นานาสาระเกี่ยวกับไต เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และมีความสุข (กระทู้นี้มีผู้เข้าชมเป็นอันดับ 1 ของเว็ปบอร์ด)
   
RedMachine067
Red Machine 067
อังคาร
24/2/2552
เวลา : 20:09
IP:125.24.117.111
อ่าน= 48618
ตอบ = 51

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน
       การแพทย์จีนมีประวัติศาสตร์อันยาวนานเป็นเวลานับพันปี ไม่ว่าทฤษฎีทางด้านกาย
วิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา พยาธิวิทยาหรือเภสัชวิทยาของการแพทย์จีนต่างมีความแตกต่างไป
จากการแพทย์ตะวันตกอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากพื้นฐานที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจหลัก
การและวิธีการดูแลสุขภาพในทัศนะการแพทย์จีนได้ง่ายขึ้น เอินเวย์ ขอแนะนำให้ท่านผู้อ่าน
ถอดแว่นของนักวิชาการสมัยใหม่ทิ้งเสีย เพราะหากใช้ทฤษฎีการแพทย์ตะวันตกมาตีความ
กับการแพทย์จีนแล้วอาจเกิดความสับสนได้...


เรื่องราวของคุณวัลวิภา

คุณวัลวิภา อายุเพียง 34 ปี มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังและมึนศีรษะเป็นประจำมาร่วมปี เธอ
ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลไม่ว่าผลการตรวจเลือดหรือคลื่นแม่เหล็กถ่ายภาพสมอง (MRI)
ต่างพบว่าปกติ จึงได้แต่คำแนะนำว่าอย่าเครียดและยาปลอบใจที่ว่าจะช่วยบำรุงร่างกายกลับมา
ทานที่บ้าน แต่อาการต่างๆ ก็ไม่เห็นทุเลาลง คุณวัลวิภาจึงต้องไปโรงพยาบาลอีก 2 แห่ง หวัง
ว่าจะได้เจอหมอที่เก่งกว่ารักษาให้หายได้ แต่ผลการตรวจก็ออกมาเหมือนเดิมว่าปกติทุก
ประการ ทั้งๆ ที่เธอมีอาการหลายอย่างและรู้สึกไม่สบายมาก สุดท้ายเธอก็หันกลับมาหาหมอ
คนเดิมและขอให้คุณหมอวินิจฉัยใหม่ จนคุณหมอถามเธอว่า "หมอบอกแล้วว่าคุณไม่ได้เป็น
อะไร คุณอยากให้เป็นอะไรหรือไง!?" นอกจากอาการอ่อนเพลียเรื้อรังและมึนศีรษะแล้ว เธอยัง
มีอีกสารพัดอาการ เช่น ปัสสาวะบ่อย นอนไม่หลับ ขี้หนาว สะดุ้งตื่นเป็นประจำ ปวดเมื่อยตาม
ร่างกาย ผิวหน้าหมองคล้ำ ผมร่วง เป็นต้น เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของคุณวัลวิภา ???

ภาวะไตอ่อนแอ... สัญญาณอันตรายของสุขภาพ
คุณอาจมีปัญหาสุขภาพหรือประสบการณ์การรักษาคล้ายกับคุณวัลวิภา เมื่อคุณหมอแผน
ตะวันตกบอกว่าคนไข้อย่างคุณวัลวิภาเธอไม่ได้เป็นอะไร แล้วคนไข้เหล่านั้นเป็นอะไรกันแน่
เกิดจากความเครียดหรืออุปทานไปเองจริงหรือ?!
จริงๆแล้วสารพัดอาการของคุณวัลวิภาหากวินิจฉัยตามหลักการแพทย์จีนคือเกิดจาก ภาวะ
ไตอ่อนแอ ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะของการแพทย์จีนที่ได้มีการบันทึกในตำราการแพทย์มาแล้วนับ
พันปี หากแพทย์จีนท่านใดวินิจฉัยว่าคุณมีภาวะไตอ่อนแอคุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าคุณเป็นโรค
ไตและไม่ต้องรีบแย้งกลับไปว่าคุณเพิ่งไปตรวจสุขภาพมา ไตไม่มีปัญหาหรอก เพราะว่าภาวะ
ไตอ่อนแอไม่ใช่โรคไตในความหมายของการแพทย์ตะวันตก หากหมายถึงสภาพไตเสื่อมลง ไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ทำให้สมรรถภาพการขับน้ำและของเสียของไตลดลง ส่งผลกระทบต่อ
ดุลยภาพของอิเล็กโทรไลต์และความเป็นกรดด่างของร่างกาย รวมทั้งเกิดภาวะพร่องฮอร์โมน
ชนิดสำคัญที่สร้างจากไตและต่อมหมวกไตด้วย การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดอาการ
ผิดปกติของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย หากไม่มีการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงทีก็จะแก่ก่อนวัย
และพัฒนากลายเป็นโรคร้ายต่างๆ เช่นโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต
สูง โรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน โรคเกาต์ อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น หรืออาจพัฒนากลาย
เป็นไตอักเสบหรือไตวายได้ในที่สุด

ไตคือรากฐานของชีวิต...
ไต (รวมทั้งต่อมหมวกไตด้วย) มีบทบาทสำคัญยิ่งในการควบคุมการเจริญเติบโตของ
ร่างกาย การพัฒนาสมอง การสร้างกระดูก การสร้างเม็ดเลือด สมรรถภาพทางเพศ การสืบพันธุ์
และความชรา นอกจากนี้ไตยังมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับระบบการทำงานของหัวใจ ปอด ตับ
ม้าม ระบบฮอร์โมน ระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ เนื่องจากไตมีหน้าที่สำคัญดังนี้:
ขับของเสียออกจากร่างกาย เช่น ของเสียที่มาจากการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่าง
กาย ของเสียที่มาจากการเผาผลาญอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ของเสียที่มาจากการใช้ยา
สารเคมีหรือสารแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย เป็นต้น
รักษาความสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ไตจะทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำและ
ระดับความเข้มข้นของเกลือแร่ในร่างกาย เช่น โซเดียม โปแตสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส
แมกนีเซียม เป็นต้น ถ้าไตไม่แข็งแรง ปริมาณน้ำและเกลือแร่ในร่างกายก็จะขาดความสมดุลจน
เกิดผลกระทบหรือเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
รักษาความสมดุลของสภาพความเป็นกรดและด่าง ไตทำหน้าที่รักษาความเป็นกรด
และด่างของร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล เพื่อให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ
ควบคุมความดันโลหิตของร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติ ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดอย่าง
หนึ่งที่จะควบคุมความดันโลหิตในร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าไตทำงานผิดปกติ ความดัน
โลหิตก็จะสูงผิดปกติ
ไตทำหน้าที่ควบคุมและสร้างฮอร์โมนสำคัญหลายชนิด เช่น Erythropoietin ซึ่งเป็น
ฮอร์โมนสำคัญในการกระตุ้นไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง Renin และ Prostaglandin ซึ่งเป็น
ฮอร์โมนสำคัญในการช่วยควบคุมความดันโลหิตในร่างกาย เป็นต้น
ไตทำหน้าที่ควบคุมความแข็งแกร่งของกระดูก ไตควบคุมการสร้างวิตามินดี แคล
เซียมและฟอสฟอรัส ถ้าไตเสื่อมลงกระดูกก็จะไม่แข็งแรงหรือผุกร่อน รวมทั้งระดับแคลเซียม
และฟอสฟอรัสในเลือดก็อาจผิดปกติจนเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
การแพทย์จีนจึงเปรียบเสมือนไตเป็นรากฐานของชีวิต และนิยมใช้วิธีบำรุงรักษาไตเพื่อ
สร้างเสริมสุขภาพหรือบำบัดหลายๆ อาการให้หายพร้อมๆ กัน ทั้งๆ ที่แต่ละอาการดูเหมือนจะ
ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันในมุมมองของการแพทย์ตะวันตกก็ตาม บำรุงไต บำบัดสารพัดโรค จึงถือเป็นวิทยาการอันล้ำค่าของการแพทย์จีนและมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพของ
ชาวจีนมาโดยตลอดจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมจีนไปแล้ว









 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
 
   
คำตอบที่ 1

RedMachine067
Red Machine 067
อังคาร
24/2/2552
เวลา : 20:18
IP:
125.24.117.111

สาเหตุใดทำให้ไตเสื่อมเร็วกว่าปกติ...
ไตจะเสื่อมลงตั้งแต่อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นความเสื่อมของร่างกายที่เป็นไปตามวัฏจักรเกิด แก่
เจ็บ ตายของสิ่งมีชีวิต จึงไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ ส่วนจะเสื่อมเร็วช้าหรือมากน้อยอาจไม่
เท่ากันในแต่ละคน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อาทิ:
กรรมพันธุ์ พ่อแม่ไม่แข็งแรงหรือมีลูกตอนอายุน้อยหรืออายุมากเกินไปหรือมีลูกหลาย
คน หรือคลอดก่อนกำหนด หรือตอนตั้งครรภ์คุณแม่มีอาการเครียด ไม่มีการพักผ่อนและบำรุง
อย่างเพียงพอ ทำให้ไตของลูกอ่อนแอตั้งแต่กำเนิด
การมีเพศสัมพันธ์มากเกินควร ทำให้ไตสูญเสียพลังมากไป
ประสบอุบัติเหตุ ไตถูกกระทบกระเทือนหรือถูกกระแทกอย่างแรงบริเวณเอว
ทำงานหนัก ทำงานเกินกำลังหรือทำงานหามรุ่งหามค่ำ อดหลับอดนอน
โรคเรื้อรังต่างๆ ความดันโลหิตสูง มะเร็ง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือด
หัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง วัณโรค หน่วยไตอักเสบ กรวยไตอักเสบ SLE โรคเกาต์ ฯลฯ
ปัจจัยเสี่ยงในชีวิตประจำวัน ผลกระทบจากการใช้ยาเคมี เช่น ยาแก้ปวด ยาคุมกำเนิด
ยารักษาสิว ยาลดความดัน ฮอร์โมนทดแทน ยาลดความอ้วน ฯลฯ ความเครียด มลภาวะเป็น
พิษ ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในผักผลไม้ สารฮอร์โมนที่สะสมในเนื้อสัตว์ อาหารทะเลที่แช่ ฟอร์มาลินหรือได้รับสารปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม สารโซเดียม (ผงชูรส ผงฟู ฯลฯ) ที่มีอยู่ตาม
อาหาร ขนมขบเคี้ยวและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารรสจัด รสเค็ม และเครื่องดื่มที่ผสมสี ฯลฯ
ปัจจัยดังกล่าวล้วนทำให้ไตเสื่อมลงอย่างรวดเร็วและก่อนวัยอันควร เราจึงพบบ่อยว่า
หลายๆคนแม้ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวแต่ก็มีอาการของภาวะไตอ่อนแออย่างครบครันเช่นเดียวกับ
คุณวัลวิภา

ภาวะไตอ่อนแอจะแสดงอาการอย่างไรบ้าง ...
ภาวะไตอ่อนแอจะแสดงอาการหลากหลายตามระบบต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งอาจแสดง
อาการใดอาการหนึ่งหรือหลายๆอาการพร้อมกันก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพความเสื่อมโทรมของ
ไต อายุ และระยะเวลาที่เรื้อรัง การวินิจฉัยตนเองว่ามีภาวะไตอ่อนแอหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องยุ่ง
ยากเลย เพียงแค่สังเกตว่าตนเองมีอาการดังนี้หรือไม่ ให้ทำเครื่องหมาย ที่หน้าหัวข้อนั้นๆ
หากตรงกับอาการของตน

ระบบทางเดินปัสสาวะ
ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะตอนกลางคืนต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ
ปัสสาวะไม่สุด กะปริดกะปรอย
อั้นปัสสาวะไม่อยู่
น้ำปัสสาวะขุ่นหรือมีฟอง
อาการบวมน้ำ (ใช้นิ้วกดบริเวณหน้าแข้งแล้วมีรอยบุ๋ม)

ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก
ปวดหลังปวดเอว แขนขาไม่มีเรี่ยวแรง
ชาปลายมือปลายเท้า
เป็นตะคริวบ่อย
ปวดข้อเป็นประจำ
เป็นโรคเกาต์
ภาวะกระดูกพรุน

ระบบประสาทและอารมณ์
เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียง่าย
วิงเวียนศีรษะเป็นประจำ
นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท ตื่นตอนกลางคืนเป็นประจำ
แขนขากระตุกในขณะนอนหลับหรือสะดุ้งตื่นเป็นประจำ
ฝันทั้งคืน ตื่นเช้าขึ้นมาไม่สดชื่น ไม่อยากลุกจากที่นอน
ฝันว่าตกจากที่สูงจนตกใจตื่นเป็นประจำ
ซึมเศร้า กระวนกระวายหรือวิตกกังวล
ขี้หลงขี้ลืม ขาดสมาธิ
มีเหงื่อออกมากในขณะนอนหลับ
ขี้หนาว ฝ่ามือฝ่าเท้าร้อนหรือเย็นเกินไป

ระบบทางเดินอาหาร
เบื่ออาหาร
ลำไส้แปรปรวน
อุจจาระร่วงโดยเฉพาะร่วงระหว่างเช้ามืดถึงก่อนเที่ยง
อุจจาระไม่จับตัวเป็นก้อน
ท้องอืดท้องเฟ้อหรือท้องผูกเป็นประจำ

ระบบภูมิต้านทาน
เป็นหวัดบ่อยหรือเป็นหวัดง่าย
จาม คัดจมูกหรือน้ำมูกไหลเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง
ลมพิษ
สะเก็ดเงิน
SLE
ปวดข้อรูมาตอยด์

ระบบทางเดินหายใจ
ไอเรื้อรัง
หอบหืด

ระบบสืบพันธุ์
หย่อนสมรรถภาพทางเพศหรือความต้องการทางเพศลดลง
ฝันเปียกมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือหลั่งเร็วเป็นประจำ
ประจำเดือนมาผิดปกติ
ช่องคลอดไม่กระชับหรือเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์
มีบุตรยากหรือแท้งบุตร
เข้าสู่วัยทองก่อนวัยอันควร

สภาพภายนอกของร่างกาย
ผิวหน้าหมองคล้ำ หยาบกร้าน ไม่มีเลือดฝาด มีฝ้าบนใบหน้า
ใต้ตาหมองคล้ำหรือบวม
หน้าอกหย่อนยาน
ผมหงอกก่อนวัย
ผมร่วงเกิน 50 เส้นต่อวันหรือร่วงเป็นจำนวนมากตอนสระผม
น้ำหนักขึ้นหรือลงอย่างฮวบฮาบ

อาการทางหู-ตา
หูอื้อหรือไม่ค่อยได้ยิน ต้องให้คนอื่นพูดซ้ำเป็นประจำ
ตาลาย ตาพร่า
โรคเมเนียส์ (น้ำในหูไม่เท่ากัน)


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 2

RedMachine067
Red Machine 067
อังคาร
24/2/2552
เวลา : 20:21
IP:
125.24.117.111

หากคุณมีมากกว่า 2 อาการแสดงว่าไตของคุณเสื่อมลงแล้ว ยิ่งมีอาการมากเท่าไรไตก็
ยิ่งเสื่อมโทรมลงมากเท่านั้น ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของสุขภาพที่คุณควรจะหันมาใส่ใจอย่าง
จริงจัง

ภาวะไตอ่อนแอ... ป้องกันและรักษาได้อย่างไร
ถึงแม้ว่าไตจะเสื่อมลงตามวัยซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ถูกสุขลักษณะ และวิธีการบำรุงรักษาที่ถูกต้อง และทันท่วงที
สามารถช่วยชะลอภาวะไตอ่อนแอก่อนวัยอันควรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม เช่น
ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในผักผลไม้ สารฮอร์โมนที่สะสมในเนื้อสัตว์ อาหารทะเลที่แช่ฟอร์มาลิน
สารโซเดียมที่อยู่ตามอาหาร ขนมขบเคี้ยวและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เช่น ผงชูรส ผงฟู เป็นต้น
อาหารรสจัด รสเค็ม อาหารและเครื่องดื่มที่ผสมสี ฯลฯ
การควบคุมอารมณ์ ควรมีจิตใจที่ร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่ดีและพักผ่อนอย่าง
เพียงพอ
การออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก ช่วยปรับการทำงานของ
ไตกับอวัยวะอื่นๆ ให้สมดุลขึ้น
การมีเพศสัมพันธ์ที่พอเหมาะ หลังมีเพศสัมพันธ์แล้ว ในวันรุ่งขึ้นจะต้องไม่รู้สึกอ่อน
เพลียและมีอารมณ์ที่ปลอดโปร่ง
หลีกเลี่ยงการใช้ยาเคมีอย่างพร่ำเพรื่อ ผลข้างเคียงจากการใช้ยาเคมี เช่น ยาแก้ปวด
ยารักษาสิว ยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะ ฮอร์โมนทดแทน เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของไต
และอวัยวะอื่นๆในร่างกาย จึงควรตระหนักและใช้ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น
ควรรักษาโรคเรื้อรังอย่างจริงจัง โรคเรื้อรังหลายอย่าง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
ไขมันในเลือดสูง มะเร็ง SLE โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคตับ เป็นต้น จะส่งผลกระทบต่อ
ไตอย่างรุนแรง และเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรังด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มี
อาการของภาวะไตอ่อนแอแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่เรื้อรังมาเป็นเวลานาน การปฏิบัติตามวิธีดังกล่าว
ย่อมไม่เพียงพออย่างแน่นอน การแพทย์จีนจึงเน้นวิธีการบำรุงรักษาไตด้วยยาสมุนไพรจีนเป็น
หลัก เมื่อไตแข็งแรงขึ้น สารพัดอาการที่เกิดจากภาวะไตอ่อนแอก็จะค่อยๆ ทุเลาลงหรืออาจ
หายไปในที่สุด

การบำรุงรักษาไตทำไมต้องเริ่มตั้งแต่วัยหนุ่มสาว...
การบำรุงรักษาไตจำเป็นจะต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ถึงแม้ว่าอายุยังไม่ถึง 30 ปีก็ตาม ไตอ่อนแอ
ในช่วงแรกเราอาจไม่รู้สึกมีอาการผิดปกติมากมายก็ได้ เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วร่างกาย
สามารถปรับตัวได้ระดับหนึ่งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการ
ต่างๆ ของภาวะไตอ่อนแอมักจะเรื้อรังอย่างช้าๆ จนเราคุ้นเคยกับความผิดปกติของร่างกายถึง
ขนาดลืมไปแล้วว่าตอนเราปกติจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ผลตรวจการทำงานของไตตาม
หลักการแพทย์ตะวันตกที่ต้องรอให้ไตเสียไปมากกว่า 70% จึงแสดงค่า BUN และ Creatinine ที่ผิดปกตินั้นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าถ้าผลตรวจยังปกติก็แสดงว่า
ไตยังแข็งแรงอยู่ ทั้งๆ ที่ไตเสื่อมไปมากแล้วก็ตาม จึงทำให้หลายๆ คนชะล่าใจและปล่อยทิ้ง
ไว้ให้เรื้อรังจนพัฒนาเป็นโรคร้ายต่างๆ แล้วค่อยดิ้นรนรักษาด้วยทุกวิถีทาง

การวิจัยสมุนไพรบำรุงไตในทัศนะการแพทย์ปัจจุบัน...
จากการวิจัยและทดลองทางการแพทย์และเภสัชวิทยาในปัจจุบันพบว่า การบำรุงไตมีผล
ดีในการสร้างเสริมสุขภาพหลายๆด้าน อาทิ:
1. ชะลอความชรา
เพิ่มความแอ็คทีฟของสาร SOD ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนต์ ทำลายอนุมูลอิสระและ
ลดระดับ LPO ได้อย่างเด่นชัดพร้อมทั้งลดสาร MDA และปริมาณสารไลโปฟัสซินในตับ สมอง
หัวใจ ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการชะลอความชรา
อนุมูลอิสระก่อให้เกิดความเสื่อมหลายอย่าง เช่น ผิวหนังเหี่ยวย่น ความเสื่อมของกระดูก ทำลายผนังหลอดเลือด ทำลายเซลล์สมอง เซลล์ประสาทและจอตา เป็นต้น และที่ร้ายแรงที่สุด คือถ้าอนุมูลอิสระโจมตี DNA จะทำให้เซลล์กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด
2. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวแมคโครเฟจในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม
ต่างๆ เช่น เชื้อแบคทีเรีย ไวรัสหรือเซลล์มะเร็ง เป็นต้น ทั้งยังมีส่วนช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันให้
อยู่ในภาวะสมดุล จึงมักจะใช้ร่วมกับยารักษาโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น
โรคภูมิแพ้ SLE โรคปวดข้อรูมาตอยด์ สะเก็ดเงิน เป็นต้น เพื่อเพิ่มอัตราการหายของโรค
3. ลดอาการอ่อนเพลีย
ลดระดับยูเรียไนโตรเจน (Urea Nitrogen) ในเลือดและเพิ่มปริมาณการสะสมของไกล
โคเจน (Glycogen) จึงสามารถบรรเทาอาการอ่อนเพลียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนสำคัญหลายชนิด
ฟื้นฟูประสิทธิภาพการทำงานของไตและต่อมหมวกไตในการสร้างฮอร์โมนต่างๆที่มีความ
สำคัญต่อทุกๆ ระบบของร่างกาย อาทิ:
ฮอร์โมน Erythropoietin ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญในการกระตุ้นไขกระดูกสร้างเม็ดเลือด
แดง การบำรุงรักษาไตจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดภาวะโลหิตจางได้ด้วย
ฮอร์โมน Renin และ Prostaglandin ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยควบคุมความดัน
โลหิตของร่างกาย การแพทย์จีนจึงนิยมใช้วิธีบำรุงรักษาไตควบคู่กับการรักษาความดันโลหิตสูง
เพื่อเพิ่มอัตราการหายของโรค
ฮอร์โมนอะดรีนาลิน (Adrenaline) และนอร์อะดรีนาลิน (Nor-adrenaline) ซึ่งมีหน้าที่
ในการช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต
ฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน (Aldosterone) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระดับเกลือแร่ เช่น โพแทสเซียมหรือโซเดียมให้อยู่ในภาวะสมดุล
ฮอร์โมนไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) มีหน้าที่ปรับเมตาบอลิซึมของน้ำตาล โปรตีนและไขมัน รวมทั้งการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตให้เป็นไกลโคเจนซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน
ฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน (Androgen) ซึ่งมีการสร้างที่อัณฑะ ฮอร์โมนชนิดนี้
สามารถกระตุ้นการเจริญของอวัยวะเพศชาย สัญลักษณ์ทางเพศและสมรรถภาพทางเพศ เร่งให้
เชื้ออสุจิเจริญสมบูรณ์เต็มที่ เมื่อผู้ชายอายุย่างเข้า 40 ปี อัณฑะจะลดการสร้างฮอร์โมนเพศชาย
ลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ การบำรุงไตสามารถกระตุ้น
ให้ต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหายไป จึงบำบัดอาการ
หย่อนสมรรถภาพทางเพศและอาการอื่นๆ ในผู้ชายวัยทองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน (Estrogen) และโพรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่ง
มีการสร้างที่รังไข่ด้วย เมื่อสตรีเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน รังไข่จะหยุดการสร้างฮอร์โมนเพศหญิง
ไปเกือบทั้งหมด การบำรุงไตสามารถกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนเพศหญิงเพิ่มขึ้นเพื่อ
ชดเชยส่วนที่ขาดหายไปโดยไม่ต้องอาศัยฮอร์โมนทดแทน จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการ
บรรเทาอาการต่างๆ ในสตรีวัยทอง
5. ลดภาวะกระดูกพรุน
เพิ่มความหนาแน่นของกระดูกและปริมาณมวลกระดูกได้อย่างเด่นชัด กระตุ้นการก่อตัว
และเพิ่มความแอ็คทีฟของเซลล์สร้างกระดูกใหม่ (Osteoblast) ยับยั้งการก่อตัวและลดความ
แอ็คทีฟของเซลล์สลายกระดูกเก่า (Osteoclast) พร้อมทั้งแก้ไขภาวะดุลแคลเซียมเป็นลบ
(Negative Calcium Balance) จึงบำบัดภาวะกระดูกพรุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. ลดความตื่นตัวของระบบประสาทซิมพาเธติก
ลดความตื่นตัวของระบบประสาทซิมพาเธติก (Sympathetic Nervous System) ซึ่งมี
หน้าที่สำคัญในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อเรียบในอวัยวะภายในและ
ต่อมขับหลั่งต่างๆ หากระบบประสาทซิมพาเธติกตื่นตัวมากเกินไปจะทำให้ความดันโลหิตสูง
หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ ต่อมเหงื่อหลั่งเหงื่อมากขึ้น หลอดเลือดหดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยง
กล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ได้น้อยลง
การบำรุงไตจึงทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ไม่อ่อนเพลียง่าย อาการปวดเมื่อยตาม
ร่างกาย ปัสสาวะบ่อยครั้ง นอนไม่หลับ แขนขาไม่มีเรี่ยวแรง ภาวะกระดูกพรุน อาการหย่อน
สมรรถภาพทางเพศและอาการอื่นๆ ที่เกิดจากภาวะไตอ่อนแอก็จะค่อยๆ ทุเลาลงหรืออาจหาย
ไปในที่สุด ระยะเวลาการรักษาอาจไม่เท่ากันในแต่ละคน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ ความรุนแรงของ
อาการและระยะเวลาที่เรื้อรัง...




