ในสภาพเดียวกัน พบว่าอัตราเร่งฟอร์จูน เนอร์ดีกว่า 4 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่น้ำมันเกียร์ก็ใช้ได้เกิน 1 แสนกิโลเมตร หรือเปลี่ยนเมื่อเสีย ซึ่งเป็นเวิร์ลด์สแตนดาร์ดของยุคปัจจุบัน ความฉลาดอย่างหนึ่งคือ การเกิดเอ็นจิ้นเบรก หรือแรงฉุดจากเครื่องยนต์เมื่อลงทางลาดชัน โดยมีสัญญาณจากรอบเครื่องยนต์และอื่นๆ รวม 4 ช่องทาง

จุดเด่นอย่างหนึ่งในระบบส่งกำลังของรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ฟูลไทม์คือ มีเฟืองท้ายลูกกลางแบบลิมิเต็ดสลิป เรียกแบบฝรั่งคือ TORSEN นั่นเอง เฟืองแบบนี้มันสามารถแปรผันอัตราทดได้ เพื่อให้เข้าและออกโค้งได้อย่างเหนียวหนึบ เนื่องจากช่วงที่อยู่ในโค้งความเร็วของแต่ละล้อมันหมุนด้วยรอบไม่เท่ากัน ถ้ามันแปรผันอัตราทดไม่ได้ มันจะขืนกันเอง กลายเป็นเกาะถนนไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนในทางตรงก็ว่าไปตามปกติ แบ่งกำลังกันไปใช้ล้อละ 25 เปอร์เซ็นต์

ของเพิ่มเติมอีกอย่างคือ มีการติดตั้งแผ่นกันลมใต้ห้องเครื่อง เพื่อลดเสียงดัง ส่วนช่วงล่างด้านหน้าที่ได้มาจากรุ่นพราโด ก็จูนกันใหม่เพื่อใส่ให้ฟอร์จูนเนอร์ เช่น การเพิ่มมุมแคสเตอร์และอื่นๆ เพื่อให้ขับทางตรงได้สบายใจ อาจารย์เล่าว่าทดสอบทางไกลแล้วดีมาก

สำหรับภายในห้องโดยสารอันกว้างใหญ่นั้น พนักพิงเบาะนั่งเขามีตัวล็อก 2 ด้าน โดยทั่วไปจะมีด้านเดียว เวลาเกิดอุบัติเหตุชนแรงๆ จนพนักเบาะบิด จะทำให้กระดูกสันหลังโดนบิดไปด้วย ซึ่งเป็นอันตราย

รณชิตถูกลงอาคมจนเกือบเที่ยงเลยนะครับ จึงได้ขยับก้นไปนั่งกินของอร่อยที่ร้าน "หลู้ลำ" ริมน้ำกก ถ้าเป็นภาษาอีสานคงจะได้ชื่อว่า "ลาบแซบ" ริมผนังด้านหนึ่งมีบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมถูกถ่ายรูปแขวนไว้ข้างฝาเป็นจำนวนมาก แสดงว่าเป็นร้านยอดฮิต ที่ร้านนี้รสชาติน้ำพริกไม่เท่าไหร่ แต่แค็บหมูอร่อยถูกปากเป็นอย่างมาก ผิดกับที่เมอริเดียนเมื่อคืน ซึ่งน้ำพริกอร่อยทุกคำ แต่แค็บหมูไม่ค่อยลงตัว สงสัยจะเตรียมไว้นานสำหรับงานเลี้ยงแขกหลายคน

เมื่อได้เวลาของเหล่าพระเอกทั้งหลายจะขึ้นทดสอบขับ ก็มีรถคัมรี่ของตำรวจขับนำขบวน โดยมีเป้าหมายที่สนามบินเชียงใหม่ ส่วนระหว่างทางก็มีครบถ้วนกระบวนความ เพราะต้องปีนขึ้นไปถึงลานจอดกาแฟดอยช้าง ซึ่งมีร้านบริการกาแฟหลากรส อันนี้รณชิตไม่รู้หรอกเพราะไม่กินกาแฟมาแต่ชาติปางก่อนแล้ว แต่ก็เห็นว่าเป็นธุรกิจที่ดี มีรถบรรทุกติดตรากาแฟดอยช้างจอดเรียงรายอยู่หลายคัน อากาศบนนั้นก็เย็นสบายถึงขนาดต้องใส่เสื้อแขนยาว

พอลงจากดอยมา สภาพอากาศเปลี่ยนไปเป็นฝนตกพรำๆ ต้องขับรถอยู่ในฝนนั่นกว่าครึ่งชั่วโมง ตำรวจที่ขับรถนำขบวนแจ้งบอกให้คนที่ขับช้าๆ ช่วยมารับเอ็ม 150 ไปกินคนละขวด จะได้ใจเกินร้อย โดยมีอาจารย์มนัสคอยใช้วิทยุสื่อสารแนะนำผู้ที่ขับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้ลองเล่นกับตำแหน่งเกียร์ต่างๆ เพื่อให้เห็นว่าฝืนกับไม่ฝืน มันแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งรณชิตหมั่นไส้ระบบนี้มาก นั่งคิดอยู่ที่จุดพักครัวร้านริมธารบ้านเมี่ยง มีธารน้ำใสไหลเป็นทาง บรรยากาศลงตัว และรณชิตก็ตัดสินใจสั่งจองฟอร์จูนเนอร์ใหม่ 1 คันในบัดดลนั่นเลย


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1   ดูหน้าต่อไป
 


เพื่อความปลอดภัยในการนำเสนอข้อมูลของผู้ใช้ Thailandoffroad.Com สมาชิกเท่านั้น จึงจะตั้งกระทู้ และ ตอบคำถามได้ครับ
สำหรับท่านที่สมัครสมาชิกแล้ว Login Click ที่นี่
สำหรับท่านที่ยังไม่ได้สมัครสมาชิก สมัครสมาชิก Click ที่นี่

   
14/11/2552
หน้าแรก | สมัครสมาชิก | LOGIN | LOGOUT | เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว | ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา(Contact Us) | ติดต่อโฆษณา | ตลาดนัดซื้อขาย
แจ้งปัญหาหรือขอคำปรึกษาการใช้ website หรือติดต่อประสานงานกิจกรรมออฟโรด:::>>> อีเมล์ webmaster@ThailandOffroad.Com หรือ ติดต่อเรา(Contact Us)
CopyRight©ThailandOffroad.Com April,2006 ViewMyStats Truehits.net     วันอาทิตย์,30 เมษายน 2560  (Online 7416 คน)  facebook.com/WeekendHobby