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 3

RedMachine067
Red Machine 067
อังคาร
24/2/2552
เวลา : 20:42
IP:
125.24.117.111

อาหารสําหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง

การควบคุมและรับประทานอาหารที่ถูกต้อง มีประโยชน์อย่างมากต่อผู้ป่วยโรคไตวาย
เรื้อรัง อาหารที่ผู้ป่วยควรให้ความสนใจเป็นพิเศษได้แก่ โปรตีน, ไขมัน, เกลือแร่และวิตามิน

1.ปริมาณโปรตีน เป็นสารอาหารสำคัญเพราะเป็นส่วนประกอบของกล้ามเนื้อและเนื้อ
เยื่อทั่วร่างกาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสารอาหารที่ทำให้เกิดของเสีย ซึ่งจะต้องอาศัยไตขับ
ทิ้ง แต่เมื่อไตหยุดทำงานลง ของเสียเหล่านี้จะคั่งค้างกระจายไปตามกระแสเลือดและไปสะสม
ตามอวัยวะต่างๆจนทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติไป การได้อาหารประเภทโปรตีนมาก
เกินไปจะทำให้เกิดของเสียในร่างกายเพิ่มขึ้น อาหารที่พบว่ามีโปรตีนสูงได้แก่ ไข่ ถั่ว นม เนื้อ
สัตว์ต่างๆ
นม นอกจากมีโปรตีนยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม โคเลสเตอรอล
เพราะฉะนั้นเมื่อดื่มนม ต้องลดปริมาณเนื้อสัตว์ที่ทานลง
ไข่ มี 2 ส่วน คือ ไข่ขาวและไข่แดง ซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพดีทั้งคู่ แต่ในไข่แดงมีฟอส
ฟอรัสและโคเลสเตอรอลสูง จึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงไข่แดงให้รับประทานเฉพาะไข่ขาว
เมล็ดถั่วแห้งและผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น น้ำเต้าหู้ เต้าหู้ เป็นต้น เป็นแหล่งที่ให้โปรตีนมาก
และราคาประหยัด อาหารเหล่านี้เมื่อทานเข้าไปแล้วทำให้ไตทำงานเพิ่มขึ้นจึงควรงดรับประทาน
เนื้อสัตว์ แนะนำเนื้อปลาเป็นแหล่งอาหาร

2.ปริมาณคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ เผือก มัน วุ้นเส้น ขนมจีน ผู้ป่วย
ควรรับประทานอาหารหมู่นี้ให้มาก เพราะจะเป็นอาหารที่จะช่วยให้ท่านได้พลังงาน ยกเว้นผู้ป่วย
ที่มีเบาหวานร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อกำหนดปริมาณของอาหาร

3.ปริมาณไขมัน หลีกเลี่ยงไขมันสัตว์ เช่น ขาหมู หมูสามชั้น เป็ดพะโล้ เป็ดย่าง เป็ด
ปักกิ่ง หนังและก้นเป็ด ไก่ตอน หนังและก้นไก่ น้ำมันหมู มันไก่ (เอามาหลอมเป็นน้ำมันใช้
ผัดอาหาร) นม เนย ไข่แดง เป็นต้น ไขมันจากมะพร้าว เช่น กะทิข้น น้ำมันมะพร้าว มะพร้าว
แก่ที่นำมาประกอบอาหาร (เช่น มะพร้าวคั่ว) เป็นต้น รวมทั้งประเภทแกงใส่กะทิ (แกงเผ็ด แกงคั่ว แกงกะหรี่ ฯลฯ) ข้าวซอย ก๋วยเตี๋ยวแกง (แขก) ขนมใส่กะทิ เช่น ขนมปลากริมไข่เต่า
บัวลอย แกงบวด เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากมีกรดไขมันอิ่มตัวที่มีอยู่มากซึ่งจะเพิ่มระดับโคเลส
เตอรอลในเลือดเป็นอันตรายต่อหลอดเลือดทั่วไป หลอดเลือดในสมอง หลอดเลือดหัวใจและ
หลอดเลือดแดงที่นำเลือดไปสู่ไตเอง
ผู้ป่วยควรได้รับไขมันจากพืช น้ำมันพืชที่ดีที่สุด คือ น้ำมันถั่วเหลือง เพราะมีกรดไขมัน
อิ่มตัวไม่มากแต่อุดมด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ไขมันสกัดจากปลา ไม่ใช้น้ำมันตับปลา ซึ่งถ้าได้
รับพอเพียงจะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด

4.ปริมาณเกลือแร่
โซเดียม
ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจะต้องจำกัดโซเดียม ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม เช่น อาหารที่ใส่
เกลือ น้ำปลาหรือซีอิ๊ว อาหารดองเค็ม เป็นต้น เพราะการรับประทานเค็มทำให้มีเกลือโซเดียม
และน้ำคั่งค้างในร่างกายมาก ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจโต น้ำท่วมปอดหรือหัวใจวายได้ง่าย
ตัวอย่างอาหารที่มีเกลือมากควรหลีกเลี่ยง
1. ซอสปรุงรสที่มีเกลือมาก เช่น น้ำปลา ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรสจากถั่วเหลือง ซอสหอย
นางรม ซีอิ๊วญี่ปุ่น น้ำบูดู เต้าเจี้ยว เป็นต้น
2. ซอสหลายรสอาจมีทั้งรสหวาน เปรี้ยวและเค็ม ซอสพวกนี้มีเกลือผสมอยู่ด้วย เช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำจิ้มไก่ย่าง ซอสตราไก่งวง เป็นต้น
3. อาหารหมักดองเค็ม เช่น กะปิ เต้าหู้ยี้ ปลาร้า ไตปลา ไข่เค็ม ผักดอง ผลไม้ดอง
แหนม ส้มฟัก ไส้กรอกอีสาน เป็นต้น
4. อาหารตากแห้ง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม หอยเค็ม กุ้งแห้ง ปลาแห้ง เป็นต้น
5. เนื้อสัตว์ปรุงรส มีทั้งรสหวานและเค็ม เช่น หมูหยอง หมูแผ่น กุนเชียง เป็นต้น
6. อาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุถุง เช่น บะหมี่สำเร็จรูป โจ๊กซอง ซุปซอง เป็นต้น
7. อาหารสำเร็จรูปบรรจุถุง เช่น ข้าวเกรียบ ข้าวตังปรุงรส มันฝรั่งปรุงรส เป็นต้น
8. เครื่องปรุงแต่งรสที่มีเกลือมาก เช่น ซุปก้อน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสารปรุงแต่งรสที่ไม่
มีรสเค็มแต่มีโซเดียมมาก เช่น ผงชูรส ผงฟู สารกันบูด เป็นต้น


โพแทสเซียม
ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังมักจะมีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง จึงต้องจำกัดโพแทสเซียม
ควรงดผลไม้เพราะในผลไม้มีโพแทสเซียมมาก หากรับประทานผลไม้แล้วไม่สามารถขับ
โพแทสเซียมออกทางปัสสาวะ ทำให้เกิดการสะสมของโพแทสเซียมในร่างกาย ซึ่งถ้าระดับ
โพแทสเซียมในเลือดสูงมากเกินไปอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ หากต้องการรับประทานผลไม้
ควรนำมารับประทานเช้าวันฟอกเลือด
ควรงดผักที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น บร๊อคโคลี่ ผักบุ้ง เห็ด มันฝรั่ง มะเขือเทศ มันเทศ
แครอท หน่อไม้ฝรั่ง ดอกกระหล่ำ แขนงกระหล่ำ เป็นต้น
ควรงดผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ฝรั่ง กล้วย มะขามหวาน กะท้อน น้อยหน่า ลางสาด
แคนตาลูป น้ำส้มคั้น ลูกพรุน ลูกเกด กล้วยตาก เป็นต้น
ส่วนผักที่มีโพแทสเซียมปานกลางที่ทานได้แต่ในปริมาณไม่มาก ได้แก่ ถั่วพู ถั่วฝักยาว
มะเขือยาว หน่อไม้ไผ่ตรง ผักคะน้า ถั่วลันเตา มะระ หัวผักกาดขาว
ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมปานกลางที่ทานได้แต่ในปริมาณไม่มาก ได้แก่ มะม่วงสุก
มะม่วงดิบ มะละกอสุก ส้ม องุ่น แตงโม สับปะรด แอปเปิ้ล ชมพู่
ผักที่มีโพแทสเซียมต่ำสามารถทานได้ ได้แก่ กระหล่ำปลี แตงกวา ผักกาดขาว บวบ
ฟักเขียว น้ำเต้า ถั่วงอก
อาหารอื่นๆ ที่มีโพแทสเซียมสูงก็ควรจะงด เช่น น้ำนม โยเกิร์ต กะทิ มะพร้าว ถั่วเมล็ด
แห้งต่างๆ เมล็ดทานตะวัน กาแฟ ชาผง โกโก้ผสมช็อกโกแลต เป็นต้น
ฟอสเฟต
ผู้ป่วยมักจะมีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง จึงต้องจำกัดฟอสเฟต ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มี
ฟอสเฟตสูง เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม ถั่วลิสง นมสด เนยแข็ง ไข่แดง ถั่วแดง ถั่วเขียว
เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น เพราะจะทำให้ระดับฟอสเฟตในเลือดสูง ถ้ามีการสะสมของ
ฟอสเฟตในร่างกายมาก ทำให้ระดับพาราไทรอยด์ฮอร์โมนสูงขึ้นและระดับวิตามินดีในร่างกาย
ลดลง ผู้ป่วยอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนเพลียและเกิดภาวะกระดูกผุเร็วขึ้น
เหล็ก
ผู้ป่วยมักจะเลือดจางและอยู่ในภาวะที่ขาดธาตุเหล็ก ควรได้รับเสริมในรูปของยารับ
ประทานหรือยาฉีด

5.ปริมาณน้ำบริโภค ผู้ป่วยดื่มน้ำได้ไม่เกินวันละประมาณ 500 มิลลิลิตร หรือประมาณ
2 แก้วขนาดกลาง น้ำที่ใช้ดื่มควรเป็นน้ำสะอาดมิใช่น้ำแร่เหรือเครื่องดื่มเกลือแร่ สังเกตว่ามีน้ำ
ในร่างกายมากเกินไปหรือไม่โดยชั่งน้ำหนักทุกเช้า น้ำหนักควรเพิ่มขึ้นวันละไม่เกิน 0.5 กก.
หากน้ำหนักเพิ่มมากกว่า 0.5 กิโลกรัมต่อวันแสดงว่าร่างกายกำลังมีน้ำสะสมมากเกินจำเป็น
ต้องอดหรือลดการดื่มน้ำสำหรับวันนั้น การมีน้ำในร่างกายมากอาจทำให้เกิดบวมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เกิดภาวะน้ำท่วมปอด หัวใจวายหรือภาวะความดันเลือดสูงได้




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 4

RedMachine067
Red Machine 067
พุธ
25/2/2552
เวลา : 10:11
IP:
125.24.139.131

หาข้อมูลโรคตัวอื่นๆๆได้ที่ www.enwei.co.th..............

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 5

2579580
โสม
จันทร์
7/12/2552
เวลา : 15:24
IP:
124.120.228.23

ไม่ทราบว่ามีขายที่ไหนค่ะ

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 6

champ067
Kid Cowboy 067
จันทร์
7/12/2552
เวลา : 22:52
IP:
113.53.37.2

คำถามไม่ค่อยเคลียร์ครับ จะซื้ออะไรครับ เผื่อจะหาคำตอบให้ได้ครับ

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 7

118
champ::118
อังคาร
8/12/2552
เวลา : 18:57
IP:
124.122.166.235

กระทู้นี้ มีประโยชน์ครับท่านพี่067

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 8

118
champ::118
อังคาร
4/5/2553
เวลา : 18:04
IP:
124.120.64.209

ไม่มีอะไร...เป็นกระทู้ที่มีคนอ่านมากที่สุดในบอร์ดเพื่อนแชมป์

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 9

champ067
Kid Cowboy 067
อังคาร
4/5/2553
เวลา : 20:31
IP:
125.24.186.225

ไม่มีอะไร...เป็นกระทู้ที่มีคนอ่านมากที่สุดในบอร์ดเพื่อนแชมป์


ถ้ามีประโยชน์ต่อเพื่อนๆๆก็จะพยายามหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาฝากเพื่อนๆๆครับ

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 10

nopadol7
ปุ๊
พฤหัสบดี
27/5/2553
เวลา : 09:09
IP:
118.173.174.195

ผมนพดล โต๊ะหลัง อายุ 49 ปี มีโอกาสได้ใช้ยาสมุนไพรจีนมาทานเพื่อบำบัดร่างกายกับโรคแห่งความเสื่อมของระบบในร่างกายมาปีกว่า อาการต่างๆ เช่น กระดูกทับเส้น/ระบบย่อย(ท้องผูก)/ไต(ฉี่เหลือง)ปวดเมื่อยตามร่างกาย/ภูมิแพ้ ได้ค่อยๆฟื้นฟูดีขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งหายในที่สุด จึงอยากบอกให้ทุกท่านได้ใช้ยาสมุนไพรเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งกับร่างกายท่านครับ และแนะนำให้เข้าไปศึกษาการแพทย์จีนได้ที่ www.enwei.co.th มีเรื่องราวทีเป็นประโยชน์มากๆครับ ผมจึงมั่นใจมากขึ้นเพราะที่ผมมีประสบการณ์กับตัวเองตรงกับงานวิจัยทั้งหมดครับ
คุยเพิ่มเติมกับผมได้ที่
email:nopadol9@gmail.com โทร.081-7197946





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 11

nopadol7
ปุ๊
พฤหัสบดี
17/6/2553
เวลา : 08:02
IP:
118.173.174.158

หวัดดีครับ
สองวันก่อนได้แนะนำยาน้ำสมุนไพร"โหย่งเหิง"ให้คุณประภาดา อยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งได้เจ็บป่วยเกี่ยวกับไต เมื่อทานแล้วเกิดผลอย่างไรบ้าง จะนำมาบอกกล่าวให้ทราบต่อไป เพื่อเป็นบทเรียนให้ท่านอื่นๆที่ต้องการดูแลสุขภาพด้วยกันนะครับ
ด้วยความปราถนาดี
นพดล โต๊ะหลัง
e-mail:nopadol9@gmail.com
โทร.081-7197946






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 12

champ012
น้าหมู(Modern9)
พฤหัสบดี
17/6/2553
เวลา : 11:13
IP:
202.142.200.252

ขออนุญาติเจ้าของกระทู้นำขึ้นเป็นกระทู้ปักหมุด และขอเปลี่ยนชื่อกระทู้เพื่อให้เป็นกระทู้แห่งสาระอันมีประโยชน์ ที่มีผู้เข้าชมสูงสุดในเว็ปบอร์ดนะครับ

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ ที่มีมาให้เพื่อนเสมอ ๆ ครับ


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 13

g-na
Kid Cowboy 067
พฤหัสบดี
17/6/2553
เวลา : 11:20
IP:
203.172.103.90

น้าหมูไม่รู้ว่าพอจะเอากระทู้ที่ Q10028 มารวมไว้ในกระทู้นี้ได้หรือเปล่า เพราะเป็นหัวข้อเดียวกัน ผมลงข้อมูลไว้เยอะพอสมควรจะได้หาข้อมูลมาลงไว้เป็นกระทู้เดียวกัน

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 14

champ012
น้าหมู(Modern9)
พฤหัสบดี
17/6/2553
เวลา : 13:27
IP:
202.142.200.252

พี่ชาคริตครับผมค้นหาข้อมูลกระทู้ Q10028 ไม่เจอ (ไม่มีในฐานข้อมูล) พอจะจำชื่อกระทู้ได้มั๊ยพี่

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 15

g-na
Kid Cowboy 067
พฤหัสบดี
17/6/2553
เวลา : 13:42
IP:
203.172.103.90

Q10028 นานาสาระเพื่อสุขภาพ 1, 2, 3, Red Machine 067 19/2/2553

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 16

champ067
Kid Cowboy 067
พฤหัสบดี
17/6/2553
เวลา : 19:00
IP:
125.24.209.236

ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 04/06/2010
‘น้ำใบบัวบก’ ทำตาใสปิ๊ง!
อย่าเข้าใจว่า ใบบัวบก มีไว้ แก้ช้ำใน อย่างเดียว เพราะสรรพคุณทางยาตัวอื่น ๆ ที่อยู่ในผักใบเขียว ใบบัวบก ยังมีอีกเพียบ อาทิ บำรุงสายตา บำรุงสมอง ควบคุมระดับแรงดันโลหิตให้เป็นปกติ ลดภาวะความเป็นหมัน ช่วยชะลอความแก่





อย่าเข้าใจว่า ใบบัวบก มีไว้ แก้ช้ำใน อย่างเดียว เพราะสรรพคุณทางยาตัวอื่น ๆ ที่อยู่ในผักใบเขียว ใบบัวบก ยังมีอีกเพียบ อาทิ บำรุงสายตา บำรุงสมอง ควบคุมระดับแรงดันโลหิตให้เป็นปกติ ลดภาวะความเป็นหมัน ช่วยชะลอความแก่ ช่วยป้องกันร่างกายด้วยการกำจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย แก้ช้ำใน บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ขับปัสสาวะ แก้อาการเริ่มเป็นบิด ท้องร่วง เป็นยาขจัดเลือดเสีย แก้โรคผิวหนัง แก้พิษงูกัด ระดูขาว ดับพิษไข้ แก้อาเจียนเป็นเลือด และดีซ่าน เป็นต้น

บัวบก เป็นพืชปลูกง่าย มีประวัติการใช้ประโยชน์ทางยามานาน มีใช้ทั้งในตำราอายุรเวทของประเทศจีนและแพทย์แผนไทย พบมากในประเทศแถบยุโรป แอฟริกา อินเดีย ปากีสถาน และศรีลังกา พบว่า ส่วนสำคัญที่มีคุณสมบัติพิเศษอยู่ที่ ส่วนของใบและราก

ศุกร์นี้ กินดี จึงหยิบเมนูสุขภาพทำได้ไม่ยากมาให้ลอง เมนูที่ว่าคือ น้ำใบบัวบก เตรียมส่วนผสม 3 อย่างคือ ใบบัวบก 10 กรัม, น้ำเปล่าต้มสุก 240 กรัม และน้ำเชื่อม 15 กรัม น้ำเชื่อมจะใส่มากใส่น้อย หรือไม่ใส่ก็ตามชอบ

มาถึงวิธีทำ ล้างใบบัวบกให้สะอาด นำใส่เครื่องปั่นเติมน้ำต้มสุกเล็กน้อย แล้วปั่นจนละเอียด คั้นกรองเอาแต่น้ำ เติมน้ำเชื่อมปรุงรสตามใจชอบ

เมนูอร่อยเพื่อสุขภาพ ท้าให้ลอง

takecaredd@gmail.com


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 17

champ067
Kid Cowboy 067
พฤหัสบดี
17/6/2553
เวลา : 19:01
IP:
125.24.209.236

ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 04/06/2010
ทาน ‘งา’ ประจำ ทำลายความแก่!
งา ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง งาช้าง แต่หมายถึง งา อาหารที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์นานัปการ มุมสุขภาพ-กินดี วันนี้ จึงขอแนะนำให้ผู้อ่านทราบถึงคุณค่าของงา



งา ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง งาช้าง แต่หมายถึง งา อาหารที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์นานัปการ มุมสุขภาพ-กินดี วันนี้ จึงขอแนะนำให้ผู้อ่านทราบถึงคุณค่าของงา

เริ่มจาก งาดำ ที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ มักอยู่ในรูปของส่วนผสมในเครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ การรับประทานงาดำจะช่วยให้นอนหลับได้สนิท และตื่นนอนพร้อมความรู้สึกสดชื่นกระปรี้ประเปร่า ทั้งยังป้องกันเหน็บชา ป้องกันอาการท้องผูก บำรุงกระดูก และบำรุงรากผม ทำให้ผมดกดำ

ส่วน น้ำมันงาดิบ หากนำมาใช้นวดตัวเป็นประจำ ช่วยปรับระบบประสาท คลายกล้ามเนื้อ ชะลอความเสื่อมของผิวหนังและกล้ามเนื้อ ให้แลดูอ่อนเยาว์กว่าวัยอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม งา ถือเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินนานาชนิด เช่น บี1, 2, 3, 5, 6 และ 9 มีสรรพคุณในการช่วยย่อยไขมัน ลดคอเลสเตอรอล ทั้งยังมีวิตามินอี ซึ่งเป็นยาอายุวัฒนะ ชะลอความแก่ และเป็นอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็ง เหมาะกับทุกเพศทุกวัย

สำหรับเมนูสุขภาพที่ปรุงจากงา ทำไม่ยากที่จะแนะนำ คือ เกี๊ยวกรอบคลุกงา มีส่วนเพียงไม่กี่อย่าง ประกอบด้วย

แผ่นเกี๊ยว
งาขาว และงาดำ อย่างละ 4 ช้อนโต๊ะ
เกลือ พอประมาณ
น้ำมันพืชสำหรับทอด พอประมาณ

ส่วนขั้นตอนในการทำ เริ่มด้วยการนำงาทั้งสองชนิดมาผสมกัน นำแผ่นเกี๊ยวพรมน้ำเล็กน้อย จากนั้นโรยหน้าด้วยงาที่ผสมรอไว้ นำลงทอดในกระทะที่มีน้ำมัน 1 ใน 3 ทอดจนแผ่นเกี๊ยวฟูและเหลืองกรอบ ตักขึ้นซับน้ำมันแล้วโรยเกลือเล็กน้อย สามารถรับประทานพร้อมน้ำจิ้มรสหวาน หรือนำไปใส่ในสลัดผักก็ยังได้

เมื่อทราบว่า งา อัดแน่นไปด้วยสรรพคุณควรคู่กับร่างกายแล้ว อย่าลืมรับประทานงาเป็นประจำเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง.

takecareDD@gmail.com



ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 18

champ067
Kid Cowboy 067
พฤหัสบดี
17/6/2553
เวลา : 19:03
IP:
125.24.209.236

น้ำตะไคร้หอม ดื่มง่าย ช่วยล้างพิษ
น้ำตะไคร้ให้คุณค่าทางสารอาหารมากทีเดียว เช่น วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา แคลเซียม-ฟอสฟอรัส บำรุงกระดูกและฟัน ส่วนคุณค่าทางยา ช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อได้ดี





น้ำตะไคร้ อาจไม่ใช่ตัวเลือกต้น ๆ ของหนุ่มสาวสมัยนี้ เวลากระหายน้ำ บ้างก็ว่าเหม็น บ้างก็ว่าดื่มยาก แต่รู้ไว้เถอะว่า ช่วยลดพิษของสารแปลกปลอมในร่างกาย ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหาร บำรุงสมองช่วยให้สมาธิดี รวมทั้งช่วยลดความดันโลหิต

สำหรับคอเหล้า นำตะไคร้ไปต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้อาเจียน ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมา ในกรณีที่เมามาก ๆ วิธี้นี้ช่วยให้สร่างเมาเร็วขึ้น

มาถึงเมนูสุขภาพศุกร์นี้ กินดี ขอเสนอ น้ำตะไคร้หอม เพื่อสุขภาพ ใช้ส่วนผสมเพียง 3 อย่าง ได้แก่

ตะไคร้ 20 กรัม หรือ 1 ต้น
น้ำเชื่อม 15 กรัม หรือ 1 ช้อนคาว
น้ำเปล่า 240 กรัม หรือ 16 ช้อนคาว


วิธีทำ นำตะไคร้มาล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อน ทุบให้แตก ใส่หม้อต้มกับน้ำให้เดือดกระทั่งน้ำตะไคร้ออกมาปนกับน้ำจนเป็นสีเขียว สักครู่จึงยกลง กรองเอาตะไคร้ออก เติมน้ำเชื่อมชิมรสตามชอบ


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 19

champ067
Kid Cowboy 067
พฤหัสบดี
17/6/2553
เวลา : 19:04
IP:
125.24.209.236

รอบรู้เรื่องตำลึง
ตำลึงเป็นผักสวนครัวชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์หลากหลาย วันนี้เราจึงขอหยิบเรื่องเกี่ยวกับตำลึงมาให้อ่านกัน


ตำลึง มีลักษณะเป็นเถาไม้เลื้อย มีมือจับเกาะยึดต้นไม้อื่นๆ มีดอกสีขาว มีผลเป็นรูปยาวรีคล้ายแตงกวา มีใบเป็นรูปทรงคล้ายหัวใจ สามารถนำใบและยอดอ่อนๆ มาแกงจืดก็อร่อย


ตำลึงมีสารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด และมีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูกและฟัน มีฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ไนอาซิน และวิตามินซี ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า หากกินตำลึงบ่อยๆ เส้นใยอาหารในตำลึงก็สามารถช่วยลดอัตราเสี่ยง ในการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย


นอกจากตำราแพทย์แผนโบราณ ตำลึงถือเป็นยาเย็น ใบช่วยขับพิษ และถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้ อักเสบ แมลงมีพิษกัดต่อย แก้แสบคัน โดยใช้ใบตำลึงสดๆ ประมาณ 1 กำมือมาล้างให้สะอาด แล้วตำให้ละเอียด ผสมน้ำเล็กน้อย นำมาทาบริเวณที่มีอาการคันก็จะหาย


ตำลึงเป็นผักที่พบได้ง่าย แถมยังปลูกง่าย เพียงแค่เอาเมล็ดจากผลที่สุกจัดๆ มาเพาะ หรือเอาเถาแก่ยาวประมาณ 6-8 นิ้ว มาปักลงในดินผสมปุ๋ย หมั่นรดน้ำบ่อยๆ และหาไม้มาทำหลักให้ตำลึงเลื้อยเมื่อเถาเริ่มงอก ก็ได้ต้นตำลึงเอาไว้กินแกงจืดกันได้ทุกมื้อ และถ้ายิ่งเด็ด ยอดตำลึงก็จะยิ่งขึ้นงาม


รู้อย่างนี้แล้ว ลองหันมาหาตำลึงกินกันดีกว่า.


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 20

champ012
น้าหมู(Modern9)
ศุกร์
18/6/2553
เวลา : 11:18
IP:
202.142.200.252

ดึงลิ้งค์กระทู้ดีๆมีสาระเกี่ยวกับสุขภาพ ของพี่ชาคริตมาไว้ในกระทู้นี้อีกเรื่องครับ http://www.thailandoffroad.com/champ/champboard/Question.asp?ID=10028

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 21

nopadol7
ปุ๊
ศุกร์
2/7/2553
เวลา : 09:50
IP:
118.173.174.78

เมื่อ 25/06 คุณนัน จากสระบุรี ได้ใช้ยาน้ำสมุนไพรจีน"โหย่งเหิง" เนื่องจากมีอาการปวดส่วนหลัง จึงนำมาบอกกล่าวกันให้ทราบเพื่อท่านที่สนใจทีนำสมุนไพรมาดูแลสุขภาพจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ครับ
คุยกับคุณนัน ได้ที่ 089-1439377






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 22

champ067
Kid Cowboy 067
อาทิตย์
4/7/2553
เวลา : 23:14
IP:
113.53.191.119

เพิ่มเติมน่ะครับ http://www.thailandoffroad.com/champ/champboard/Question.asp?ID=293

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 23

champ067
KidCowboy067
พุธ
7/7/2553
เวลา : 12:12
IP:
58.9.173.21

หัว จด เท้า รัก ษา เอง ได้ ก่อน ไป หา หมอ
๑. ไขมันในเลือดสูง แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัว ตับพังก็หากระเทียมสดมากินสักวันละ ๑๐ กลีบกับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว
๒. ปวดหัว ให้หาผักคะน้าหรือปวยเล้ง ( แมกนีเซียม) กินวันละ ๕ ขีดและกินปลาทูอีกวันละ ๒ ตัว (น้ำมันปลาลดการอักเสบได้) หรือจะชงโกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้ค่ะ
๓. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย ให้หมั่นแปรงลิ้นและกินกระเทียม , หอม , พริกให้มากเข้าไว้
๔. ภูมิแพ้ แค่กินฝรั่งวันละ ๕ ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ ๑ กำมือ (สังกะสี)
๕. แพ้ฝุ่นละออง ไรฝุ่น หาโยเกิร์ตแบบรสธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวานจัดมากิน
๖. โรคหืดหอบ ไอเรื้อรัง กินต้มยำไก่ , กินหัวหอมใหญ่ , หอมแดง , ต้นหอมและเอาหอมซุกไว้ใต้หมอน
๗. นอนไม่หลับ ตักน้ำผึ้งกินก่อนนอนสักวันละ ๒ ช้อนโต๊ะ ถ้าหาน้ำผึ้งไม่ได้ใช้น้ำตาลทราย ๒ ช้อนโต๊ะแทน ถ้าอยากให้หลับสบายเพิ่มเติมขี้เหล็กและมะรุมเข้าไปหน่อย
๘. ไขข้ออักเสบ หาปลาเนื้อมันกินวันละ ๒ ขีด เช่นปลาทู , ปลาสวาย , ปลาแซลม่อน , ปลาซาร์ดีน , ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลากระป๋อง
๙. กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย ให้กินน้ำกระเจี๊ยบไม่หวานจัดวันละ ๓ มื้อ หรือน้ำแครนเบอรี่ของฝรั่งในปริมาณเท่ากัน ( เปรี้ยวจัดมาก)
๑๐. ท้องอืด แก๊สมาก ให้กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่อย ๆ
๑๑. ท้องผูก ชงน้ำผึ้งดื่มวันละ ๓ ช้อนโต๊ะและให้กินน้ำมะขามต้มติดเนื้อมาก เช้า เย็น
๑๒. โรคกระเพาะอาหาร หากล้วยหักมุกปิ้งกิน , กินกล้วยหรือกินผักกระ หล่ำปลีให้มาก
๑๓. เวียนหัว คลื่นไส้ง่าย ให้หาอาหารทำจากขิงรับประทาน เช่น ปลาผัดขิง ไก่ผัดขิง , น้ำขิง , ชาขิงหรือเต้าฮวย
๑๔. วัยทอง วูบวาบ อารมณ์ปรวน ให้กินปลาทูน่าให้มากและกินเต้าหู้เหลืองวันละ ๑ แผ่น ถ้ากินเต้าหู้แล้วเบื่อให้สลับกับถั่วลิสงวันละ ๑ กำมือก็ได้
๑๕. หงุดหงิดง่าย ให้กินอาหารร่าเริง คือ ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพด กลอย กล้วยหอมและปลาทูน่า
๑๖. กระดูกพรุน ให้กินงาดำวันละ ๔ ช้อนโต๊ะ (ได้แคลเซียมเท่ากับเม็ดใหญ่) มะม่วงจิ้มกะปิและสับปะรดซึ่งมีธาตุสมานกระดูดอยู่มาก ( แมงกานีส)
๑๗. ความจำไม่ดี ให้กินปลาทูวันละ ๒ ขีด หอยแครงและหอยนางรมซึ่งมีธาตุสังกะสีช่วยสมองได้
๑๘. มะเร็งเต้านม ให้กินบร็อคโคลีหรือคะน้าวันละ ๕ ขีด
๑๙. มะเร็งปอดทางเดินหายใจ ให้กินเสาวรส ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะขามป้อม มะละกอ มะม่วง ให้มาก เพราะวิตามินซีช่วยสมานหลอดเลือดในปอดได้ดี แต่ต้องระวังวิตามินเอโดยเฉพาะผู่ที่ยังสูบบุหรี่อยู่
๒๐. ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน กินแอปเปิ้ลเขียววันละ ๑-๒ ผล หรือน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นทั้งกาก จะเป็นการล้างพิษในตัวด้วย
๒๑. เจ็บอก โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ กินปลาทะเล น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน ผลอโวคาโดเพราะเหล่านี้มีไขมันดีไปช่วยขับตะกรันน้ำมันเก่าออก ถ้าชอบดื่มชาให้หาชาเขียวสดมาชงดื่มเองวันละถ้วย
๒๒. ความดันสูง ต้องตัดบุหรี่และอาหารเค็ม ลองหาข้าวโอ๊ตไม่ขัดสีมากินและผักขึ้นฉ่ายสดหรือปั่นก็ได้ จะช่วยคุมความดันให้ดีขึ้น
๒๓. เบาหวนถามหา ให้เลี่ยงแป้งกับน้ำตาลและกินผักเขียวจัดอย่างคะน้า บร็อคโคลี ผักโขมให้มาก ถ้าอยากหวานให้กินส้มโอและฝรั่งเพราะมีน้ำตาลอยู่น้อยมาก


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 24

champ067
KidCowboy067
พุธ
7/7/2553
เวลา : 12:17
IP:
58.9.173.21




--------------------------------------------------------------------------------
From: surada@spsthai.com
To: kowpun_1973@hotmail.com
Subject: Fw: มีประโยชน์นะเมื่อยางรถระเบิด/รถตกน้ำ
Date: Mon, 28 Jun 2010 17:35:18 +0700



----- Original Message -----
From: Thada Lawwachiravatt
To: trakul.lo@rd.go.th ; Kansini2009@hotmail.com ; Atikom8220@hotmail.com ; Wi.chaik@hotmail.com ; santi.sk@gmail.com ; nalinnipa.put@exanple.com ; OrasaEngland@hotmail.com ; sanya_sz@cpd.go.th ; Sakda25@yahoo.com ; Sawatboon@hotmail.com ; surada@spsthai.com ; vinit_khampa@windowslive.com
Sent: Monday, June 28, 2010 1:43 PM
Subject: Fwd: มีประโยชน์นะเมื่อยางรถระเบิด/รถตกน้ำ











จะทำอย่างไรเมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถอยู่

มีประโยชน์มาก และช่วยกันส่งต่อด้วยนะ ขับรถให้ปลอดภัย

กรณีที่ 1 เมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถยางระเบิดในขณะขับรถ มีข้อแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้
1. มือทั้งสองต้องจับอยู่ที่พวงมาลัยอย่างมั่นคง
2. ถอนคันเร่งออก
3. ควบคุมสติให้ดีอย่าตกใจมองกระจกหลังเพื่อให้ทราบว่ามีรถใดตามมาบ้าง
4. แตะเบรกอย่างแผ่วเบาและถี่ๆ อย่าแตะแรงเป็นอันขาด เพราะว่า จะทำให้รถหมุน
5. ห้ามเหยียบคลัตช์โดยเด็ดขาดเพราะถ้าเหยียบคลัตช์รถจะไม่เกาะถนนรถจะลอยตัวและจะทำให้บังคับรถได้ยากยิ่งขึ้น อาจเสียหลักเพราะการเหยียบคลัตช์เป็นการตัดแรงบิดของเครื่ องยนต์ ให้ขาดจากเพลา
6. ห้ามดึงเบรกมืออย่างเด็ดขาด จะทำให้รถหมุน
7. เมื่อความเร็วรถลดลงพอประมาณแล้วให้ยกเลี้ยวสัญญาณเข้าข้างทางซ้ายมือ
8. เมื่อความเร็วลดลงระดับควบคุมได้ ให้เปลี่ยนเ ก ียร์ต่ำลงและหยุดรถ
ข้อสังเกตเมื่อยางระเบิดคือ ไม่ว่ายางด้านใดจะระเบิดล้อหน้าหรือล้อหลังก็ตาม
เมื่อระเบิดด้านซ้าย รถก็จะแฉลบไปด้านซ้ายก่อน แล้วก็จะสะบัดกลับ และสะบัดไปด้านซ้ายอีกที สลับกันไปมา และในทำนอง ตรงกันข้ามหากระเบิดด้านขวาอาการก็จะกลับเป็นตรงกันข้าม อุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นส่วนมากก็คือ หากขณะยางระเบิดรถวิ่งอยู่ที่ความเร็วสูงมากๆ พอยางระเบิดขึ้นมารถก็จะกลิ้งทันที ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นการขับรถที่ใช้ความเร็วสูงๆ จึงมักจะแก้ไขอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้ เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงที่จะเกิดขึ้น ในขณะขับรถ จึงไม่ควรขับรถเร็ว ( ความเร็วทีถือว่าปลอดภัยใน DEFENSIVE DRIVING คือ ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง)

กรณีที่ 2 เมื่อรถตกน้ำ
ในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุแล้วต กลงไปในแม่น้ำ ลำคลองใดๆ ก็ตาม รถจะไม่ตกลงไปใน น้ำแล้วจมทันที เหมือนหิน ตกน้ำ
แต่จะค่อยๆ จมลงทีละน้อยๆ จนกว่าจะถึง พื้นล่างและในนาทีวิกฤตนี้
ควรตั้งสติให้ดี และ ปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. ปลด SAFETY BELT ออกทุกๆคน รวมทั้งผู้โดยสารด้วย
2. อย่าออกแรงใดๆ เพื่อสงวนการใช้อากาศหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด
3. ให้ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มข ึ้นในรถ
4. ปลดล็อกประตูรถทุกบาน
5. หมุนกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถเพื่อปรับความดันในรถและนอกรถให้เท่ากัน
มิฉะนั้นท่านจะเปิดประตูรถไม่ออก เพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้
6. เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุด แล้วท่านก็ออกจากห้องโดยสารของรถได้
7. จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ หรือจะว่ายน้ำขึ้นมาก็ได้

ในกรณีนี้หากน้ำลึกมากๆ อาจจะมองไม่เห็นว่าทิศใดเหนือน้ำ ทิศใดใต้น้ำเพราะว่า มืดไปหมด ไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำ เพราะอาจจะว่ายไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ กรณีเช่นนี้ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติ หรือลองเป่าปากดูว่าฟองอากาศลอยไปในทิศทางใด ให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไป ก็จะไม่มีอาการหลงน้ำ นอกจากนั้นก่อนออกจากรถหากท่านมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบเด็กๆ นั้นออกมากับท่านได้อีกหนึ่งคน ดังนั้นหากท่านปฏิบัติตามวิธีการเหล่านี้ ก ็จะช่วยให้ชีวิตของท่านปลอดภัยได้ในยามคับขัน
อยากให้ ทุกคน ส่งต่อไปให้เพื่อนๆ และคนรู้จักให้มากๆเลยนะ
เป็นการช่วยเหลือกันหากเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ขึ้นมา การมีความรู้ในขั้นตอนในการควบคุมยานยนต์ และการปฏิบัติตนในขณะเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ สามารถช่วยลดอัตราการตายและการบาดเจ็บได้แน่นอน ขอให้ทุกคน ขับรถอย่างปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆ






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 25

champ067
KidCowboy067
พุธ
14/7/2553
เวลา : 10:26
IP:
58.9.173.16

อ่านแล้ว ก็กินข้าวโพดต้มสุกให้เยอะๆๆๆเลย
ตอนที่แม่เรากำลังรักษามะเร็งช่วงใกล้ๆหาย เริ่มจะทานอาหารได้ เค้าจะกินข้าวโพดต้มทุกวัน ไปเหมาจาก Supermarket ทุก week แล้วเค้าก็ ฟื้นตัวเร็วมาก ช่วงนั้น ลิ้นเค้าจะ Anti เนื้อสัตว์ กลืนไม่ลง ทานได้แต่ผักกะผลไม้ และจะอยากกินข้าวโพดทุกวัน ข้าวโพดสุก ต้านมะเร็ง การแทะข้าวโพดหวานต้านโรคมะเร็งมีสารตัวล้างพิษมากกว่าผักผลไม้

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐฯ รายงานในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกาว่าข้าวโพดหวานที่ปรุงสุกแล้วจะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นได้อย่างเด่นชัด

เขาเผยว่าผิดกับที่เคยเชื่อกันมาก่อน ว่าผักและผลไม้หากต้มปรุงสุกแล้วจะเสียคุณค่าทางอาหารลงไป สู้กินดิบๆ ไม่ได้ แต่ข้าวโพดหวานยังคงสามารถเก็บพลังเป็นตัวล้างพิษคงไว้ได้ แม้ว่าจะเสียวิตามินซีไป

เขาได้พบในการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส ในเวลานานต่างกัน 10, 25 และ 50 นาที พบว่ายิ่งต้มนานจะทำให้มันมีสารอันเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้นเป็น 22, 44 และ 53 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษช่วยดับพิษของพวกอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอันตรายกับเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชรา ต่างๆ อย่างเ ช่นต้อกระจก และโ รคสมองเสื่อมอีกด้วย

คณะนักวิจัยแจ้งว่าข้าวโพดหวานที่ต้มหรือปิ้งจะปล่อยสารประกอบที่เรียกว่า กรดเฟรุลิก อันเป็นคุณกับร่างกายยิ่งมากขึ้นเมื่อถูกความร้อนสูงขึ้นหรือเวลานานขึ้นกรดเฟรุลิกเป็นพวก

พฤกษเคมีซึ่งในผักและผลไม้มีอยู่ไม่มากนัก แต่กลับพบมีอยู่อย่างอุดมในข้าวโพดผสมปนเปรวมอยู่กับอย่างอื่น การทำให้มันสุกจึงช่วยทำให้มันปล่อยกรดเฟรุลิกออกมาได้มากขึ้น



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 26

champ067
KidCowboy067
พุธ
14/7/2553
เวลา : 10:27
IP:
58.9.173.16

วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิด ต่างๆ




อาการของ การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศ สัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ ได้
2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้ส ึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง
3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง
4. มะเร็งในเม็ดเลือด ( ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของ ช่องท้อง
5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำ หนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็งตับ อาการปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็น อัมพาตชั่วคราวควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเ รื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือ เป็นเวลานาน
10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแ??บพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึก ได้
11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ
12. มะเร็งทรวงอก อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนา ขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิด ขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกัน แน่
13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจ าระ
**** ซึ่ง มีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้
14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบาง ส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา ( Melanoma ) คือ เนื้อ งอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกา ยหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติ
ถึงท่าน ผู้โชคดี ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุขตลอดกาล



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 27

nopadol7
ปุ๊
พุธ
21/7/2553
เวลา : 14:59
IP:
118.173.175.6

รากประสาทถูกกดทับคืออะไร...

สันหลังคนเราประกอบด้วยกระดูกสันหลังชิ้นย่อยๆ กว่า 30 ชิ้นเรียงต่อกันเป็นแนวจากต้นคอจรดก้นกบ ระหว่างกระดูกแต่ละข้อมีแผ่นกระดูกอ่อนหรือที่เรียกว่า หมอนรองกระดูกสันหลัง คั่นกลาง ทำหน้าที่ป้องกันการเสียดสีและเป็นเสมือนโช้คอัพเพื่อดูดซับและกระจายแรงอัด ภายในโพรงกระดูกสันหลังประกอบไปด้วยไขสันหลังและมีเส้นประสาทแยกแขนงจากไขสันหลังไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เส้นประสาทส่วนต้นสุดที่แยกแขนงออกมาจากไขสันหลังเรียกว่า รากประสาท ซึ่งจะอยู่ชิดกับหมอนรองกระดูก
เมื่อหมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวก็จะไปกดทับรากประสาทที่ไปเลี้ยงแขนหรือขา ทำให้มีอาการปวดเสียวและชาของแขนหรือขา ส่วนรากประสาทที่ถูกกดทับมักจะพบบ่อยจากการเคลื่อนตัวของหมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณกระเบนเหน็บหรือบั้นเอว ทำให้มีการกดทับรากประสาทไซอาติก (Sciatic Nerve) ที่ไปเลี้ยงขา ซึ่งจะพบบ่อยในกลุ่มคนดังนี้:
ผู้ที่ทำงานหนักโดยเฉพาะผู้ที่แบกของหนักเป็นประจำ
ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือมีแรงกระแทกบริเวณเอว
ผู้ที่มีอิริยาบถที่ไม่เหมาะสมในชีวิตประจำวัน
ผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกเสื่อม

รากประสาทขาถูกกดทับมีอาการอย่างไร...

มีอาการปวดหลังบริเวณบั้นเอวหรือกระเบนเหน็บร่วมกับอาการปวดร้าวที่ขา ซึ่งจะปวดจากแก้มก้นลงไปที่
ต้นขา น่องและปลายเท้าอาการปวดร้าวที่ขามักจะเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น นอกจากในรายที่เป็นมากอาจมีอาการทั้งสองข้าง อาการปวดจะเป็นมากขึ้นหลังจากการเดินมากๆและอาจปวดมากขึ้นเวลาก้ม นั่ง ไอ จามหรือเบ่งถ่าย ในกรณีเป็นมาก เท้่าจะไม่มีแรงและชา อาจปัสสาวะไม่ได้หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หากปล่อยไว้นานอาจทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงและลีบลง ผู้ป่วยไม่สามารถยกเท้าเหยียดตรงได้ 90 องศา เช่นคนปกติ หรือได้น้อยกว่าเท้าอีกข้างหนึ่ง เนื่องจากรู้สึกปวดเสียวตามหลังเท้าจนทนไม่ได้
มีอาการปวดหลังบริเวณบั้นเอวหรือกระเบนเหน็บร่วมกับอาการปวดร้าวที่ขา ซึ่งจะปวดจากแก้มก้นลงไปที่ต้นขา น่องและปลายเท้า อาการปวดร้าวที่ขามักจะเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น นอกจากในรายที่เป็นมากอาจมีอาการทั้งสองข้าง อาการปวดจะเป็นมากขึ้นหลังจากการเดินมากๆและอาจปวดมากขึ้นเวลาก้ม นั่ง ไอ จามหรือเบ่งถ่ายในกรณีเป็นมาก เท้่าจะไม่มีแรงและชา อาจปัสสาวะไม่ได้หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หากปล่อยไว้นานอาจทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงและลีบลงผู้ป่วยไม่สามารถยกเท้าเหยียดตรงได้ 90 องศาเช่นคนปกติ หรือได้น้อยกว่าเท้าอีกข้างหนึ่ง เนื่องจากรู้สึกปวดเสียวตามหลังเท้าจนทนไม่ได้




มีอาการปวดหลังบริเวณบั้นเอวหรือกระเบนเหน็บ
ร่วมกับอาการปวดร้าวที่ขา ซึ่งจะปวดจากแก้มก้นลงไปที่
ต้นขา น่องและปลายเท้า

อาการปวดร้าวที่ขามักจะเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่ง
เท่านั้น นอกจากในรายที่เป็นมากอาจมีอาการทั้งสองข้าง

อาการปวดจะเป็นมากขึ้นหลังจากการเดินมากๆ
และอาจปวดมากขึ้นเวลาก้ม นั่ง ไอ จามหรือเบ่งถ่าย

ในกรณีเป็นมาก เท้่าจะไม่มีแรงและชา อาจ
ปัสสาวะไม่ได้หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หากปล่อยไว้นาน
อาจทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงและลีบลง

ผู้ป่วยไม่สามารถยกเท้าเหยียดตรงได้ 90 องศา
เช่นคนปกติ หรือได้น้อยกว่าเท้าอีกข้างหนึ่ง เนื่องจากรู้สึก
ปวดเสียวตามหลังเท้าจนทนไม่ได้

สาเหตุรากประสาทขาถูกกดทับในทัศนะการแพทย์จีน...
การแพทย์จีนได้จัดโรครากประสาทขาถูกกดทับให้อยู่ในกลุ่มโรคชาและปวดเมื่อย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการทำงานหนัก ความเสื่อมตามวัยหรือพิษเย็น-ชื้นที่สะสมบริเวณเอว ทำให้หลอดเลือดและเส้นลมปราณติดขัด กีดขวางการไหลเวียนของโลหิตและพลังลมปราณจนเกิดอาการปวดขึ้นมา ซึ่งสอดคล้องกับหลักการวินิจฉัยและรักษาอันสำคัญของการแพทย์จีนคือปวดแสดงว่าไม่โล่ง โล่งแล้วก็จะไม่ปวด นอกจากนี้ การไหลเวียนของโลหิตและพลังลมปราณบริเวณเอวที่ติดขัดจะทำให้เส้นเอ็น กล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังได้รับการหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ พร้อมทั้งไม่สามารถขับพิษเย็น-ชื้น ที่สะสมและสารพิษต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเมตาบอลิซึมออกไปได้หมดสิ้น จึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติต่างๆ บริเวณกระดูกสันหลังขึ้น
การแพทย์จีนมีวิธีบำบัดอย่างไร
การรักษาโรคประสาทขาถูกกดทับด้วยยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาเสตอรอยด์อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย เนื่องจากเป็นเพียงการระงับอาการปวดและอักเสบไว้ชั่วคราว แต่มิได้หยุดยั้งการลุกลามของโรค ที่สำคัญคือ พิษของยาจะก่อให้เกิดการระคายเคืองของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารไม่ย่อย กระเพาะอาหารอักเสบหรือแผลที่กระเพาะอาหาร พร้อมทั้งส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย การแพทย์จีนจึงนิยมใช้กลุ่มสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณในการ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต สลายเลือดคั่ง ขับพิษและแก้ปวดปวม จากการวิจัยและทดลองทางการแพทย์และเภสัชวิทยาในปัจจุบันพบว่า วิธีนี้สามารถบำบัดต้นเหตุของโรครากประสาทขาถูกกดทับแบบองค์รวมดังนี้:
กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต สลายเลือดคั่ง ทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตขนาดเล็ก (Microcirculation) บริเวณกระดูกสันหลังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อกระตุ้นการขับสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบและทำลายข้อ สารที่ก่อให้เกิดอาการปวด (เช่น สารเบต้าโปรตีนไกลโคโปรตีนและฮิสตามีน เป็นต้น) รวมทั้งกรดแล็กติกที่สะสมอยู่บริเวณรากประสาทออกไปให้มากขึ้น จึงสามารถลดการระคายเคืองต่อรากประสาทและบรรเทาอาการปวดบวมได้อย่างเด่นชัด
การไหลเวียนของโลหิตขนาดเล็กบริเวณกระดูกสันหลังที่ดีขึ้นจะทำให้เส้นเอ็น ประสาทกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังได้รับการหล่อเลี้ยงได้มากขึ้น บริเวณที่บาดเจ็บจึงได้รับการหล่อเลี้ยงได้มากขึ้น บริเวณที่บาดเจ็บจึงได้รับการฟื้นฟูและซ่อมแซมได้เร็วขึ้นและมากขึ้น
ปรับลดระดับความรุนแรงของปฏิกิริยาการตอบโต้จากระบบต่อมไร้ท่อเมื่อรากประสาทขาถูกกดทับ จึงลดการสร้างและการหลั่งสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบและทำลายข้อ พร้อมทั้งลดการหดเกร็งของหลอดเลือดบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลดอาการบวมของรากประสาทและบริเวณที่บาดเจ็บ เพื่อลดแรงดึงภายในเส้นประสาทและการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณกระเบนเหน็บและบั้นเอว จึงบรรเทาอาการปวดบวมและฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของเส้นประสาทได้อย่างเด่นชัด
อาการปวดหลัง อาการปวดร้าวที่ขาและอาการอื่นๆ ทีเ่กิดจากรากประสาทขาถูกกดทับจึงค่อยๆ ทุเลาลงหรืออาจหายไปในที่สุด
(ที่มา www.enwei.co.th)




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 28

nopadol7
ปุ๊
พุธ
21/7/2553
เวลา : 15:03
IP:
118.173.175.6

สมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต สลายเลือดคั่ง ขับพิษและแก้ปวดบวม ยังมีบทบาทสำคัญต่อผู้ป่วยหลังผ่าตัดหมอนรองกระดูกเคลื่อน ทั้งนี้ เนื่องจากการผ่าตัดอาจแก้ไขโครงสร้างที่ผิดรูปของหมอนรองกระดูกได้ แต่ไม่อาจขจัดสารพิษต่างๆ ที่สะสมในบริเวณรากประสาท การใช้สมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณดังกล่าวสามารถกระตุ้นการขับสารที่ก่อให้เกิดอาการปวด เช่น สารเบต้าโปรตีน ไกลโคโปรตีนและฮิสตามีน เป็นต้น รวมทั้งกรดแล็กติกที่สะสมในบริเวณรากประสาทออกไปให้มากขึ้น เพื่อลดการระคายเคืองต่อรากประสาทนอกจากนี้ยังทำให้เส้นเอ็น กล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังได้รับการหล่อเลี้ยงได้อย่างเพียงพอจึงฟื้นฟูและซ่อมแซมบริเวณที่บาดเจ็บได้มากขึ้นและเร็วขึ้น


วิธีการป้องกันและดูแลตนเอง
การดูแลตนเองในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่สำคัญในการป้องกันโรคกระดูก
สันหลังเสื่อมลงก่อนวัยอันควรได้ อาทิ:
ถ้าทำงานที่ต้องยืนนานๆ ควรพักเท้าข้างใดข้างหนึ่งบนม้านั่งเตี้ยๆ
ควรหมั่นออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรงและมีความหยืดหยุ่น
เช่น การว่ายน้ำ การเดิน การปั่นจักรยาน เป็นต้น ถ้าการออกกำลังกายทำให้รู้สึกปวดหลังให้
หยุดทันที เนื่องจากอาการปวดเป็นสัญญาณเตือนว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
ควรควบคุมน้ำหนักอย่าให้อ้วน เนื่องจากเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้หมอนรองกระดูก
เสื่อมมากขึ้น
การยืนต้องยืนให้น้ำหนักตัวค่อนมาทางส้นเท้า แขม่วท้อง อกผาย ไหล่ผึ่ง ถ้าทำงานที่
ต้องยืนนานๆ ควรพักเท้าข้างหนึ่งบนม้านั่งเตี้ยๆ เพื่อลดการตึงเกร็งของกล้ามเนื้อหลัง และ
พยายามเดินไปรอบๆ ทุก 2-3 นาที
การนั่งต้องนั่งให้หลังตรงหรือแอ่นน้อยที่สุด ที่นั่งต้องรองรับก้นและโคนขาทั้งหมด
ความสูงต้องพอดีที่ฝ่าเท้าวางเต็มที่พื้น การนั่งขับรถต้องเลื่อนเบาะนั่งไปข้างหน้าให้พอเหมาะหลังพิงพนักเต็มที่ เข่างออยู่ระดับเหนือกว่าสะโพกเล็กน้อย
ในกรณีนั่งขับรถหรือนั่งนานอาจใช้หมอนหนุนหลัง การนั่งหลังค่อมหรือก้มหลังจะทำให้แรงดันภายในหมอนรองกระดูกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงการนั่งนานเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้เกิดกล้ามเนื้อหลังตึงเกร็งแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำที่ขา ซึ่งจะนำไปสู่การอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจหรือสมองไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานหรือนั่งในรถ ในโรงภาพยนตร์หรือเครื่องบิน ควรสลับด้วยการยืนหรือลุกเดินไำปรอบๆ ทุกๆ ชั่วโมงหรือบ่อยๆ
การยกของต้องย่อตัวนั่งลงกับพื้น ยกของให้ชิดตัวแล้วลุกด้วยกำลังของขาและหลีก
เลี่ยงการยกของหนัก
การนอนอย่าใช้หมอนที่สูงเกินไปและควรเลือกที่นอนที่ไม่นุ่มเกินไป ไม่ควรนอนคุดคู้
หรือนอนคว่ำ หากนอนหงายควรมีหมอนใบเล็กๆ วางใต้ท้องเข่า การนอนตะแคงจัดเป็นท่านอนที่ดีที่สุด ควรนอนให้ขาล่างเหยียดตรง ขาที่อยู่ข้างบนงอ สะโพกและเข่ากอดหมอนข้างไว้
บริเวณหลังควรได้รับความอบอุ่น ไม่ควรตากแอร์ ตากพัดลมตรงๆ
การประคบถุงน้ำร้อนหรือใช้นิ้วมือนวดเบาๆ อาจช่วยให้อาการปวดหลังทุเลาลง ขณะที่มีอาการกำเริบควรนอนหงายนิ่งๆ บนที่นอนแข็งตลอดทั้งวันสัก 2-3 วัน การนอนจะลดแรงกดดันที่มีต่อหมอนรองกระดูกให้เหลือน้อยที่สุด ช่วยบรรเทาอาการปวดได้


(www.enwei.co.th)


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 29

champ067
KidCowboy067
จันทร์
2/8/2553
เวลา : 14:51
IP:
58.9.172.117

แพทย์เผยกิน "ปลาทู 2 ตัว" ชะลอ "ความแก่" ปลอดโรครุมเร้า


แพทย์เชี่ยวชาญอายุรวัฒน์นานาชาติแนะ 3 วิธีง่ายๆ ช่วยคนไทยลดสังขารเสื่อมก่อนวัย อย่านอนดึก
เลี่ยงแป้งน้ำตาลคุมน้ำหนัก กินผักใบเขียววันละ 5 กำมือ ปลาทู 2 ตัว มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ
ซิตอัพวันละ 30 ครั้ง ฝึกหายใจลึกช่วยสติดีขึ้นชะลอแก่เร็ว
กรณีนายสำอาง สืบสมาน หัวหน้าโครงการวิจัยสุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.)
เปิดเผยผลงานวิจัยคนไทยประสบปัญหาภาวะเสื่อมสังขารก่อนวัยอันควร สาเหตุจากโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง
เบาหวาน การถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจเพิ่มขึ้น รวมทั้งพฤติกรรมในการบริโภคที่เสี่ยง ขณะที่ชายไทยฮิตเป็นโรคความดันโลหิตและโรคตับ ส่วนหญิงเป็นโรคคอพอก และหืดหอบนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม นพ.กฤษดา ศิรามพุช
ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ (International Anti-Aging Institute: IAAI) กล่าวว่า
การเข้าสู่ภาวะเสื่อมสังขารก่อนวัยอันควรกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะนำไปสู่สังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า ส่งผลต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ


สาเหตุของภาวะเสื่อมสังขาร แบ่งออกเป็น 2 ปัจจัย คือ
1.ปัจจัยภายในที่เกิดจากการสะสมของความเครียด ยิ่งขณะนี้ปัญหาการเมืองรุมเร้าทั้งภายในและภายนอกประเทศ ยิ่งทำให้คนไทยมีภาวะเครียดสูงขึ้น การก้าวสู่ภาวะแก่ก่อนวัยจึงไม่ใช่เรื่องแปลก นอกจากนี้ ปัญหาความเครียดจะพบมากในคนเมืองหลวง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพราะเป็นเมืองที่มีแต่การแข่งขัน มลภาวะสูง และ

2.ปัจจัยภายนอก สภาพแวดล้อม มลภาวะเป็นพิษต่างๆ รวมทั้งพฤติกรรมการบริโภค ที่ส่วนใหญ่นิยมบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ด โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง
น้ำตาล กาแฟ จะมีสารที่ทำให้แก่สูงหรือที่เรียกว่า สารอนุมูลอิสระ

"พฤติกรรมการนอนหลับยังทำให้คนไทยแก่เร็วด้วย เนื่องจากคนส่วนใหญ่นิยมนอนช่วงเวลาเที่ยงคืนเป็นต้นไป ทั้งๆที่เวลาที่ควรนอนหลับพักผ่อนมากที่สุด คือ ช่วง 4 ทุ่ม และตื่นนอนตอน 6 โมงเช้า เพราะเป็นช่วงที่ธาตุหนุ่มสาวหรือโกรท ฮอร์โมน (growth hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเกี่ยวกับการเจริญเติบโตจะหลั่งออกมามากที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว
แต่หากเรานอนหลับหลังจากนั้นก็จะลดการหลั่งของธาตุหนุ่มสาว สังเกตได้ว่าคนกรุงจะแก่เร็วมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่จะนอนดึกๆ กัน
แต่หากลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนเสียใหม่ แค่เพียง 1 สัปดาห์ ก็จะทำให้รู้สึกสดชื่นทันที"

นพ.กฤษดากล่าวว่า สำหรับวิธีชะลอความเสื่อมของสังขารนั้นไม่ยาก ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพของตัวเอง โดยใช้วิธีง่ายๆ ที่เรียกว่า 3 H ประกอบด้วย

1.Healthy Weight รู้จักควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน โดยการเลี่ยงแป้งและน้ำตาล โดยเฉพาะในอาหารจำพวกขนมปัง เค้ก เบเกอรี่ ส่วนน้ำตาล หลายคนหันมาบริโภคสารให้ความหวานแทน ซึ่งสารเหล่านี้ข้อควรระวังคือ ไม่ควรนำมาประกอบอาหาร หรือถูกความร้อนสูงๆ เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นทั้งใน และต่างประเทศระบุว่า เมื่อสารให้ความหวาน ประเภทน้ำตาลเทียมได้รับความร้อนสูงๆ อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งได้
ดังนั้น การจะบริโภคน้ำตาลเทียมควรเลือกสารให้ความหวานที่ผลิตจากธรรมชาติอาทิ ชะเอมเทศ หรือหญ้าหวาน เป็นต้น

2.Healthy diet and Lifestyle บริโภคผักใบเขียวโดยควรบริโภคประมาณวันละ 5 กำมือ และปลาทูอีก 2 ตัว อาหารเหล่านี้จะมีสารอาหารที่ช่วยต้านพวกสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ หรืออนุมูลอิสระได้ และควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย และ

3.Healthy Mind คือต้องมีกำลังใจที่ดี มีจิตและสมาธิอยู่กับปัจจุบัน โดยให้ฝึกหายใจเข้าลึกๆ ให้ท้องป่อง และกลั้นหายใจสัก 4 วินาที จากนั้นค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกจะช่วยให้มีสติดีขึ้น

นพ.กฤษดากล่าวว่า ที่สำคัญควรรู้จักฝึกการใช้สมอง 2 ซีกอย่างสม่ำเสมอ เพราะการที่ใช้สมองเพียงซีกเดียวจะทำให้เกิดความเสื่อมตามมา หากเราถนัดมือขวาก็แสดงว่า สมองซีกซ้ายเราเด่น เราต้องทำให้สมองซีกขวาเด่นด้วย โดยการฝึกใช้มือซ้าย หรือให้ฝึกการใช้สัมผัสอื่นๆ ที่เราไม่ถนัด นอกจากนี้การที่เรารู้สึกหิวนิดๆ ก็จะทำให้โกรทฮอร์โมนหลั่งออกมามากด้วย เพราะ เมื่อร่างกายเริ่มหิวจะสั่งไปที่สมองให้หลั่งสารให้สมองรู้สึกโล่ง จะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น การที่รู้สึกดีก็จะทำให้จิตใจดีช่วยชะลอความแก่ไปในตัว

"ที่สำคัญการออกกำลังกายจะช่วยได้มากในเรื่องนี้ ยิ่งการซิตอัพจะทำให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนขึ้น เพราะจะทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย ดังนั้น ในแต่ละวันควรซิตอัพอย่างน้อย 30 ครั้ง" นพ.กฤษดา กล่าว และว่า ปัจจุบันคนทำงานนิยมดื่มกาแฟกันมาก ทั้งๆ ที่กาแฟเป็นตัวทำลายความอ่อนเยาว์ แต่จะให้เลิกกาแฟคงยาก ดังนั้น ไม่ควรทานกาแฟเกินวันละ 1 แก้ว หรือควรทานกาแฟเพียงวันละ 2 ช้อนชาก็เพียงพอ ที่สำคัญอย่าลืมว่า กาแฟยิ่งร้อนเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นให้กับคาเฟอีนซึ่งเป็นตัวอนุมูลอิสระที่สำคัญ







 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 30

champ067
KidCowboy067
จันทร์
13/9/2553
เวลา : 09:45
IP:
58.9.173.244

ปลาทู...มหัศจรรย์ประโยชน์

คอลัมน์ วาไรตี้เฮลท์


"ปลาทู"


ปลาทะเลที่ผู้คนคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรด้วยเป็นสัตว์ทะเลที่เป็น

เหมือนเพื่อนสนิทกับสำรับกับข้าวคนไทยมานานเท่านาน

ปลาทูคลุกข้าวเคล้าน้ำปลา น้ำพริกปลาทูอันเลื่องชื่อ
ต้มยำปลาทู เมี่ยงปลาทู ปลาทูต้มกะทิ ฯลฯ
ล้วนแต่เป็นอาหารอร่อยทรงคุณค่า เหมาะกับทุกเพศทุกวัย
ตั้งแต่เด็กไปจนถึงวัยรุ่น วัยทำงาน และคนชรา


นั่นเป็นเพราะคุณสมบัติอันเพียบพร้อมของปลาทูที่เปี่ยมไปด้วย
"วิตามินดี" ที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสเข้าลำไส้
เพื่อนำไปสร้างเสริมและซ่อมแซมกระดูกและฟัน
ทั้งยังช่วยรักษาระบบประสาทและการทำงานของหัวใจให้อยู่ในสภาพที่ดีสม่ำเสมอ
และยังช่วยในเรื่องการแข็งตัวของเลือด
ช่วยควบคุมแคลเซียมไปยังส่วนต่างๆ อย่างเพียงพอ
ทั้งยังมีไอโอดีนส่วนประกอบสำคัญของฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุม

ให้ร่างกายเจริญเติบโตตามปกติ


ปลาทูยังมีกรดอะมิโนโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายสูงกว่าปลาชนิดอื่น
โดยเฉพาะไลซีน ที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ
กระดูก เส้นเอ็น ข้อ และทรีโอนีน ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตในวัยเด็ก

ที่สำคัญปลาเพื่อนรักตัวนี้ยังมี "โอเมก้า
3" ที่ทรงคุณค่ากับร่างกายมากมาย


ศ.น.พ.ปิติ พลังวชิรา ผอ.ศูนย์โรคผิวหนัง
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
(มศว.) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Antiaging Medicine กล่าวว่า
"โอเมก้า 3" เป็นกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัว


ซึ่งจากการวิจัย พบว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย

ที่มีอยู่ในปลานั้นจะมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์สร้างสมดุล
ปรับระดับความข้นของเลือดให้อยู่ในภาวะปกติเป็นการช่วยลดอัตรา
การเกิดโรคหัวใจ และยังช่วยบำรุงตับอ่อนเลี่ยงความเสี่ยงที่จะ
ทำให้เกิดโรคเบาหวานได้

นอกจากนี้มีการพบว่าการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า
3 ช่วยให้ระบบประสาทและสมองดีขึ้น ป้องกันและแก้ไขโรคความจำเสื่อม
หรือโรคที่สมองไม่สั่งงาน ช่วยเสริมสภาวะจิตใจ
สุขภาพสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค
และช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิด


คุณสมบัติอันเต็มเปี่ยมนี้ส่วนใหญ่แล้วจะพบอยู่ใน
"น้ำมันปลา" หรือน้ำมันที่สกัดจากปลาที่อยู่ในเขตหนาว
แซลมอน ปลาแมคเคอเรล หรือ ปลาทะเลน้ำลึก
อย่างปลาโอ ปลาซาบะ ปลาทูน่า รวมไปถึงปลากะพง
และ "ปลาทู" ยอดฮิตของเราด้วย

เนื้อปลาทู 100 กรัม จะมีสารโอเมก้า 3 อยู่ประมาณ
2-3 กรัม ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายที่ต้องการได้รับโอเมก้า
3 ประมาณวันละ 3 กรัมเท่านั้น

"ผู้ที่อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีควรจะหาอาหารที่ประกอบด้วยโอเมก้า
3 และหาน้ำมันปลารับประทานได้ตั้งแต่ในวัยเด็ก
ซึ่งเป็นวัยแห่งการ เจริญเติบโต และที่สำคัญในวัยนี้โอเมก้า
3 จะช่วยบำรุงสมอง จนถึงวัยสูงอายุที่ร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพ
โอเมก้า 3 ก็ช่วยปรับสมดุล ให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้"


หากผู้ที่ต้องการจะเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงโดยอาศัยประโยชน์จาก

ปลาทะเลน้ำลึกแล้วปลาทูถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

นี่คือ มหัศจรรย์ปลาทู เพื่อนสนิทคนไทย !!



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 31

champ067
KidCowboy067
จันทร์
13/9/2553
เวลา : 09:57
IP:
58.9.173.244

ปกติเราควรพักผ่อนเข้านอนเวลา 3 ทุ่ม เนื่องจากร่างกายเราต้องการเวลาในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ขับของเสียตามอวัยวะต่างๆ ย่อยอาหารให้หมด ถ้ากินมื้อหนักตอนกลางคืน แถมนอนดึกอีก รับรองว่าอ้วนพุงพุ้ย แน่นอน ไขมันเผาผลาญไม่หมดมันเลยสะสมอ่ะ



***แต่ถ้านอนดึกเลี่ยงไม่ได้ เพราะขนงานและการบ้านมาทำ หรือติดงานอะไรก็ตามควรปฏิบัติดังนี้
1. งดเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู ไก่ เพราะย่อยยาก ลำไส้ต้องทำงานหนัก
2. หากเราอยากกินเนื้อสัตว์ ก็ควรช่วยลำไส้ด้วยการเคี้ยวให้ละเอียด ยิ่งเคี้ยวละเอียดยิ่งดี จะได้แบ่งเบาภาระลำไส้
3. ดื่มน้ำขิง ผสม น้ำผึ้ง อุ่น ๆ หรือน้ำอุ่นธรรมดา + น้ำผึ้ง หรือถ้าไม่มีอะไรเลย น้ำอุ่นธรรมดาสัก 1 แก้วก็ได้
4. เวลานอน ควรทำให้ช่วงท้อง / ฝ่าเท้าอุ่น โดยการห่มผ้า
5. ที่จริงมื้อดึก ควรเป็นมื้อเบา ๆ อย่างเช่น ผัก ผลไม้ นม ไข่ เนื้อปลา จะดีกว่า
6. ควรเลี่ยงน้ำเย็น น้ำอัดลม เพราะเพิ่มภาระให้ระบบภายในร่างกาย ร่างกายเราต้องความร้อน เพราะช่วยในการย่อยอาหาร หากดื่มแต่น้ำเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมื้ออาหาร จะทำให้ร่างกายเราต้องพยายามปรับอุณหภูมิ ให้อุ่นเหมาะสมก่อน แล้วจึงนำไปใช้ การดื่มน้ำอัดลมก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพิ่มกรดให้ร่างกาย แถมมีน้ำตาลที่สะสมตามร่างกายอีก

***ถ้าอยากกินเนื้อสัตว์ควรกินเวลา 7.00 น - 9.00 น. เนื่องจากกระเพาะเรามีสภาพเป็นกรดสูงมากที่สุด ดังนั้นมื้อเช้าจะจำเป็นมาก ๆ ถ้าอดมื้อเช้าไปนาน ๆ ขั้วกระเพาะเราจะเป็นปุ่มปม และนานเข้า ๆ ก็กลายเป็นมะเร็งในกระเพาะ อย่าลืมดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้วนะ น้ำสะอาดจะช่วยล้างของเสียออกจากร่างกาย อย่าขี้เกียจลุกไปห้องน้ำเด็ดขาด
*** ห้ามอดหลับอดนอนตั้งแต่ตีหนึ่งเด็ดขาด เนื่องจากถุงน้ำดีกำลังย่อยไขมัน ถ้าอดนอนเวลานี้บ่อย ๆ จะเป็นนิ่วในถุงน้ำดี

*** ห้ามกินนมตอนเช้าแทนข้าวเช้า เนื่องจาก ตอนเช้ากระเพาะเป็นกรดสูงมาก นึกสภาพดูหากเราบีบน้ำมะนาวลงในนม จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี กลายเป็นคอลลอยด์ มันไม่ย่อยนะจ๊ะ ถ้าดื่มนมตอนท้องว่างแบบนี้ติดต่อกันเป็นประจำแทนข้าวเช้า ระวังมะเร็งในไขกระดูกนะจ๊ะ แต่ถ้าเป็นช่วงหลังอาหารเช้า หรือตอนบ่ายไปแล้ว หรือตอนเย็นดื่มได้ตามปกติจ้า มื้อเย็นอาจเป็นมื้อง่ายๆ อย่างนม กับไข่ก็ไม่ว่ากัน ถั่วต่าง ๆ รวมทั้งธัญพืชสารพัดอย่าง เช่น ลูกเดือย ข้าวฟ่าง ฯลฯ มีประโยชน์ต่อลำไส้ คือ ช่วยกวาดเชื้อโรค + แบตทีเรียชนิดไม่ดีออกจากลำไส้เรา ควรกินอาทิตย์ละครั้ง อย่างน้อย พืชผักสีเขียว มีคลอโรฟิว ช่วยทำให้เม็ดเลือดลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดี เซลแต่ละเซลล์จะแข็งแรงเมื่อมีออกซิเจนไปหล่อเลี้ยง ก่อนเอาผักมากินเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสารพิษ อย่าลืมแช่น้ำส้มสายชู 45 นาทีนะจ๊ะ
ขอให้ถนอมสุขภาพร่างกายของเราให้ดีกันทุกคนนะจ๊ะ ด้วยความปรารถนาดี ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสร็จจ้า



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 32

champ067
KidCowboy067
จันทร์
13/9/2553
เวลา : 10:04
IP:
58.9.173.244

ในข้าวกล้องมีสารก่อมะเร็งจริง คงจะสังเกตกันว่า ข้าวกล้องที่อยู่ในจานบางเม็ดมีสีน้ำตาลเข้มหรือดำแต้มอยู่มาก หรือเกือบทั้งเม็ด ตรงส่วนนี้แหละนักวิทยาศาสตร์ไทยได้สังเกตเช่นกัน และได้ลองนำไปเพาะเชื้อดู ปรากฏว่าเป็น เชื้อราแอสเปอร์จิรัส ซึ่งเป็นเชื้อราที่สร้าง สารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งตับ (ที่เคยทำให้เราตกใจมาแล้วกับเรื่องถั่วลิสง) อย่างงี้รับประทานข้าวกล้องก็ไม่ดีนะสิ ? รับประทานข้าวกล้องนั้นดีแน่ มีประโยชน์กว่าข้าวขาวหลายเท่า เจ้าเชื้อรานี้ขึ้นเฉพาะในข้าวกล้องไม่ขึ้นในข้าวขาว ก็เพราะข้าวกล้องมีเยื่อบางๆ ที่หุ้มอยู่ซึ่งเยื่อบางๆ นี้แหละที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และเป็นอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ต่อพวกเชื้อรา ซึ่งในข้าวขาวจะถูกขัดสีออกไปหมดแล้ว เชื้อราจึงไม่ขึ้น เห็นความฉลาดของเจ้าเชื้อรามั้ย
แล้วต้องทำอย่างไรจึงจะปลอดภัย ?
1.ให้เลือกซื้อข้าวกล้องที่ขัดสีใหม่ๆ
2.ให้คัดเลือกเม็ดข้าวที่เสีย เม็ดลีบ เม็ดไม่สมบูรณ์
3.อย่าเก็บข้าวกล้องไว้ในที่ชื้น เพราะจะทำให้ราขึ้นง่าย
ข้าวกล้องนั้นมีประโยชน์มากมาย ถ้าเรารู้ข้อดี ข้อเสียของมัน และกำจัดข้อเสียออก เก็บข้อดีไว้ ก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับมะเร็ง

ที่มา: แพทย์หญิง กนกวรรณ พรประสิทธิ์



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 33

champ067
KidCowboy067
จันทร์
13/9/2553
เวลา : 10:06
IP:
58.9.173.244

> อยากให้คุณผู้หญิงได้อ่านกัน
> วิธีป้องกันตัวเองหากคุณโดนไอ้หื่นลากลงข้างทาง
>
> 1 . ศิลปะป้องกันตัวต่างๆ ร้อยละเก้าสิบ ผู้หญิงหมดสิทธิ์ใช้ คับ
> เพราะคนร้ายจะซุ่มรอทีเผลอคับ ที่โดนบ่อยๆคือล็อคแขนไขว้หลัง
> มืออุดปากแล้วกระชากหรือลากเข้าข้างทาง ถ้าเตรียมตัวมาดี
> ก็อาจจะมีอาวุธจี้เพื่อไม่ให้เหยื่อขัดขืน แน่นอนว่าน้อยคนที่เห็นมีด
> ปืนแล้วจะกล้าใช้แท็คติคที่เรียนมา
>
> 2. เมื่อโดนลากเข้าข้างทาง คุณก็จะโดนต่อยท้องเพื่อ
> ให้จุกจนไม่มีแรงดิ้นและตบปากหรือต่อยหน้า
> เพื่อให้กลัวเจ็บหรือกึ่งๆหมดสติ จากนั้นถ้าคนร้ายหื่นแบบ
> ชาญฉลาดก็จะหาของมาอุดปากคุณไว้
> ถ้าโชคร้ายคุณนุ่งกระโปรงมาอาจจะเจอกกน.ตัวเอง ซวยแท้ๆ
>
> 3. เมื่อคนร้ายเห็นคุณไม่มีแรงดิ้น ก็จะทำการถลกส่วนล่างคุณออก
> โดยท่าที่นิยมคือนั่งคร่อมเอว เอาเข่ากดแขนส่วนบนคุณไว้ทำให้
> ไม่มีแรงมากพอจะผลักแถมยังจุกอยู่อีกตะหาก ฮิๆ
>
> 4. จากนั้นเมื่อฐานยิงโล่งโจ้ง คนร้ายก็จะงัดจรวดออกมาเ ตรียมปฏิบัติการ
> จังหวะนี้ ถ้าคุณโชคดียังมีสติอยู่ให้พยายามเซฟแรงไว้ รอข้อต่อไป
>
> 5. เมื่อคนร้ายพยายามสอดใส่ ให้คุณรวบรวพลังที่มี " ขมิบ " ไว้ ครับ
> ตะบองแข็งหรือจะสู้แรงโล่เนื้อ
> คนร้ายก็จะเริ่มเสียสมาธิเพราะจ้องจะลงรูอย่างเดียว
> ให้คุณอาศัยจังหวะนี้ซึ่งคนร้ายมักจะเผลอลืมกดแขน
> คว้าลูกป๋องแป๋งเลยคับ โดนลูกเดียวไม่เป็นไร อย่าตกใจ
> ปล่อยมือเพื่อกำใหม่ให้โดนสองลูก เดี๋ยวจะหมดโอกาส
> จากนั้นบีบให้เต็มที่เลยคับ เอาเล็บจิกด้วยยิ่งดี ร้อยทั้งร้อยไม่มีใคร
> คิดจะฆ่าคุณในตอนนี้หรอกคับ รับรองร้องเสียงหลง ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง
>
> 6. หลังจากนั้น อ๊ะๆ อย่าเพิ่งคิดหนี คับ พิจารณาดูคนร้ายให้ดีก่อน
> รีบประเมินสถานภาพคนร้ายว่า ที่เราทำลงไปหยุดเขาได้ไหม
> ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ตายตอนโดนข่มขืนแต่จะมาตายตอนนี้ละคับ
> เพราะจะหนีอย่างเดียว ตัวเองก็วิ่งไม่ไหว คนร้ายก็ยังลุกขึ้นมาตามทุบหัวเอาได้
> ดังนั้น หากเห็นว่าคนร้ายหมดสภาพแน่ๆและชุมชนอยู่ไม่ไกลจึงค่อยหนี คับ
>
> 7. ทีนี้ถ้าคนร้าย แค่เสียจังหวะคืออาจจะลงไปนอนงอก่องอขิงอยู่
> แป๊บเดียวและมีทีท่ าจะลุกขึ้นมา สิ่งที่คุณต้องทำคือ รีบหาอาวุธให้เร็วที่สุด คับ
> ไม้ ก้อนหิน ปากกา(ใช้เสียบได้) คัตเตอร์ สเปรย์ ปืน ครก
> ที่จะเอาไปจำนำฯลฯ ถ้าไม่มีจริงๆก็ส้นตรีนนี่แหละคับ หวดเข้าไปที่บริเวณต่อไปนี้คับ
>
> - ที่เดิม ( ไอ้นั่นแหละคับ) แต่ส่วนใหญ่จะทำไม่ได้เพราะคนร้ายมักจะกุมไว้
> - หน้าแข้งหรือกลางแสกหน้า คนตัวโตๆตายเพราะส้นตรีนผู้หญิงๆมีเยอะคับ
> ยิ่งใส่ส้นสูงด้วย อู๊ย....
> - กกหู ขมับ ทุบรัวๆเลยคับ(ไม่แนะนำท้ายทอยหรือคาง โดนยาก)
> - ถ้ามีก้อนหินโตๆ ทุบ กลางหน้าแข้ง เลยครับ รับรองเดี้ยง ร้องสามบ้านแปดบ้าน
> - ที่สุดท้าย อาจจะโหดหน่อยแต่ถ้าทำได้ เวิร์คคับ " นิ้วเท้า "
> โดยเฉพาะนิ้วเล็กๆตั้งแต่นิ้วกลางถึงนิ้วก้อยนี่ละคับ หินทุบผัวะเข้าไป
> อย่าใจอ่อนคับ เอาให้เละไปเลย ถ้าทำดีคนร้ายอาจจะเจ็บถึงสลบคับ
>
> ......... จากนั้นรีบจัดเครื่องแต่งกาย คว้าสิ่งของมีค่าพา
> ตัวเองออกไปให้ไวที่สุดคับ กรี๊ดๆกรูรอดแล้ว เจ้าข้าเอ้ย ..............
>
> ส่งต่อให้พี่สาว น้องสาว แฟนสาว หรือเพื่อนสาวของคุณด้วยนะ
>


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 34

champ067
KidCowboy067
จันทร์
13/9/2553
เวลา : 10:16
IP:
58.9.173.244

เรื่อง: เชื้อราในสมอง ภัยใกล้ตัวที่หลายคนยังไม่รู้

ตัวอย่างจริงเกี่ยวกับเชื้อราในสมอง

บิ๊ก ดีทูบี ขณะนี้คงจะไม่มีข่าวอะไรในหน้าหนังสือพิมพ์เมืองไทยดังเท่าข่าวดาราวัยรุ่นนักร้องที่ชื่อบิ๊ก ดีทูบี


ที่กำลังป่วยด้วยโรคเชื้อราในสมองและก็คงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ผมไม่รู้จักนักร้องคนนี้ เพราะความที่ไม่ค่อยสนใจพวกดารานักร้องหรือนักแสดงเมืองไทยที่ต้องมีชื่อเป็นฝรั่งถึงจะดังได้ แต่ผมสนใจข่าวว่าสาเหตุได ทำไม เชื้อรา จึงขึ้นสมองและทำลายสมอง การที่เขาเพียงขับรถตกคูนั้นมันไม่เกี่ยวกันเลยจากการที่ผมรู้จักคนสองคนที่ต้องตายด้วยโรคนี้ ทำให้ผมเชื่อว่าสาเหตุที่เขาขับรถตกคูนั้นอาจจะมาจากสาเหตุที่เขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เพราะสมองถูกเชื้อราทำลายลง


และหมอเมืองไทยไม่ได้มีการตรวจที่ถูกต้องมารู้เอาก็สายไปแล้ว สมองถูกทำลายไปมากเกินแก้ไข ผมมีเรื่องที่พวกเราควรจะสนใจรู้มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเชื้อราในสมอง ที่จะเล่าให้พวกเราฟัง


1. เรื่องแรกนั้น เกิดขึ้นกับคุณประสิทธิ์ มูลเมือง ซึ่งสอบได้ไปเป็นนายช่างการบินไทยประจำสถานี DALLAS หรือ DFWOMTG เมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว คุณประสิทธิ์ ไปอยู่ DALLAS พร้อมครอบครัว โดยมีลูกๆ สามคนเดินทางไป เรียนด้วย คุณประสิทธิ์วางแผนอนาคตของลูกจะต้องอยู่เรียนต่อในอเมริกาหลังจากที่พี่ประสิทธิ์ต้อง


เดินทางกลับเมื่อครบกำหนดสี่ปี ทำให้พี่ประสิทธิ์ต้องพยายามเก็บเงินเอาไว้ให้ลูกๆใช้หลังจากที่แกต้องกลับมา ทำให้ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด จนกระทั่งหกเดือนก่อนครบกำหนดกลับ พี่ประสิทธิ์ไม่สบายจนต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล และได้รับการผ่าตัดสมอง เพราะหมอพบว่ามีเชื้อราในสมอง เมื่อพบเชื้อรา


หมอฝรั่งจึงต้องหาสาเหตุ และพบว่า พี่ประสิทธิ์ชอบทานบะหมี่อบแห้งทานเกือบทุกวัน โดยสั่งมาจากเมืองไทย บะหมี่อบแห้งนั้น ถ้าเก็บไว้นานจนหมดอายุการเก็บ หรืออาจจะอบไม่ดีพอ เพราะของกินประเภทนี้บ้านเรามีมาก และพวกเราไม่ค่อยสนใจ อายุการเก็บ


หรือบางครั้งไม่มีบอกด้วย ทำให้มีเชื้อราเกิดขึ้น


ถ้าเรากินไม่บ่อยนักนานๆครั้ง เชื้อราพวกนี้จะถูกทำลายโดยภูมิคุ้มกันของตัวเรา แต่ถ้าทานมากๆหรือทุกวัน


จะเกิดการสะสมของเชื้อรา และลามขึ้นไปถึงสมองไปทำลายสมองของเรา พี่ประสิทธิ์ยังโชคดีที่ป่วยในอเมริกา หมอฝรั่งทำการผ่าตัดได้ แต่พี่ประสิทธิ์ก็ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ต้องลาออกจากการบินไทย


กลับมาอยู่บ้านที่ ฝั่งโขง หน้าสนามบิน ผมรู้จักพี่ประสิทธิ์ดีเพราะเคยเดินทางไปเป็น OM ชั่วคราวที่ DALLAS ช่วงที่พี่เรายังดีอยู่ถึงสองครั้ง





2. เรื่องที่สอง เพื่อนบ้านผมเป็นพยาบาล อยู่โรงพยาบาลในต่างจังหวัด และสาเหตุที่เป็นพยาบาลเวลาไม่สบายก็เอายาที่โรงพยาบาลมาทาน จนกระทั่งผมได้ข่าวว่าเธอเสียชีวิตลง หมอและเพื่อนๆได้ทำการหาสาเหตุของการเสียชีวิตของเธอและพบว่าสาเหตุของการ


เสียชีวิตนั้นเกิดจากมีเชื้อราในสมอง ทำลายสมองหมด เชื้อรามาจากไหน และก็พบว่าสาเหตุจากเอายาโรงพยาบาลไปทานบ่อยๆเกือบทุกวัน ทำไมยาจากโรงพยาบาลจึงมีเชื้อรา เพื่อนของผมมีร้านขายยา ตามปกติแล้วจะมีพวก SALE มาติดต่อขายยาให้ตามร้านขายยา หรือโรงพยาบาล ถ้าเป็นโรงพยาบาลก็จะมีการให้เปอร์เซนต์หมอหรือเภสัชผู้สั่งซื้อ ถ้าเป็นร้านค้าก็อาจจะกำหนดลงไปว่าถ้าซื้อจำนวนเท่าไรแล้วจะได้ของแถมหรือถ้ามาก ๆก็จะได้ไปเที่ยวเมืองนอก เพื่อนผมเขาเป็นลูกคนจีนร้านขายยาจึงได้ไปเที่ยวเมืองนอกประจำ โดยยาพวกนี้ เช่นสั่งยาสองแสนบาทก็จะได้ยาราคาเม็ดละประมาณไม่กี่สตางค็มาหลายแสนเม็ด ยาพวกนี้เอามาขายเม็ดละหลายบาท และเพราะสั่งยามาจำนวนมากจึงขายไม่หมด จนหมดอายุก็จะส่งคืนบริษัทยา ได้เงินคืน


เหมือนกันยาตามโรงพยาบาลสั่งมามากเมื่อหมดอายุจะคืนก็กลัวโดนสอบที่สั่งซื้อมามากก็พยายามใช้ให้หมด


หรือบางครั้งยาที่ซื้อมาเป็นยาใกล้หมดอายุหรือหมดอายุแล้วที่คืนมาจากร้านขายยาและนำมาขายต่อราคาถูกให้เปอร์เซนต์โรงพยาบาล ยาพวกนี้หมดอายุจึงมีเชื้อรา กินไปมากๆก็เกิดการสะสมในร่างกายได้เป็น


อันตราย


3. เรื่องที่สาม ผมไม่ทานขนมเปี๊ยะมานานแล้วทั้งๆที่สมัยเป็นเด็กชอบทานมาก ขนมเปี๊ยะเป็นขนมที่ส่วนมากแล้วคนจีนจะทำออกมาขายโดยทำจากแป้งและใส้หวานๆพวกฝักบดเชื่อมหรือในปัจจุบันนี้มีการใส่ไส้ไข่แดง


หรือไข่เข็มใส่กล่องแดงๆน่ากินวางขายตามร้านทั่วไป


หรือตาม ซุปเปอร์ ต่างๆ ขนมพวกนี้มีอายุการเก็บ


โดยที่ส่วนมากแล้วทางโรงงานทำขนมซึ่งเป็นโรงงานแบบครอบครัวเล็กๆจะเอาไปฝากวางขายโดยแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ร้าน หรือ เอาไปส่งให้ร้านขายของพวกขนมไปวางขาย โดยทางโรงงานทำจะเอาขนมมาเปลี่ยนและเก็บขนมที่ขายไม่ได้นานๆกลับไป โดยมากแล้วทางโรงงานจะเลือกเอาขนมที่มองแล้วว่ามีราขึ้นแล้วกลับไป


ข้างบ้านผมมีโรงงานทำขนมเปี๊ยะ ที่ผมเห็นประจำคือ


เจ้าของโรงงานทีเป็นคนจีนจะเอาขนมที่เก็บมาจากร้านค้ามาขูดเอาหน้าที่มีเชื้อราออกแล้วส่วนทีเหลือ เอาแป้งไปบดใหม่ใส่ปนไปกลับของใหม่ ไส้หวานๆก็เอารวมไปกับของใหม่ไม่ทิ้งไป แล้วทำเป็นขนมใหม่ส่งไปขายต่อไป


พวกเรานั้นถ้าซื้อเอากินมากๆก็อาจจะเป็นอันตรายได้เพราะเชื้อรานั้นติดมากลับขนมด้วยที่ผมเขียนมานี้คือสิ่งที่ผมเห็นมาว่าการเกิดเชื้อราที่สมองนั้นเกิดจากการ


กินอาหารที่มีเชื้อราเข้าไปมากและบ่อยๆจนเกิดการสะสมของเชื้อราขึ้นทำลายประสาทสมอง ายนักร้องคนนี้อาจจะมีโรคประจำที่ต้องทานยาประจำหรือการที่เป็นนักร้องมีชื่อเสียงต้องไปร้องเพลิงที่ต่างๆไม่มีเวลาจนต้องทานอาหารประเภทนี้บ่อยๆ แต่อย่างไรก็แล้วแต่การมีเชื้อราในสมองนั้นไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีทันได แต่เกิดจากการสะสมของเชื้อรา พวกเรานั้นทำงานกันตามสถานีต่างๆผมเชื่อได้เลยว่าเกือบทุกคนมีบะหมี่อบแห้งอยู่ประจำบ้านและทานประจำโดยเฉพาะตอนแม่บ้านไม่อยู่เพราะสะดวก และมีรสชาติที่ดีด้วย ผมก็ทานแต่นานๆครั้ง ก่อนจะทานก็นึกถึง พี่ประสิทธิ์ไว้ด้วยก็แล้วกัน
โดย : คนการบินไทย

ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซด์ http://www.cityvariety.com/topic-21.html



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 35

champ067
KidCowboy067
จันทร์
13/9/2553
เวลา : 10:25
IP:
58.9.173.244

คนขับรถ หรือ นั่งรถไปด้วยกัน
..ห่วงเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จริง ๆ...เตือน หมากฝรั่ง และ ไข่ไก่


ผมเจอกับตัวเองเมื่อวันที่ 26ก.ค วันอาสาฬหบูชา นี้เองที่สะพานพระราม 5 ฝั่งบางกรวย จอดที่หน้าร้านก๊วยเตี๋ยวเรือใกล้กับ ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ concept มันใช้หมากฝรั่งชนิดเหนียว ทิ้งไว้ที่กระจกกับที่ปัดน้ำฝนพอโดนความร้อนจะละลายติดกระจก ก่อนออกรถไม่ได้สังเกต ผมขับออกไปเลยไฟแดงไปแล้วจอดทำความสะอาดริมถนนครู่เดียวมันมาสองคันเลย มีทั้งรถเก๋งและรถกระบะ มาสังเกตการณ์ หาโอกาสลงมือแต่บริเวณนั้นรถมากไม่สะดวก ประกอบกับผมเห็นผิดปกติ จึงหยุดทำความสะอาด และรีบขับออกจากบริเวณนั้นไป มันยังขับตามอีก ผมวนดูพฤติกรรมของแก๊งนี้ พวกมันจะวางหมากฝรั่งและคอยเก็บเหยื่อวนอยู่บริเวณนั้นอยู่หลายเที่ยว เตือนเพื่อนๆ ให้ระวัง ถ้าเห็นมีหมากฝรั่งทิ้งไว้ที่หน้ากระจกอย่าทำความสะอาดในที่ปลอดคน อาจจะโดนมิจฉาชีพพวกนี้ลงมือได้



สำหรับคนขับรถ และคนที่ไม่ขับเองก็เก็บไว้เตือนคนขับจ้า....
เพื่อทราบและโปรดระมัดระวัง..........



ถ้าคุณขับรถกลางคืน แล้วโดนปาหน้ารถด้วย "ไข่" (ไข่จริงๆ ไม่ได้มุข) อย่า........ฉีดน้ำ และปัดกระจกเป็นอันขาด !! เพราะเมื่อไข่ผสมกับน้ำแล้วกลายเป็นคราบเหนียว บดบังทัศนวิสัยของคุณได้ถึง 92.5%
นั่นหมายถึง คุณจะถูกบีบบังคับให้ต้องจอดรถข้างทาง (เมื่อมองไม่เห็น ก็ต้องหยุดรถก่อน) ดีไม่ดีคุณก็จะลงไปเช็ดกระจกอีกต่างหาก ซึ่งจังหวะนั้นเองที่ คุณจะกลายเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพทันที
นี่เป็นยุทธวิธีใหม่ของโจรบนท้องถนน

โปรดส่งเตือนญาติมิตรเพื่อนฝูงของคุณด้วย





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 36

champ067
KidCowboy067
จันทร์
13/9/2553
เวลา : 11:14
IP:
58.9.173.244

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ
( สปสช.)
เปิดให้บริการ
“ การรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง โดยการล้างไตทางช่องท้อง ”
โดยไม่คิดมูลค่า
สนใจติดต่อ...ขอรับแบบฟอร์มใบสมัครได้ที่
งานการพยาบาลผู้ป่วยโรคไต และไตเทียม ชั้น 1 อาคารกิตติวัฒนา
โทรศัพท์ 0-2926-9058-9 หรือ ดาวน์โหลดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี้
http://www.hospital.tu.ac.th/

แบบฟอร์มใบสมัคร
ใบรับรองแพทย์
ใบแสดงความยินยอม
แบบประเมินผู้ป่วยก่อนการักษาด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้อง


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 37

champ067
KidCowboy067
จันทร์
13/9/2553
เวลา : 11:36
IP:
58.9.173.244

10 พฤติกรรมที่ทำให้สมองฝ่อเร็ว‏

1. ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
แต่นี่จะเป็นสาเหตุใหสารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม


2. กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น


3. การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคสมองฝ่อและโรคอัลไซเมอร์


4. ทานของหวานมากเกินไป จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง


5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง


6. การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน การอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้


7. นอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง


8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว


9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ


10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 38

champ067
KidCowboy067
จันทร์
13/9/2553
เวลา : 11:51
IP:
58.9.173.244

สรรพคุณของพืขผักแต่ละชนิดว่ามีคุณประโยชน์ต่อการรักษาได้อย่างไรไว้ในหนังสือชื่อ
“ ยามหัศจรรย์สําหรับคุณ “ เช่น

1. ปวดหัว กินปลามากๆ ทั้งปลาทะเล ปลาน้ําจืด
น้ำมันจากปลามีสรรพคุณป้องกันการปวดหัว กินพร้อม ๆ กับขิง
จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวลง

2. แพ้ละออง เป็นแพ้ทั้งฝุ่นและเกสรดอกไม้ ให้กินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว

3. โรคหัวใจ ดื่มชาเขียว เป็นประจํา
สารในชาเขียวช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปจับตัวตามผนังหลอดเลือด

4. โรคนอนไม่หลับ ดื่มน้ําผึ้ง เป็นประจํา
สารในน้ําผึ้งมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาททําให้นอนหลับฝันดี

5. โรคหืดหอบ กินหอม ต้นหอม หรือ หัวหอม ก็ได้มีตัวยาทําให้หลอดลมปลอดโปร่ง

6. โรคไขข้ออักเสบ กินปลาเท่านั้น แก้ไขเป็นปกติได้ ได้แก้
ปลาแซลมอน ปลาทูน่า (ปลาโอ) ปลาแมคเคอเรล ปลาซาดีนส์ ( ปลากระป่อง )
น้ำมันปลาทําให้โรคไขข้ออักเสบบรรเทาลง

7. ท้องผูก ท้องอืด ให้กินกล้วย หรือ ขิง กล้วยทําให้ไม่ท้องผูก
และขิงทําให้อาการคลื่นไส้ในตอนเช้าหายไป

8. ติดเชื้อในถุงกระเพาะปัสสาวะ ให กินน้ําคั้นจากลูกแคนเบอรี
(ไม้เมืองหนาว) กรดเข็มข้นในลูกไม้ฆ่าแบคทีเรียได้

9.. โรคหงุดหงิด ฟุ้งซ่านโดยเฉพาะเกิดในผู้หญิงสูงอายุด้วย
ให้กินข้าวโพดช่วยบรรเทาอาการเครียด วิตกกังวล และความคิดสับสนได้

10. โรคกระดูกพรุน ทั้งกระดูกเปราะและแตกง่าย แก้ไขได้โดยให้กินสับปะรด
ซึ่งมีสารแมงกานีสอยู่มาก ช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้

11. ความจําเสื่อม แก้ไขโดย กินหอยนางรม หอยแครงหรือหอยอื่น ๆ
ซึ่งในเนื่อหอยมีสารสังกะสีช่วยบํารุงสมองได้ดี

12. เป็นหวัด กินกระเทียม ทําให้จมูกโปร่ง สมองโล่ง
กระเทียมช่วยลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย

13. ไอ จาม กินพริกแดง สารที่นํามาทํายาแก้ไอนั้นสกัดมาจากพริกแดง

14. มะเร็งเต้านม กินข้าวสาลี รําข้าว และกะหล่ําปลีจะช่วยป้องกันได้ดี
โดยเฉพาะรําขาวกะหล่ําปลี ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนได้ในปริมาณที่เหมาะสม
ข้อสําคัญอย่ากินไก่มาก เพราะใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในการเร่งการเจริญเติบโต

15. มะเร็งปอด กินส้ม และ ผักใบเขียว มีวิตามินเอ
อยู่มากจะช่วยป้องกันการก่อพิษของสารเบต้าแคโรทีน

16 แผลในกระเพาะอาหาร กินกะหล่ําปลี
ซึ่งมีสารเคมีช่วยทําให้แผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร และลําไส้เล็กหายขาดได้

17. โรคท้องร้วง กินแอปเปิ้ลสดทั้งเปลือก
ช่วยให้อาการปั้นป่วนในท้องเมื่อเชื้อโรคบิดเล่นงานทุเลาลง

18. เส้นเลือดตีบ กินผลอโวคาโด แก้ได้เพราะไขมันดี “โมโรอันแซตเทอเรต“
ที่มีอยู่ในผลไม้ชนิดนี้ทําลายไขมันเลว “ คลอเลสเตอรอล “ ได้

19. ความดันโลหิตสูง กินผลโอลีฟ และผักขึ้นฉ่ายพืชทั้งสองชนิดนี้มีสารเคมี
ทําให้ระดับความดันเลือดลดลง

20. น้ําตาลในเลือดไม่สมดุล กินผักบร็อกโรลี่ และถั่วลิสง
ซึ่งมีอินซูลินทําใหน้ําตาลในเลือดสมดุลได้

พืชผักที่กินเป็นอาหารประจําวันนั้นนอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังมีสรรพคุณช่วยสร้างความสมดุลภายในร่างกาย
ช่วยป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บชนิดต่างๆได้ถ้าได้เรียนรู้ที่จะรู้จักเลือกกินให้เหมาะกับตนเอง


คุณประโยชน์ของพืชสมุนไพร
โดยเฉพาะพืชสมุนไพรไทยนั้นนับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยเป็นภูมิปัญญา
ชาวบ้านในท้องถิ่นอันควรปกป้องหวงแหนและอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกแก้ลูกหลาน
ไทยขอให้ช่วยกันป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนต่างชาติที่จ่องฉกฉวยผลประโยชน์จาก
ทรัพยากรธรรมชาติของ เราไปเป็นของตนทุกวิถีทาง
ดังนั้นอนุชนรุ่นหลังจึงควรที่จะได้นํามาศึกษา ค้นคว้า
และคิดค้นตามแนวทางที่บรรพบุรุษของเราท่านได้วางพื้นฐานไว้ให้เพื่อนํามาใช้
ให้เป้นประโยชน์ในด้านโภชนาการของคนไทยต่อไป.

อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ
ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ
อาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์
หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด
เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้

2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์
หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท่อ

3. มะเร็งรังไข่ อาการ
ประจําเดือนมาไมสม่ําเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์
มีปํญหาเกี่ยวกับลําไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ําหนักลดและมีอาการ ปวดหลัง

4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย)
อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซึดเซียวปกติมักเกิดอาการฟอกช้ำดำเขียว
หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหารปวดตามข้อต่าง ๆ
ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลําดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง

5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ
มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ําลายน้ําหนักลดอย่างฮวบฮาบ
เจ็บหน้าอกและหายใจลําบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร
น้ําหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ

8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ
และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า
และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ
การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทํางานเช่นมีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว
ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย

9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก
หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม้ได้รับการรักษาหรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับ
ของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจําหรือเป็นเวลานาน

10. มะเร็งในลําคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที
มีก้อนบวมในทันทีทําให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลําบากหรือมีการขยายตัวของต่อมใน
ลําคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้

11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร
อาการน้ําหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย
บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ
แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คํา

12. มะเร็งทรวงอก
อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือ
ผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลําบริเวณใต้รักแร้
บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง
9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอก
โดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอรโมนทําใหเกิดเปนถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่าซีสต์
ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่

13. มะเร็งลําไส้ อาการ
น้ําหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติมีเลือดออกปนมากับอุจจาระ
****ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้
กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคือ
อาการของริดสีดวงทว่านเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ
อาการของโรคมะเร็งในลําไส้

14. มะเร็งตอมน้ําเหลือง
อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้
เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย

15. มะเร็งผิวหนัง
อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม้ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการ
เปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด
นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา
(Melanoma)คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น
กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ด
ทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อนคุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 39

champ067
KidCowboy067
จันทร์
13/9/2553
เวลา : 12:32
IP:
58.9.173.244

หัว จด เท้า รัก ษา เอง ได้ ก่อน ไป หา หมอ
๑. ไขมันในเลือดสูง แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัว ตับพังก็หากระเทียมสดมากินสักวันละ ๑๐ กลีบกับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว
๒. ปวดหัว ให้หาผักคะน้าหรือปวยเล้ง ( แมกนีเซียม) กินวันละ ๕ ขีดและกินปลาทูอีกวันละ ๒ ตัว (น้ำมันปลาลดการอักเสบได้) หรือจะชงโกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้ค่ะ
๓. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย ให้หมั่นแปรงลิ้นและกินกระเทียม , หอม , พริกให้มากเข้าไว้
๔. ภูมิแพ้ แค่กินฝรั่งวันละ ๕ ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ ๑ กำมือ (สังกะสี)
๕. แพ้ฝุ่นละออง ไรฝุ่น หาโยเกิร์ตแบบรสธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวานจัดมากิน
๖. โรคหืดหอบ ไอเรื้อรัง กินต้มยำไก่ , กินหัวหอมใหญ่ , หอมแดง , ต้นหอมและเอาหอมซุกไว้ใต้หมอน
๗. นอนไม่หลับ ตักน้ำผึ้งกินก่อนนอนสักวันละ ๒ ช้อนโต๊ะ ถ้าหาน้ำผึ้งไม่ได้ใช้น้ำตาลทราย ๒ ช้อนโต๊ะแทน ถ้าอยากให้หลับสบายเพิ่มเติมขี้เหล็กและมะรุมเข้าไปหน่อย
๘. ไขข้ออักเสบ หาปลาเนื้อมันกินวันละ ๒ ขีด เช่นปลาทู , ปลาสวาย , ปลาแซลม่อน , ปลาซาร์ดีน , ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลากระป๋อง
๙. กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย ให้กินน้ำกระเจี๊ยบไม่หวานจัดวันละ ๓ มื้อ หรือน้ำแครนเบอรี่ของฝรั่งในปริมาณเท่ากัน ( เปรี้ยวจัดมาก)
๑๐. ท้องอืด แก๊สมาก ให้กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่อย ๆ
๑๑. ท้องผูก ชงน้ำผึ้งดื่มวันละ ๓ ช้อนโต๊ะและให้กินน้ำมะขามต้มติดเนื้อมาก เช้า เย็น
๑๒. โรคกระเพาะอาหาร หากล้วยหักมุกปิ้งกิน , กินกล้วยหรือกินผักกระ หล่ำปลีให้มาก
๑๓. เวียนหัว คลื่นไส้ง่าย ให้หาอาหารทำจากขิงรับประทาน เช่น ปลาผัดขิง ไก่ผัดขิง , น้ำขิง , ชาขิงหรือเต้าฮวย
๑๔. วัยทอง วูบวาบ อารมณ์ปรวน ให้กินปลาทูน่าให้มากและกินเต้าหู้เหลืองวันละ ๑ แผ่น ถ้ากินเต้าหู้แล้วเบื่อให้สลับกับถั่วลิสงวันละ ๑ กำมือก็ได้
๑๕. หงุดหงิดง่าย ให้กินอาหารร่าเริง คือ ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพด กลอย กล้วยหอมและปลาทูน่า
๑๖. กระดูกพรุน ให้กินงาดำวันละ ๔ ช้อนโต๊ะ (ได้แคลเซียมเท่ากับเม็ดใหญ่) มะม่วงจิ้มกะปิและสับปะรดซึ่งมีธาตุสมานกระดูดอยู่มาก ( แมงกานีส)
๑๗. ความจำไม่ดี ให้กินปลาทูวันละ ๒ ขีด หอยแครงและหอยนางรมซึ่งมีธาตุสังกะสีช่วยสมองได้
๑๘. มะเร็งเต้านม ให้กินบร็อคโคลีหรือคะน้าวันละ ๕ ขีด
๑๙. มะเร็งปอดทางเดินหายใจ ให้กินเสาวรส ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะขามป้อม มะละกอ มะม่วง ให้มาก เพราะวิตามินซีช่วยสมานหลอดเลือดในปอดได้ดี แต่ต้องระวังวิตามินเอโดยเฉพาะผู่ที่ยังสูบบุหรี่อยู่
๒๐. ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน กินแอปเปิ้ลเขียววันละ ๑-๒ ผล หรือน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นทั้งกาก จะเป็นการล้างพิษในตัวด้วย
๒๑. เจ็บอก โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ กินปลาทะเล น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน ผลอโวคาโดเพราะเหล่านี้มีไขมันดีไปช่วยขับตะกรันน้ำมันเก่าออก ถ้าชอบดื่มชาให้หาชาเขียวสดมาชงดื่มเองวันละถ้วย
๒๒. ความดันสูง ต้องตัดบุหรี่และอาหารเค็ม ลองหาข้าวโอ๊ตไม่ขัดสีมากินและผักขึ้นฉ่ายสดหรือปั่นก็ได้ จะช่วยคุมความดันให้ดีขึ้น
๒๓. เบาหวนถามหา ให้เลี่ยงแป้งกับน้ำตาลและกินผักเขียวจัดอย่างคะน้า บร็อคโคลี ผักโขมให้มาก ถ้าอยากหวานให้กินส้มโอและฝรั่งเพราะมีน้ำตาลอยู่น้อยมาก

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 40

champ067
KidCowboy067
จันทร์
13/9/2553
เวลา : 13:15
IP:
58.9.173.244

สรุป การบรรยายของอาจารย์ไกร มาศพิมล (นักโภชนาการบำบัด)
ใน หัวข้อ “ผู้เฒ่า...ลืมเล่าขาน”

หลัก 3 อ.

1. อารมณ์ต้องดี

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

3. อาหาร


การ ออกกำลังกาย
ควรออกกำลังกายทุกวัน ออกกำลังกายอย่างง่าย ๆ เช่น

1. การขยับนิ้วมือ เป็นการช่วยเรื่องน้ำในข้อ ผลที่ได้กระดูกจะไม่ผุ

2. งอนิ้วมือ ช่วยในเรื่องของอาการนิ้วล็อค

3. กำมือและแบมือสลับข้างกันไปมา ช่วยในเรื่องของโรคหัวใจ และลด Cholesterol

4. นั่งบนเก้าอี้ กำมือ และขยับเท้ายกขึ้นทำท่าวิ่งบนอากาศ

5. นั่งบนเก้าอี้ กำมือ ทุบขาด้านนอก และด้านใน ทุบแขน สลับกันไป

6. การนั่งตรง ๆ นั่งแค่ครึ่งเก้าอี้ ประมาณ 10 นาที ช่วยป้องกันในเรื่องของริดสีดวงทวาร

7. กำมือขวาหมุนเป็นวงกลมออกนอกตัว และกำมือซ้ายหมุนเป็นวงกลมเข้าหาตัว เป็นการบริหารสมองทั้ง 2 ซีก

8. มือ ประสานกันสองของ ยืดตรงไปข้างหน้า เท้าห่างกันประมาณช่วงไหล มองตรง แล้วหมุนเอวไปรอบ ๆ ทั้งด้านซ้าย และขวา ครั้งละ 5 รอบ ทำตอนเช้า จะช่วยลดส่วนเกินตรงหน้าท้อง


อาหาร
ควรหลีกเลี่ยงอาหาร ทุกอย่างที่มีส่วนผสมของสารเคมี
การ สระผม
ไม่ ควรใช้แชมพู เนื่องจากมีส่วนผสมของโซดาไฟ ควรสระผมด้วยสบู่เด็ก ควรสระผมช่วงเช้า ไม่ควรสระผมตอนเย็น เพราะผมจะไม่สามารถแห้งได้ทัน เวลานอนจะเกิดเชื้อรากลางคืน เป็นเหตุของอาการคันศีรษะ
น้ำมัน พืช
ควร หยุดกินน้ำมันพืช เนื่องจากมีส่วนผสมของสารเคมีที่ช่วยป้องกันการบูด กันหืน แต่งสี เพราะเมื่อน้ำมันพืชเมื่ออยู่ในอุณหภูมิ 60 องศา จะเปลี่ยนสภาพเป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ควรบริโภคมะพร้าว น้ำมันหมู น้ำมันไก่
ตับจะทำหน้าที่ผลิต Cholesterol โดยที่ Cholesterol LDL จะช่วยป้องกันผิวหนัง และผลิต Cholesterol HDL เพื่อดักจับ LDL ไปทิ้ง
การ ทำน้ำมันหมู
นำ น้ำมันหมูเปลว 1 ก.ก. กับเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ เจียวบนกระทะ จะทำให้ไม่ติดกระทะ ไม่กระเด็น ได้น้ำมันเกือบ 2 ลิตร กากหมูจะกรอบมาก เนื่องจากเกลือจะเป็นตัวช่วยดึงน้ำมันออกมาจนหมด
น้ำมัน มะพร้าว นำกะทิใส่ถุงแช่ตู้เย็น 3 ช.ม. เพื่อให้เนื้อกับน้ำแยกตัวกัน นำเนื้อมะพร้าวส่วนบนไปเคี่ยวจนเป็นน้ำมัน เก็บไว้ใช้ได้ไม่เกิน 3 เดือน
เกลือ
การ บริโภคเกลือ ไม่ได้ทำให้ไตวาย แต่เนื่องจากในอุตสาหกรรมการผลิตเกลือที่ขาวละเอียดมีการเติมโพลิเมอร์ โดยหยดลงบนเกลือ ทำให้โครงสร้างจากเดิมโซเดียมคลอไรด์เปลี่ยนเป็นโซเดียมซัลเฟต ซึ่งมีผลต่อไต เพราะไม่สามารถขับออกได้ ซึ่งเกลือชนิดนี้จะโรยบนอาหารแล้วยังคงทำให้อาหารกรอบ แต่ถ้าเป็นเกลือที่เป็นโซเดียมคลอไรด์นั้น จะมีคุณสมบัติดูดความชื้นทำให้อาหารไม่คงความกรอบ
กะทิ
กะทิไม่มี Cholesterol เนื่องจาก Cholesterol จะเกิดจากการผลิตขึ้นเองโดยร่างกายมนุษย์ ซึ่งตับจะเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดังกล่าว สามารถใช้กะทิแทนน้ำมันมะพร้าวได้ กะทิให้แคลเซียมดีกว่านม ลดความอ้วน ป้องกันเบาหวาน โดยให้ดื่มทุกเช้าวันละ 1 กล่อง (สามารถช่วยแก้เจ็บคอได้ด้วย)
ทั้งกะทิชาวเกาะ และอร่อยดี ไม่มีการเติมสารเคมี เนื่องจากส่วนใหญ่ส่งออกต่างประเทศ
น้ำมัน มะพร้าว
ช่วยลดความอ้วน โดยกินก่อนอาหาร 4 ช้อนกาแฟ
ใช้เป็น Hair Serum
ใช้ล้างเครื่องสำอาง
ใช้เป็นเดย์ครีม ไนท์ครีมได้
มี SPF 90 (Sun block)
Oil Pulling
ใช้น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันทานตะวัน ที่ผ่านกรรมวิธีแบบหีบเย็น ปริมาณ 2 ช้อน อมไว้ประมาณ 15 นาที แล้วบ้วนทิ้ง จะช่วยนำเชื้อโรคออกจากช่องปาก เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสที่อยู่ในช่องปากจะมีไขมันเกาะอยู่ ช่วยลดอาการทางช่องปากได้
น้ำ เปล่า อุณหภูมิห้อง
ควร ดื่มครั้งละไม่เกิน 150 ซีซี เนื่องจากกระเพาะจุได้ 400 ซีซี เวลาดื่มน้ำให้ค่อย ๆ จิบ อย่าดื่มรวดเดียว และให้ดื่มให้ได้วันละ 14 ครั้งเป็นอย่างน้อย การดื่มน้ำเย็นครั้งละมาก ๆ จะมีผลให้น้ำซึมเข้าสู่สมอง ซึ่งเป็นเหตุของการเกิดภาวะสมองบวมน้ำ
น้ำ ตาลปื๊บ
น้ำตาล ปี๊บกับน้ำตาลปึกเป็นชนิดเดียวกัน ถ้านำไปเคี่ยวจะกลายเป็นน้ำผึ้ง (น้ำผึ้งเทียม) น้ำตาลปี๊บแท้ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล เมื่อดมกลิ่น จะได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว
น้ำตาล ทราย/น้ำตาลกรวด
เมื่อ ทานแล้วจะไม่เปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่จะสะสมที่ตับเป็นไขมัน ก่อให้เกิดไตรกลีเซอร์ไรด์ สำหรับน้ำตาลที่ฟอกขาวจะใช้สารคลอลีน ซึ่งมีสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ท็อฟฟี่ จึงมีน้ำตาลสูง ไม่ควรบริโภค
กาแฟ
การ ดื่มกาแฟ จะมีผลไปยับยั้งไม่ให้แคลเซียมไปเกาะกระดูก จึงมีโอกาสเป็นโรคกระดูกผุ มะเร็ง แต่กลิ่นของกาแฟจะสามารถช่วยบำบัดโรคได้ ดังนั้นจึงควรสูดกลิ่นกาแฟ แต่ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะคาเฟอีน เป็นตัวกระตุ้นเซลมะเร็ง หากชงกาแฟควรใช้น้ำตาลปี๊บ
ไมโครเวฟ
การใช้ไมโครเวฟ ระวังมะเร็ง เนื่องจากมีการกระจายคลื่นเข้าสู่เซลมีผลทำให้ตายได้
ขนม หวานจากกะทิ
ส่วน ผสม กะทิ 4 กล่อง โดยกะทิ 1 กล่องจะใช้เกลือป่น 1 ช้อนกาแฟ (ต้องโยนลงในกะทิที่ตั้งไฟ เพราะช่วยลดการเกิดฟอง) และใช้น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะต่อกะทิ 1 กล่อง เคี่ยวกะทิให้เดือด แล้วใส่
-กล้วย ต้องเป็นกล้วยสุก (ใช้ได้ทั้งกล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่) แล้วยกขึ้นทันที เนื่องจากถ้าต้มต่อไปจะทำให้กล้วยมีรสเปรี้ยว
-มันเทศ เผือก ฟักทอง ให้แช่น้ำปูนใส 2 นาที แล้วนำไปต้ม 5 นาที จากนั้นค่อยนำไปใส่กะทิเดือดอยู่คนให้ทั่วแล้วยกลง
กล้วย ไข่
กล้วยไข่ 1 ผล มีสารป้องกันมะเร็งมากกว่า Apple
กล้วย น้ำว้า
ถ้าห่าม ๆ แก้ท้องเสีย กินลดอาการของแผลสด
ผลสุก 2 ลูก และน้ำอุ่น 1 แก้วก่อนนอน ช่วยลดอาการท้องผูก (ใช้เป็นยาระบาย)
ที่สำคัญ เด็กอายุเกิน 6 เดือนถึงจะกินกล้วยน้ำว้าได้
กล้วยน้ำว้าทั้งหวี หากต้องการเก็บไว้ได้นาน 3 เดือน ให้จุ่มลงในน้ำเดือด 10 วินาที แล้วนำมาผึ่ง
น้ำ มะพร้าวอ่อน
ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนวันละ 1 ลูก ช่วยฟอกเลือด และบำรุงไต ส่วนเนื้อมะพร้าวช่วยบำรุงตับ
กล้วย หอม
มีโปแทสเซียม ป้องกันโรคพากินสัน และอัลไซเมอร์ สำหรับผู้สูงอายุให้ทานสัปดาห์ละ 3 ผล เพื่อปรับสมดุลของฮอร์โมน
สับปะรด
มีสารบอบิเรน ป้องกันมะเร็ง มีมากที่แกนสับปะรด โดยให้ดูดแต่น้ำ แล้วคายกากทิ้ง
ตะไคร้ แกง
นำมาหั่นแล้วต้มเป็นน้ำ ตะไคร้ ดื่มเพื่อช่วยลดเบาหวาน
การ ทำบุหงารำไป
พริกไทดำ 1 ส่วน กานพลู 1 ส่วน โป้ยกั๊ก 1 ส่วน (แก้หวัด 2009) ดอกจันทร์ กลีบใหญ่เอามาเด็ดกลีบ 1 ส่วน นำมาคลุกรวมกัน
แต่ ถ้านำมาเติมพิมเสน 1 ส่วน การบูร 1 ส่วน (ครึ่งกระป๋อง) เมนทอล 1 ส่วน คลุกรวมกัน ทิ้งไว้ 1 วัน เทใส่ตะแกง นำเอาส่วนที่แห้ง ๆ มาใส่ขวดเล็ก ๆ ไว้ดมกลิ่น ถ้าไม่หอมให้นำไปตากแดด เก็บไว้ใช้ได้นาน 4 ปี แต่ถ้านำน้ำที่แยกออกมาและเติมสมุนไพรอีก 12 ชนิด หมักไว้ 1 เดือน ก็จะคล้าย ๆ น้ำมันที่มีกลิ่นเหมือนพิมเสนเอาไว้ดม และทา
ไข่
ไข่ ต้ม ไข่เค็ม ไข่พะโล้ โดยเฉพาะไข่แดง หากกินวันละ 2 ฟอง จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด (ลดเบาหวาน) เนื่องจากไข่แดงมีซิลิเนียม งานวิจัยของฮาวาดร์ พบว่าหากบริโภคไข่วันละ 3 ฟอง (อายุต่ำกว่า 45 ปี) บริโภควันละ 2 ฟอง (อายุ 45 ปี – 50 ปี) และบริโภควันละ 1 ฟอง (อายุเกิน 50 ปี) จะไม่เป็นเบาหวาน
ไข่ต้ม 1 ฟอง มีสรรพคุณสูงกว่านม 5 กล่อง
นม
ไม่ควรดื่มนมข้ามสาย พันธุ์ ดังนั้น ไม่ควรดื่มนมวัว นมแพะ
ทุเรียน
กินแล้วไม่อ้วน แต่ช่วยลดความอ้วน และ Cholesterol
ข้าว เหนียว
กินแล้วไม่อ้วน ถ้าไม่มีน้ำตาลทราย
กวาว เครือขาว

สำหรับสุภาพสตรี ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม บริโภคทุกวันวันละ 1 เม็ด จะไม่เป็นวัยทอง





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 41

champ067
KidCowboy067
จันทร์
13/9/2553
เวลา : 13:28
IP:
58.9.173.244

อาจารย์ท่านแนะนำเคล็ดลับไว้ 12 ข้อดังต่อไปนี้...
1. หวีผมบ่อยๆ:
หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย
แปรงเบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)

2. ถูใบหน้าบ่อยๆ:
ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2
ข้างถูหน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง

3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ:
ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง
หรือจ้องอะไรนานๆโดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง

4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ:
การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม)
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย(ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว

5. ขบฟันบ่อยๆ:
ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง
และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย

6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ:
การใช้ปลายลิ้นกระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม
เพื่อเชื่อมพลังลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย

7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ:
การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร

8.. หมั่นขับของเสีย:
หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง
เพื่อป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น
การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึม
สารพิษ (กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย

9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ:
ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

10. ขมิบก้นบ่อยๆ:
การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก

11. เคลื่อนไหวทุกข้อ:
การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย
ควรเคลื่อนไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท้เก้ก โยคะ ฯลฯ

12. ถูผิวหนังบ่อยๆ:
ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ
มีส่วนช่วยให้เลือดและพลังไหล เวียนดี

เรียนเชิญท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดู เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไปนานๆ
ครับ...
ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์แผนจีน แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า


อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกินนำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดยใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ...

อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน หรือบ่อยเกินได้แก่...
1. ไข่เยี่ยวม้า:
ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ
จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ
2. ปาท่องโก๋:
กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย
3. เนื้อย่าง:
กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
4. ผักดอง:
ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน
หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย
นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิด สารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง
5. ตับหมู:
ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง(อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
6. ผักขม ปวยเล้ง:
ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า... มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสี และแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน
หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้
7. บะหมี่สำเร็จรูป:
บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ
การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหาร และการสะสมสารพิษได้
8. เมล็ดทานตะวัน:
เมล็ดทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ทว่า... การกินมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง ฯลฯ เพิ่มขึ้น
9. เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้:
กระบวนการหมักเต้าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย...
ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
10. ผงชูรส:
คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา...
การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกิน ทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูงอาจทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีอาหารปลอดภัย และมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 42

champ067
KidCowboy067
จันทร์
13/9/2553
เวลา : 13:56
IP:
58.9.173.244

สารต้านมะเร็ง ในกล้วยคร๊า

กล้วยที่มีจุดดำๆบนผิว.....

กล้วยที่สุกเต็มที่จะสร้างสารที่เรียกว่า TNF (Tumor Necrosis Factor) ซึ่งมีความสามารถที่จะไปต่อสู้กับเซลล์ที่ผิดปกติ
ยิ่งกล้วยสุกมากเท่าไหร่ ก็จะเกิดจุดสีดำที่เปลือกมากขึ้น
ยิ่งมีจุดดำนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เกิดภูมิต้านทานมากขึ้น
จากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น กล้วยจะมี TNF ซึ่งมีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็ง ยิ่งกล้วยสุกมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็งได้มากขึ้น
ในการทดลองกับสัตว์โดยศาสตราจารย์ญี่ปุ่นผู้หนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ในการเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้จากผลไม้ต่างๆ โดยใช้ กล้วย องุ่น แอปเปิล แตงโม สับปะรด ลูกแพร์ ลูกพลับ ปรากฏว่ากล้วยให้ผลดีที่สุด มันช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย และสร้างสารต้านมะเร็ง TNF
คำแนะนำคือให้กินกล้วยวันละ 1-2 ใบเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ และอื่นๆ
ตามคำแนะนำของศาสตราจารย์ญี่ปุ่น กล้วยทีมีผิวเหลืองและมีจุดดำๆหลายๆแห่งจะมีคุณสมบัติในการเพิ่มเม็ดเลือดขาวได้มากกว่ากล้วยที่มีผิวเขียวถึง 8 เท่า

บทความนี้เป็นความจริงครับ Necrosis แปลว่าการเปื่อยเน่าตายของเซลล์ ดังนั้น TNF (Tumor Necrosis Factor ) ก็คือสารที่จะไปทำให้เซลล์มะเร็งตายได้
กลไกการทำงานของ TNF คือ
1. การเกาะของ TNF กับเซลล์มะเร็งจะเป็นพิษโดยตรงกับเซลล์มะเร็งโดยการเกิดอนุมูลอิสระที่ไปทำลายเซลล์มะเร็ง ที่ไม่มีเอ็นซัยม์ Superoxide Dismutase เซลล์ปกติจะมีเอ็นซัยม์ Superoxide Dismutase ซึ่งลบล้างฤทธิ์อนุมูลอิสระได้ นอกจากนี้อาจไปทำให้เกิดจากการทำลายโปรตีนโครงสร้างของเซลล์มะเร็ง
2. TNF ทำให้ก้อนมะเร็งตายโดยทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งอุดตัน ก้อนมะเร็งที่ขาดเลือดจึงเน่าตายไป

อย่างไรก็ตาม TNF ไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไปสำหรับทุกคน เพราะTNF ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นมาก็ย่อมจะก่อให้เกิดอาการอักเสบต่อเซลล์ได้เช่นกัน ดังเช่น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จะมีสาร TNF นี้สูง ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น แทนที่จะเป็นประโยชน์ในผู้ที่มีอาการอักเสบของร่างกาย จึงต้องใช้ยาที่มาต้านกับ TNF เพื่อลดอาการอักเสบแทน
วันนี้มีเรื่องสำคัญอยากจะมาเล่าให้สาวๆ ฟังกัน ได้รับเมลล์มาฉบับหนึ่งน่าสนใจมากๆ เรื่องก็มีอยู่ว่า
คือว่าเมื่อเร็วๆนี้แม่ของเพื่อนฉันได้ตรวจพบมะเร็งที่ทรวงอก ก็ได้ลองทำการหาสาเหตุของมะเร็งที่เกิดขึ้น ก็ลองสันนิฐานกันหลายอย่างจน สุดท้ายเล่าให้คุณหมอฟังว่า ส่วนมากแล้วคุณแม่จะเดินทางบ่อย จึงทำให้ใช้เวลาอยู่ในรถบ่อยๆ และก็ดื่มน้ำจากขวดพลาสติกที่อยู่ในรถบ่อยๆ ซึ่งบางครั้งขวดน้ำที่อยู่ในรถนั้นเก็บไว้ 2-3 วันมาบ้างแล้ว
คุณหมอก็ได้ให้ความรู้ในเรื่องนี้มาบ้างว่า ผู้หญิงไม่ควรดื่มน้ำจากขวดน้ำพลาสติกที่ทิ้งไว้ในรถ ความร้อนบวกกับพลาสติคจากขวดจะก่อเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่นำไปสู่มะเร็งทรวงอก ได้เพราะฉะนั้นได้โปรดระมัดระวังอย่าดื่มน้ำจากขวดน้ำพลาสติคที่ทิ้งไว้ในรถ จะดีที่สุด อย่างน้อยก็กันไว้ด! ีกว่าแก้นะ
ฝากบอกต่อๆกันไปนะ เผื่อจะเป็นความรู้ดีๆแก่สาวๆหลายคน ให้ดูแลตัวเองกันให้ดีๆขึ้นนะ


ศูนย์ศึกษาโรคมะเร็งจอห์น ฮ็อบกิ้นส์ พบแล้วว่า
สาเหตุที่ร่างกายของได้รับสารก่อมะเร็งนั้นสามารถเกิดจาก

1. การดื่มน้ำ ขวด พลาสติก ที่แช่ในช่องฟรีซในตู้เย็น
2. การใช้ พลาสติกคลุมอาหาร เพื่ออุ่นในเตาไมโครเวฟ
3. รวมถึงการใช้ ถุงพลาสติคใส่อาหาร เพื่ออุ่นกับเตาไมโครเวฟ
4. การใช้ วัสดุ โฟม ใส่อาหารที่ร้อนและมัน

เนื่องจาก สารพิษจากพลาสติก สามารถละลายออกแล้วไหลปนเปื้อนกับอาหารที่เรารับประทานได้
โดยตรง ทำให้เกิดโรคมะเร็งทรวงอก มะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่










 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 43

champ067
Kid Cowboy 067
อังคาร
28/9/2553
เวลา : 20:59
IP:
180.180.135.128

เพื่อนๆคิดว่าสุดยอดของการเป็นหมออยู่ที่ไหนครับ
ในพฤติกรรมที่ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ทำผิดมากที่สุดคือ เรื่องของการดื่มน้ำนี่แหละครับ
ลองทำแบบทดสอบกันสักนิดก่อนอ่านต่อดีไหมครับ
1. คุณมีความเชื่อที่ว่าน้ำยิ่งดื่มเยอะยิ่งดีหรือไม่
2. คุณดื่มน้ำวันละกี่แก้ว
3. น้ำที่ดื่มเป็นน้ำเย็น, น้ำธรรมดา หรือว่าน้ำอุ่น
4. ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนเป็นพิเศษไหม เช่น ดื่มตอนเช้า ดื่มระหว่างทานข้าว ดื่มก่อนนอน เป็นต้น
5. ปกติดื่มอะไร เช่น น้ำเปล่า น้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นต้น
เราเฉลยกันไปทีละข้อๆพร้อมอธิบายละกันครับ พร้อมที่จะรู้ความผิดของ
ตัวเองหรือยังครับ

ข้อหนึ่งนั้น เป็นความเชื่อที่ผิดครับ ทุกอย่างต่างมีทั้งคุณและโทษ ต้องหาจุดสมดุลของมันครับ
น้ำดื่มมากเกินไปกลับไม่ดีเสียอีกครับ เดี๋ยวผมจะมีสูตรให้คำนวณว่าวันหนึ่งเพื่อนๆควรดื่มน้ำแค่ไหน

ข้อสอง คิดว่าทุกคนคงเคยเรียนกันมาอยู่แล้วว่าคนเราวันหนึ่งควรทานน้ำวันละ 8-10 แก้ว ว่าแต่
ทำได้อย่างที่เรียนมาหรือเปล่าครับ ผมจะอธิบายให้ฟังว่า น้ำในร่างกายของเรามีที่มาที่ไปอย่างไรก่อน
น้ำที่เข้าสู่ร่างกายเรามาจากน้ำและอาหารที่ทานเข้าไปเป็นหลัก
ส่วนน้ำจะออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ และทางลมหายใจ
แต่ปัสสาวะเป็นเส้นทางหลักครับ คนเราจำเป็นต้องปัสสาวะออกจากร่างกายอย่างน้อย 500 มิลลิลิตรต่อวัน
ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้หมด
นอกจากนี้อีกสามทางที่เหลือโดยเฉลี่ยก็จำเป็นต้องใช้น้ำอีกราว 1000 มิลลิลิตร หรือ 1 ลิตร ต่อวัน
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คนเราจึงต้องดื่มน้ำเพื่อชดเชยส่วนที่ออกจากร่างกายทุกวันราว 1500 มล. หรือ 7-8 แก้ว
(แก้วละ 200 มล.) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลขนี้ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนครับ
ผมเลยมีสูตรมาให้คิดกันคร่าวๆว่าวันหนึ่งเราต้องทานน้ำปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
สูตรคือ
(น้ำหนักตัว(กก.) x 2.2 x 30) / 2 หน่วยที่ได้ออกมาเป็นมิลลิลิตรครับ เช่น หนัก 60 กก. เอาเข้าแทนค่าก็จะได้
ควรดื่มน้ำ (60 x 2.2 x 30) / 2 = 1980 มล. หรือประมาณ 10 แก้วต่อวันครับ
ถ้าเราดื่มน้ำน้อยกว่านี้ เลือดซึ่ง 90% ทำมาจากน้ำก็จะไหลเวียนไม่สะดวก ร่างกายก็จะขับของเสียได้ยาก ขณะเดียวกัน
สารอาหารในเลือดก็ส่งไปถึงร่างกายช้า ทางแพทย์จีนถ้าเกิดเลือดลมเดินไม่สะดวกนี่เป็นบ่อเกิดสารพัดโรคเลย
บางคนบอกว่าประจำเดือนมาน้อยหรือไม่มา มาเป็นลิ่มเลือด สีเข้ม หนืด ปวดประจำเดือนก็แหงละครับ
น้ำไม่กินจะเอาที่ไหนไปสร้างเลือดละครับ
แต่ถ้าทานน้ำมากกว่านี้ก็เป็นผลเสียต่อร่างกายอีกเหมือนกัน ทำอะไรก็ต้องพอดีๆครับ

ข้อสาม อย่างที่เคยบอกไปตั้งแต่อาการขี้หนาวนะครับว่าน้ำเย็นเป็นของต้องห้ามสำหรับร่างกาย
กระเพาะเมื่อเจอของเย็นเข้าไปการทำงานจะด้อยลงทันที เกิดเป็นอาหารไม่ย่อย อาหารบูดเน่า หมักหมมอยู่ในกระเพาะ
และลำไส้ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียจากกากอาหารพวกนี้กลับเข้าสู่เส้นเลือดต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายของเรา
เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะทานของเย็นๆครับ ทานน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นก็ได้
แต่ก่อนผมไม่รู้จุดนี้ก็ทานกันไป โดยเฉพาะไทยเป็นเมืองร้อน ทุกที่ต้องเสริฟน้ำเย็น เสริฟน้ำแข็งกันเป็นกระติกๆ กินกัน
จนเป็นเรื่องธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ก็เฉยๆ แต่พอตอนนี้ เห็นแล้วกลัวไปเลยครับ บ้านผมตอนนี้ไม่ทานน้ำแข็งกันแล้ว

ข้อสี่ ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนกัน ที่บอกให้ดื่มวันละ 8-10 แก้วเนี่ยจะแบ่งกินช่วงไหนระหว่างวันบ้างละ ใครที่ชอบทานข้าวไป
จิบน้ำไปประมาณว่ากินข้าวเสร็จหมดน้ำไปสองแก้ว ข้อนี้ผมจัดเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวงที่สุดเลยครับ เป็นการกินน้ำที่ผิดที่สุดครับ
คนเรามักทำอะไรเพลินเสียจนลืมทานน้ำ พอถึงเวลาว่างซึ่งมักจะเป็นเวลาทานข้าว
เขาบอกว่าให้ทานน้ำเยอะก็ทานรวดเดียวไปเลย ผิด ผิด ผิด
ผิดแบบไม่น่าให้อภัยเลยครับ เพราะช่วงเวลาที่ทานข้าวนั้น ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยน้ำย่อยในการย่อยอาหาร
เมื่อคุณกินน้ำเข้าไปเยอะๆแล้ว น้ำย่อยก็จะเจือจาง ก็เข้าสู่ระบบเดียวกับการกินของเย็นคืออาหารไม่ย่อย หมักหมม พิษถูกดูด
เข้าเส้นเลือด
เพราะฉะนั้นที่คุณควรทำคือ
ตอนเช้าตื่นมาดื่มน้ำก่อนเลยครับ 2-5 แก้ว เพื่อขับพิษออกจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะ ที่ให้ดื่มทันทีเพื่อให้มีระยะเวลาห่างจากอาหารเช้าพอสมควร
ก่อนอาหาร 15 นาที ระหว่างทานอาหาร และหลังอาหาร 40 นาที ทานน้ำได้ไม่เกินครึ่งแก้วครับ
ในที่นี้หมายรวมถึงซุป น้ำแกง และของเหลวทุกประเภทนะครับ
และอย่าดื่มน้ำครั้งละมากๆ ให้จิบครั้งละ 2-3 อึก แต่จิบถี่ๆ หาขวดน้ำแก้วน้ำมาวางไว้ข้างตัว จิบไปทั้งวันครับ
ถ้ากินน้ำครั้งละมากๆผลก็คือ ร่างกายยังไม่ทันได้ดูดซึมก็ไหลรวดเดียวปัสสาวะออกไปหมดแล้ว
อย่างนี้ดื่มน้ำมากแค่ไหนก็ยังหิวน้ำครับ เหมือนน้ำป่ามาครั้งเดียว ทะลักล้นเขื่อนออกไปหมด แล้วจะเอาอะไร
กักเก็บไว้ในเขื่อนละครับ เหมือนทำยาก แต่จริงๆแล้วพอเริ่มทำมันก็ไม่ยากอะไรครับ
ผมแต่ก่อนทานน้ำ 2-3 แก้วพร้อมทานข้าว ด้วยเหตุผลสารพัดที่เข้าใจผิด เช่น ควรกินข้าวพออิ่มและทานน้ำ
เพื่อให้อิ่มจริง หรือกินล้างปากสักหน่อย (กินกันเป็นแก้วล้างปากเนี่ยนะ)
หรือต้องสั่งชอคโกแลตปั่นใส่วิปครีมมากิน กินแล้วหวานมันเย็นอร่อยแต่ส่งผลเสียต่อกระเพาะโดยไม่รู้ตัว
เบียร์ก็อีกตัวครับ สังสรรค์กันทีกินเข้าไปสิกี่ขวดว่ากันไป ทุกวันนี้เลิกครับ
ได้ข้อดีอีกอย่างคือไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมันควรกินแกล้มอาหาร เลยได้เลิกเหล้า
เลิกเบียร์กันไป
แต่ก่อนหลังทานข้าวเสร็จผมจะเรอตลอด ท้องอืดมาก ก็งง หรือว่าเรากินเยอะไป แต่บางทีกินไม่เยอะก็เรอตลอด
เสียบุคลิกมาก พอมารู้ตรงนี้ถึงได้ถึงบางอ้อ กินน้ำเยอะอย่างนี้แล้วอาหารจะย่อยยังไงมันก็เลยเกิดลมเกิดแก๊สซิ
พอเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำใหม่ อาการเหล่านี้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆครับ

นอกจากนี้หลังอาหารยังไม่ควรทานผลไม้ล้างปากทันทีอีกด้วยครับ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นทั้งหลาย เช่น
ส้ม แก้วมังกร สาลี่ แตงโม เป็นต้น
มีสองเหตุผลครับ
หนึ่ง เพราะว่าผลไม้จะย่อยเร็วกว่าอาหาร อาหารยังย่อยไม่เสร็จ ผลไม้ก็ค้างเติ่งอยู่ในกระเพาะ ร่างกายก็ดูดซึม
สารอาหารจากผลไม้เหล่านี้ไม่ได้ พอไปถึงลำไส้ถึงคิวที่มันจะได้ดูดซึมมันก็เน่าเสียไปหมดแล้วครับ
เพราะฉะนั้นถ้าจะทานผลไม้ควรทานก่อนหรือหลังอาหารสัก 1-2 ชม. ขณะท้องว่างเพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมวิตามิน
สารอาหารและไม่รบกวนระบบการย่อย?าหารด้วย
เหตุผลที่สอง คือ น้ำย่อยในกระเพาะถือว่าเป็นธาตุไฟครับ ถ้าทานผลไม้ฤทธิ์เย็นเข้าไปก็จะส่งผลให้อาหารย่อยไม่ดี
เกิดวงจรอุบาทว์ดังเช่นข้างบนอีกเหมือนกัน

มาถึงข้อสุดท้ายแล้ว เป็นไงบ้างครับ คอตกรับผิดกันเป็นแถวเชียว ยังครับมารับรู้ความผิดของตัวเองกันในข้อนี้ต่อ
ทานน้ำอะไรกันครับ บางคนชอบทานน้ำอัดลมมาก ดื่มทุกวัน ไตก็ต้องทำงานกรองน้ำให้สะอาดหนักกว่าเดิม
เครื่องกรองน้ำยี่ห้อแอมเวย์สามารถกรองโค้กให้กลายเป็นน้ำเปล่าได้อายุการใช้งานไม่ถึงปีก็ต้องเปลี่ยนหัวกรอง
ทว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนไตได้ครับ ถ้ายังอยากให้ไตอยู่คู่กับเรานานๆแล้ว คุณคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร
อีกอย่างน้ำอัดลมเป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี ใส่น้ำตาลจำนวนมาก กินเข้าไปมีแต่ผลเสียครับ
ยิ่งอัดแก๊สอีก กินเข้าไปท้องก็อืด การย่อยอาหารก็ไม่ดี เสียเงินไปทำร้ายร่างกายตัวเองเปล่าๆ
พวกชาพร้อมดื่มบรรจุขวดก็เหมือนกันไม่มีอะไรนอกจากน้ำตาลและคาเฟอีนปริมาณมากผสมน้ำนำมาขาย
แต่ถ้าเป็นชาจีนร้อนๆชงจากกาก็ควรจะเว้นระยะหลังอาหารสักครึ่ง ชม.ครับ เพราะชามีฤทธิ์เย็น ทำให้อาหารไม่ย่อย
รวมทั้งยังส่งผลต่อร่างกายในการดูดซึมธาตุเหล็กและโปรตีนอีกด้วย
กาแฟก็ไม่ควรทานอย่างที่เคยพูดไว้ บางคนเถียงข้างๆคูๆ "กาแฟหอมนะหมอ"หอมครับผมไม่เถียง แต่มันไม่ดีครับ
เดี๋ยวไอเดียบรรเจิดไม่เป็นหมอแล้ว ผลิตยาดมรสกาแฟดีกว่า ท่าจะรุ่ง

อีกอย่างขอแถมนิดนึง คนไทยชอบกินก๋วยเตี๋ยวเติมเครื่องเยอะๆ อร่อยลิ้นแต่ไตทำงานหนักนะครับ

ครบห้าข้อแล้ว โอย เหนื่อย เอนทรี่นี้ยาวเป็นบ้า แต่ก็จำเป็นต้องเขียน เพื่อประโยชน์สุขของมวลชน555 ว่าไปนั่น
ที่เขียนมาให้อ่านนี้เพราะหวังดีจริงๆครับ อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อจะได้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างที่บอกครับ
หมอไม่อยากรักษาคนไข้หรอกครับ และหมอที่ดีที่สุดคือตัวคนไข้เอง
เพราะพวกผมไม่มีทางอยู่กับคุณได้ตลอด ความสำเร็จไม่ใช่ได้มาเพียงชั่ว
ข้ามคืน แต่ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน
สุขภาพที่ดีไม่ใช่ว่าป่วยแล้วไปหาหมอ ได้ยามาทานแล้วหาย แต่เป็นหน้าที่ของตัวคุณเองที่ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง
ขอให้พวกเราชนะโดยไม่จำเป็นต้องออกกระบวนท่าครับ

ปล. If you trust me ก็นำไปปฏิบัติตามนะครับ อีกอย่างความรู้ควรแบ่งปันครับ คนไม่รู้เรื่องนี้ยังมีอีกมาก

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 44

champ067
KidCowboy067
พุธ
27/10/2553
เวลา : 10:39
IP:
58.9.174.239

หัวจดเท้ารักษาเองได้ก่อนไปหาหมอ


๑. ไขมันในเลือดสูง แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัว ตับพังก็หากระเทียมสดมากินสักวันละ ๑๐ กลีบกับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว

๒. ปวดหัว ให้หาผักคะน้าหรือปวยเล้ง (แมกนีเซียม) กินวันละ ๕ ขีดและกินปลาทูอีกวันละ ๒ ตัว (น้ำมันปลาลดการอักเสบได้) หรือจะชงโกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้ค่ะ

๓. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย ให้หมั่นแปรงลิ้นและกินกระเทียม, หอม, พริกให้มากเข้าไว้

๔. ภูมิแพ้ แค่กินฝรั่งวันละ ๕ ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ ๑ กำมือ (สังกะสี)

๕. แพ้ฝุ่นละออง ไรฝุ่น หาโยเกิร์ตแบบรสธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวานจัดมากิน

๖.โรคหืดหอบ ไอเรื้อรัง กินต้มยำไก่, กินหัวหอมใหญ่, หอมแดง, ต้นหอมและเอาหอมซุกไว้ใต้หมอน

๗. นอนไม่หลับ ตักน้ำผึ้งกินก่อนนอนสักวันละ ๒ ช้อนโต๊ะ ถ้าหาน้ำผึ้งไม่ได้ใช้น้ำตาลทราย ๒ ช้อนโต๊ะแทน ถ้าอยากให้หลับสบายเพิ่มเติมขี้เหล็กและมะรุมเข้าไปหน่อย

๘. ไขข้ออักเสบ หาปลาเนื้อมันกินวันละ ๒ ขีด เช่นปลาทู, ปลาสวาย, ปลาแซลม่อน, ปลาซาร์ดีน, ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลากระป๋อง

๙. กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย ให้กินน้ำกระเจี๊ยบไม่หวานจัดวันละ ๓ มื้อ หรือน้ำแครนเบอรี่ของฝรั่งในปริมาณเท่ากัน ( เปรี้ยวจัดมาก)

๑๐.ท้องอืด แก๊สมาก ให้กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่อย ๆ

๑๑.ท้องผูก ชงน้ำผึ้งดื่มวันละ ๓ ช้อนโต๊ะและให้กินน้ำมะขามต้มติดเนื้อมาก เช้า เย็น

๑๒.โรคกระเพาะอาหาร หากล้วยหักมุกปิ้งกิน, กินกล้วยหรือกินผักกระ หล่ำปลีให้มาก

๑๓.เวียนหัว คลื่นไส้ง่าย ให้หาอาหารทำจากขิงรับประทาน เช่น ปลาผัดขิง ไก่ผัดขิง, น้ำขิง, ชาขิงหรือเต้าฮวย

๑๔.วัยทอง วูบวาบ อารมณ์ปรวน ให้กินปลาทูน่าให้มากและกินเต้าหู้เหลืองวันละ ๑ แผ่น ถ้ากินเต้าหู้แล้วเบื่อให้สลับกับถั่วลิสงวันละ ๑ กำมือก็ได้

๑๕.หงุดหงิดง่าย ให้กินอาหารร่าเริง คือ ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพด กลอย กล้วยหอมและปลาทูน่า

๑๖.กระดูกพรุน ให้กินงาดำวันละ ๔ ช้อนโต๊ะ (ได้แคลเซียมเท่ากับเม็ดใหญ่) มะม่วงจิ้มกะปิและสับปะรดซึ่งมีธาตุสมานกระดูดอยู่มาก ( แมงกานีส)

๑๗.ความจำไม่ดี ให้กินปลาทูวันละ ๒ ขีด หอยแครงและหอยนางรมซึ่งมีธาตุสังกะสีช่วยสมองได้

๑๘.มะเร็งเต้านม ให้กินบร็อคโคลีหรือคะน้าวันละ ๕ ขีด

๑๙.มะเร็งปอดทางเดินหายใจ ให้กินเสาวรส ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะขามป้อม มะละกอ มะม่วง ให้มาก เพราะวิตามินซีช่วยสมานหลอดเลือดในปอดได้ดี แต่ต้องระวังวิตามินเอโดยเฉพาะผู่ที่ยังสูบบุหรี่อยู่

๒๐.ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน กินแอปเปิ้ลเขียววันละ ๑-๒ ผล หรือน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นทั้งกาก จะเป็นการล้างพิษในตัวด้วย

๒๑.เจ็บอก โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ กินปลาทะเล น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน ผลอโวคาโดเพราะเหล่านี้มีไขมันดีไปช่วยขับตะกรันน้ำมันเก่าออก ถ้าชอบดื่มชาให้หาชาเขียวสดมาชงดื่มเองวันละถ้วย

๒๒.ความดันสูง ต้องตัดบุหรี่และอาหารเค็ม ลองหาข้าวโอ๊ตไม่ขัดสีมากินและผักขึ้นฉ่ายสดหรือปั่นก็ได้ จะช่วยคุมความดันให้ดีขึ้น

๒๓.เบาหวานถามหา ให้เลี่ยงแป้งกับน้ำตาลและกินผักเขียวจัดอย่างคะน้า บร็อคโคลี ผักโขมให้มาก ถ้าอยากหวานให้กินส้มโอและฝรั่งเพราะมีน้ำตาลอยู่น้อยมาก



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 45

champ067
KidCowboy067
ศุกร์
19/11/2553
เวลา : 11:19
IP:
58.9.169.230

ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, Updated: 15/11/2010
กิน 'พะโล้' ไม่เป็นหวัด
ช่วงนี้อากาศบ้านเราไม่ร้อนมากอย่างเคย และหลายวันที่ผ่านมา ก็ยังมีลมเย็น ๆ พัดโกรกให้ตัวสั่น ๆ ได้บ้างช่วงเช้าตรู่




สภาพเช่นนั้นทำให้บางคนป่วยเพราะอากาศเปลี่ยน เป็นหวัด เป็นไข้ ติดต่อไปตาม ๆ กัน 'มุมสุขภาพ-กินดี' จึงไปขอคำแนะนำจาก น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ได้ความว่า...

โป๊ยกั๊ก หรือจันทร์แปดกลีบ เครื่องเทศที่มีอยู่ในน้ำแกงพะโล้ น้ำซุปก๋วยจั๊บ น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวแบบตุ๋นยาจีน เป็นของใกล้ตัวที่ช่วยป้องกันและบรรเทาโรคหวัดได้

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในโป๊ยกั๊ก มีกรดซิคิมิก เป็นสารสำคัญที่ใช้ผลิตยาต้านไวรัสหวัด การรับประทานน้ำซุปที่มีส่วนผสมของโป๊ยกั๊กจะทำให้ร่างกายอบอุ่น ทำให้เลือดลมหมุนเวียนดี แถมยังบรรเทาอาการปวด อาการชาได้ด้วย

รู้แล้วอย่ารอช้า ใครกำลังเป็นหวัด อาหารมื้อต่อไปสั่งพะโล้มารับประทานกัน แต่ไม่ใช่จะเน้นแต่กินพะโล้เพียงเท่านั้น ต้องกินอารให้ครบทุกหมู่ และอย่าลืมดื่มน้ำอุ่น ๆ พักผ่อนนอนหลับมาก ๆ

takecareDD@gmail.com



ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์








 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 46

champ067
KidCowboy067
ศุกร์
19/11/2553
เวลา : 11:20
IP:
58.9.169.230

ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, Updated: 12/11/2010
อาหารดีที่ ‘ตับ’ ต้องการ
สำหรับผู้ที่มีปัญหาที่ตับ แพทย์จะแนะให้เลี่ยงการกินอาหารมัน ๆ ของเค็ม ของดอง ของแห้งปนเปื้อนเชื้อรา และแอลกอฮอล์ ซึ่งการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด บวกกับเติมอาหารดี ๆ ที่ช่วยบำรุงตับเข้าไปอีก ถือเป็นการชะลอความเสื่อมของตับลงได้

มุมสุขภาพ-กินดี มีสูตรเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพบำรุงตับแถมบำรุงไตด้วย สูตรนี้เป็นการรวมเอาสารอาหารที่มีประโยชน์ของ แอปเปิ้ล บีตรูท และแครอต

โดยเฉพาะบีตรูท มีสรรพคุณทำความสะอาดตับและลำไส้ตอนล่าง ดีต่อตับ ไต และระบบย่อยอาหาร กระตุ้นและบำรุงลำไส้ ขับสารพิษ ฟอกเลือด ฟอกไต เป็นเพราะมีวิตามินบี1 บี2 และบี6 รวมทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม และสังกะสี

ส่วนแครอต สามารถขจัดไขมันส่วนเกินออกจากตับ ทำความสะอาดตับจากน้ำดีและสารพิษที่สะสมอยู่ที่ตับ เพราะผักชนิดนี้มีซัลเฟอร์ คลอรีน แคลเซียม และแมกนีเซียม ขณะที่แอปเปิ้ล ผลไม้ยอดฮิตในเครื่องดื่มสุขภาพสูตรก่อน ๆ ที่เคยนำเสนอไป ก็ช่วยทำความสะอาด ขจัดสารพิษตกค้าง ทั้งที่ตับและไต




ส่วนผสม ประกอบด้วย...

แอปเปิ้ลเขียว 1 ถ้วย
บีตรูท 1 ถ้วย
แครอต 1 ถ้วย
น้ำแร่ 1 ถ้วย
น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย





ขั้นตอนในการทำ ให้หั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า โดยไม่ต้องปอกเปลือกหรือคว้านเอาแกนออก ส่วนบีตรูทก็หั่นเป็นชิ้นขนาดเล็ก และแครอตนำไปขูดเป็นเส้น ๆ จากนั้นนำส่วนผสมทั้งสามไปสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผัก-ผลไม้ แล้วเติมน้ำแร่ลงไป พร้อมกับคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน เติมน้ำแข็งเพิ่มความเย็นสดชื่น ดื่มทันที.

takecareDD@gmail.com


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 47

champ067
KidCowboy067
ศุกร์
19/11/2553
เวลา : 11:22
IP:
58.9.169.230

วิธีทำหน้าอกสวย เรื่องของนมที่ไม่ควรมองข้าม
ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ผู้หญิงทุกคนก็ต้องการที่จะมีหน้าอกที่สวยงามกันทั้งนั้น



ซึ่งหน้าอกหน้าใจของคุณผู้หญิงนี้เองที่ทำให้พวกเธอมีความมั่นใจ มีความเป็นหญิงในด้านรูปร่าง รวมไปทั้งการใส่เสื้อผ้าต่าง ๆ ได้สวยงามดึงดูดใจ การจะทำให้ส่วนนี้ของร่างกายดูดีจึงเป็นสิ่งที่ผู้ิหญิงทั่วไปให้ความสนใจ ซึ่งเราจะเห็นว่าสินค้าเกี่ยวกับเสื้อชั้นในผู้หญิงรุ่นต่าง ๆ ออกมาสู่ตลาดเพื่อให้ผู้สวมใส่มีหน้าอกที่สวยดูดีนั่นเอง

จากการค้นคว้าทำให้มีข้อมูลในการทำให้หน้าอกสวยงามดูดี ซึ่งคุณผู้หญิงสามารถนำไปใช้เพื่อให้สามารถคงความสาว และสวยของหน้างอกไว้ได้ตราบนานเท่านาน การค้นคว้าวิจัยข้อมูลต่าง ๆ เห็นตรงกันว่าอายุที่เพิ่มขึ้น และแรงโน้มถ่วงของโลกมีผลอย่างมากกับรูปทรงของทรวงอก ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำข้อควรปฏิบัติง่าย ๆ ที่คุณผู้อ่านสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที

1. ควบคุมการกินอาหาร

เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับ oestrogen hormone ในร่างกายของคุณสูงขึ้นมากเกินไป ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอล์กในปริมาณมาก ๆ และพยายามรับประทานผัก และผลไม้ที่มีกากใยสูง ซึ่งจะช่วยเรื่องระบบขับถ่ายให้ทำงานเป็นปกติ ทำให้ผิวของคุณเต่งตึงมีน้ำมีนวลน่าสัมผัส และเป็นสิ่งแรกที่คุณควรทำเพื่อให้มีหน้าอกสวยๆ เป็นของตัวเอง

ได้รับปริมาณโปรตีนที่มากพอ โปรตีนเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ช่วยทำให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ อยู่ในสภาพที่ดี และยังสร้างคอลลาเจนให้กับผิวอีกด้วย ซึ่งกล้ามเนื้อ และคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้หน้าอกของสาว ๆ ดูเต่งตึงน่าสัมผัส

คุณสามารถใช้ไขมันที่พบในปลา และโอลีฟออย มาใช้เพื่อทนแทนไขมันที่มาจากสัตว์ชนิดอื่น เนื่องจากไขมันจากปลา และโอลีฟออยนั้นจะดีต่อสุขภาพของคุณมากกว่า นอกจากนี้ควรได้รับผลไม้ และผักในจำนวนที่มากพอเป็นประจำทุกวัน

2. เลือกใช้บราที่ดี เหมาะกับสรีระของคุณ

การสวมใส่ยกทรง หรือบราที่ดีจะทำให้หน้าอกของคุณได้รับการปกป้องดูแลเป็นอย่างดี เนื่องจากหน้าที่ของบราคือช่วย support หน้าอกจากแรงโน้มถ่วงของโลก อีกทั้งยังมีหน้าที่ช่วยรักษาทรงของคุณไว้ไม่ให้เสีย หรือหย่อนคล้อยไปตามการเวลา ควรเลือกบราเฉพาะอย่าง สำหรับแต่ละกิจกรรม เช่นเมื่อออกกำลังกายควรใช้บราที่ดูและเป็นพิเศษ เพราะจะมีแรงกระแทก กระเด้งกระดอนสูง อีกตัวอย่างเช่น เมื่อกำลังให้นมบุตร ก็ควรเลือกใช้บราให้เหมาะสม เป็นต้น

ควรเลือกใช้บราให้ถูกขนาด การเลือกขนาดของบราเป็นปัญหาสำหรับผู้หญิงหลาย ๆ คน ปัญหาที่ตามมาเมื่อใช้บราขนาดไม่ถูกต้องก็คือ หน้าอกจะไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการสวมใส่บราที่คัุบเกินไป หรือหลวมเกินไป นอกจากนี้ควรมีช่วงหนึ่งของวันที่หน้า้อกของคุณไม่ถูกบีบรัดจากบรา เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก และเป็นการคืนอิสระภาพให้แก่หน้าอกที่รักของคุณ โดยปกติแล้วคุณควรปล่อยให้หน้าอกของคุณได้เป็นอิสระจากบราประมาณ 12 ชั่วโมงต่อวัน ในการเลือกขนาดของบราที่เหมาะสมนั้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ให้คำแนะนำจากร้านค้าชั้นนำ ไม่ควรใช้ของถูกเกินไป เพราะไม่ได้ออกแบบมาเป็นอย่างดี เรื่องแบบนี้ไม่ควรเสียดายเงิน เพราะเดี๋ยวหน้าอกสวย ๆ จะพังเอา

3. ควบคุมน้ำหนัก

หากคุณมีปริมาณไขมันในทรวงอกมากเกินไปจะทำให้ผิวหนังในส่วนนั้นเกิดการตึงมากเกินไปเหมือนกับลูกโป่ง ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อผิวของหน้าอก เมื่อเวลาผ่านไปอาจทำให้เกิดการแตกลายของผิวได้ หน้าอกจะดูไม่สวยงาม นอกจากนี้ถ้าคุณมีการลดน้ำหนักมากเกินไปก็อาจจะทำให้หน้าอกที่เคยเต่งตึงมีอาการลีบแบน และดูเหมือนถุงกาแฟหย่อนหยานได้เช่นกัน

การควบคุมน้ำหนักที่ดีจะต้องทำสองอย่างควบคู่กันไป คือควบคุมอาหาร รวมทั้งปริมาณไขมันในร่างกาย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากคุณต้องการจะลดน้ำหนัก ควรทำอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้ร่างกายเกิดอาการแตกลาย หรือมีอาการเหี่ยวแห้งจนร่างกายไม่มีน้ำมีนวล ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ โดยปกติครูฝึกที่ยิมจะสามารถให้คำแนะนำแก่คุณได้เป็นอย่างดี ที่เหลือแก่แค่เอาใจใส่ตัวเอง และลุกขึ้นมาทำตัวให้ดูดี ทีนี้หน้าอกสุดเซ็กซี่จะหนีไปไหนเสีย

4. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

สืบเนื่องจากข้อที่แล้ว การออกกำลังกายที่ดีจะช่วยคุณในการควบคุมน้ำหนัก และทำให้กล้ามเนื้อเกิดความแข็งแรงขึ้น ซึ่งกล้ามเนื้อมัดด้านในที่อยู่ใต้ไขมันในทรวงอกจะมีส่วนสำคัญอย่างมาก ที่จะทำให้หน้าอกของสาว ๆ ดูเต่งตึงไม่แก่ก่อนวัย กล้ามเนื้อในส่วนนี้จะช่วยทำให้หน้าอกมีความกระชับ ยกชูชัน ไม่หย่อนคล้อย ท่าออกกำลังกายเพื่อบริหารหน้าอกได้แก่ การวิดพื้น หรือที่เรียกกันว่า push-up การยึดข้อ หรือดึงตัวขึ้นโหนบาร์ อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายประเภทนี้ไม่ได้ทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้น ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของบทความนี้อยู่แล้ว คุณควรจะมุ่งเน้นที่การทำให้หน้าอกไม่ห้อยยายน่าเกลียด คือขนาดบางครั้งก็ไม่สำคัญเท่ากับหน้าอกของคุณดูสวยงาม เหมาะกับคุณและน่าหลงไหลหรือไม่ ใหญ่แต่ย้อย ห้อยยาน ก็ไม่มีประโยชน์เหมือนกัน

การออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าอกอย่างเหมาะสม จะทำให้สรีระของคุณดูไม่แก่ก่อนวัย นอกจากนี้ยังมีท่าต่าง ๆ ที่เน้นการออกกำลังกายเพื่อให้มีหน้าอกที่สวยงามโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น Pec Press, Butterfly Press, หรือ Pectoral Push-Ups (อ่านต่อได้ที่ SP Blog)

5. นวดเฟ้นน้องนม

การนวดหน้าอกที่ถูกวิธีจะช่วยเพิ่มความกระชับเต่งตึงของหน้าอกไว้ ทำให้คงความสาวและสดของหน้าอกหน้าใจไว้ได้อีกนาน ทำให้เรื่องนมนมไม่เป็นเรื่องหนักอกอีกต่อไป การนวดที่ถูกวิธีพร้อม ๆ กับใช้ครีมที่ดีซักตัวนึงในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตของหน้าอก จะช่วยป้องกันริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เกินจากผิวแห้งกร้าน และทำให้หน้าอกมีความอ่อนเยาวน์ เต่งตึงสวยงาม

แน่นอนว่าหน้าอกสวย ๆ นั้นเป็นผลมากจากการดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่เฉพาะรูปร่างความสวยงาม แต่ต้องเป็นการดูแลสุขภาพควบคุมไปด้วย หากจะมีหน้าอกที่สวยงามคุณต้องดูแลตัวเองทั้งภายนอก และภายในควบคู่กันไป เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะพยายามรักษาอวัยวะที่บ่งบอกความเป็นแม่ในตัวคุณให้อยู่กับคุณตราบนานเท่านาน การดูแลหน้าอกตัวเองอย่างสม่ำเสมอยังช่วยทำให้คุณเห็นความผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นอาการแรกเริ่มของโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งเต้ามนมได้อีกด้วย ดังนั้นให้คุณผู้หญิงหันมาใส่ใจดูแล นม กันเสียตั้งแต่วันนี้ก่อนที่จะสายเกินไป

บทความจาก www.sp-cosmeticsurgery.com/blog/
(ห้ามเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาติอย่างเป็นทางการ)

ที่มาข้อมูล : www.sp-cosmeticsurgery.com




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 48

champ067
KidCowboy067
ศุกร์
19/11/2553
เวลา : 11:23
IP:
58.9.169.230

ข้อเสื่อมบรรเทา ข้อเราแข็งแรง
'ข้อเข่าเสื่อม' โรคที่เกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลาย บางลง อาจมีการแตกและเปื่อยยุ่ย หรือมีอาการสูญเสียน้ำเลี้ยงในข้อต่อ จนในที่สุดจะมีการสูญเสียกระดูกอ่อนผิวข้อไป


อาการของข้อเข่าเสื่อม จะปวดเมื่อเคลื่อนไหวข้อมากๆ บางครั้งมีเสียงดังที่ข้อขณะเคลื่อนไหว เจ็บแปลบตามแนวบริเวณข้อเข่า โดยความเจ็บปวดมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามผิวข้อที่ถูกทำลายมากขึ้น ทั้งยังมีการอักเสบของเยื่อบุข้อส่งผลให้มีน้ำในข้อมากขึ้นจนมีการบวมของข้อเข่าที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน ในระยะท้ายของโรคอาจมีกระดูกงอกตามขอบผิวข้อเดิมร่วมกับการโก่งผิดรูปของข้อเข่า

รศ.นพ.อารี ตนาวลี ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โรคข้อเสื่อมเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น พันธุกรรม น้ำหนักตัว ลักษณะการใช้งานข้อที่ไม่ถูกต้อง อาชีพที่มีการใช้งานของข้อมาก และการได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อ

ส่วน อายุ เป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการเกิดภาวะข้อเสื่อม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น กระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อจะมีการสึกหรอตามการใช้งานข้อ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงในกระดูกอ่อนจากโรคบางอย่าง เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ การติดเชื้อในข้อ ก็จะทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อให้เสื่อมเร็วยิ่งขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ รศ.นพ.อารี บอกอีกว่า การควบคุมน้ำหนักตัวก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะปกติแล้วข้อเข่าจะต้องแบกรับแรงกดถึง 6 เท่าของน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความล้าและเป็นปัจจัยที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น

อันตรายของข้อเข่าเสื่อม หากปล่อยทิ้งไว้ รศ.นพ.อารี ระบุว่า อาจทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้ยากลำบากและ ถึงขั้นที่ไม่สามารถลุกขึ้นยืนหรือเดินได้ด้วยตนเองอีกด้วย

ส่วนแนวทางการรักษา รศ.นพ.อารี เผยว่า ข้อเสื่อมรักษาด้วยวิธีการรับประทานยา ออกกำลังกาย ทำกายภาพบำบัด และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่มีความคงทนสูง ซึ่งเป็นการรักษาด้วยวิธีเปลี่ยนผิวข้อเข่าทั้งหมด (Total Knee Replacement) ที่มีทั้งแบบสามารถหมุนและเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงกับข้อเข่าจริง เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข

หากไม่อยากให้ข้อเข่าเสื่อมต้องรู้จักป้องกัน รศ.นพ.อารี แนะนำให้ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนเกิน เลี่ยงการคุกเข่า ขัดสมาธิ หรือนั่งยอง ๆ รวมทั้งการขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ ที่ไม่จำเป็น การออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพนั้นควรเลือกให้เหมาะสม เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน หรือการออกกำลังกายในน้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก

เนื่องในวันโรคข้อสากล 2 ต.ค.ชมรมศัลยแพทย์ข้อเข่าข้อสะโพกประเทศไทย รศ.นพ. ธไนนิธย์ โชตนภูติ ประธานชมรมศัลยแพทย์ข้อเข่าข้อสะโพกแห่งประเทศไทย เชิญชวนประชาชนเอาชนะโรคข้อ เพราะปัจจุบันมีคนไทยกว่า 2 ล้านคน กำลังป่วยด้วยโรคข้อ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จะรวบรวมเหล่าศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าและข้อสะโพกกว่า 500 คน มาร่วมเดินการกุศลเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนไทยตระหนักถึงโรคข้อเสื่อม

พร้อมร่วมฟังเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกและข้อโดยศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ชื่อดัง นิทรรศการให้ความรู้ บูธตรวจสุขภาพสำหรับประชาชน พร้อมเกมส์และกิจกรรมบันเทิงสำหรับผู้สูงอายุ โดยรายได้ทั้งหมดจากการบริจาคในงานการเดินการกุศลในครั้งนี้ จะนำไปบริจาคเพื่อสร้างสนามเด็กเล่นให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารในเขตภาคเหนือ จำนวน 10 แห่ง

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน ข้อเสื่อมบรรเทา ข้อเราแข็งแรง จะจัดขึ้น ในวันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม 2553 ณ ลานตะวันยิ้ม สวนลุมพินี ตั้งแต่เวลา 06.00 - 12.00 น. ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่หมายเลข 08-9813-2340.


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 49

champ067
KidCowboy067
ศุกร์
19/11/2553
เวลา : 11:25
IP:
58.9.169.230

cosmetic plastic surgery, Updated: 27/08/2010
เมดิเตอเรเนี่ยน ไดเอ็ท เพิ่มพลังสมอง
:: jwalsh หากเราสามารถกินอาหารได้เหมือนชาวกรีก แทนที่จะยัดอาหารอเมริกันเข้าปากซึ่งหาได้ดาดดื่นตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป




หากเราสามารถกินอาหารได้เหมือนชาวกรีก แทนที่จะยัดอาหารอเมริกันเข้าปากซึ่งหาได้ดาดดื่นตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป ก็จะทำให้สุขภาพของเราดีขึ้นมากมาย และยังทำให้สมองของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ เมื่อรับประทานอาหารไดเอ็ดแนวเมดิเตอเรเนี่ยน เป็นประจำก็จะสามารถช่วยเรื่องสุขภาพได้มากทีเดียว ซึ่งอาหารเมดิเตอเรเนี่ยน ไดเอ็ท นั้นจะประกอบด้วย ผลไม้ต่าง ๆ , ผักชนิดต่าง ๆ , olive oil, พืชตระกูลถั่ว, ปลา และไวน์

ซึ่งมีการศึกษาวิจัยว่าอาหารประเภทนี้ดีต่อสุขภาพ ดังที่กล่าวไว้ว่า จงกินเหมือนชาวกรีก นั่นเอง จากการศึกษาวิจัยค้นพบว่าคนที่กินอาหารประเภทนี้เป็นประจำจะทำให้ดูอ่อนเยาวน์กว่าเดิมประมาณ 2 ปี ซึ่งมีการวิจัยเรื่องสุขภาพจากการกินอาหารประเภทนี้อย่างจริงจังที่ Medical Center แห่ง Rush University ที่ Chicago

นักวิจัยให้ข้อมูลว่าอาหารแนวเมดิเตอเรเนี่ยน ไดเอ็ท มีผลดีต่อสุขภาพหัวใจอย่างมาก และยังสามารถช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ประสาทได้อีกด้วย ในการศึกษาวิจัยดังกล่าวนี้มีอาสาสมัครทั้งสิ้น 3,790 เป็นเพศชายและหญิงรวมกัน และมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 75 และอาสาสมัครทุกคนมีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น โดยการศึกษาวิจัยนี้ได้ทำการติดตามพฤติกรรมของอาสาสมัคร เกี่ยวกับการบริโภคอาหารแนวเมดิเตอเรเนี่ยน ไดเอ็ท ติดต่อกันนานถึง 7 ปี

หลังจากนั้นทั้งอาสาสมัครชาย และหญิงได้กรอกแบบสอบถามเกี่ยวกับองค์ประกอบอาหารที่พวกเขาได้รับในแต่ละวัน ทำให้ได้ข้อสรุปว่าไม่มีอาสาสมัครคนไหนเคร่งครัดกิน เมดิเตอเรนี่ยน ไดเอ็ท อย่างจริงจังตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ได้ 100%

อย่างไรก็ตามนักวิจัยได้แบ่งกลุ่มผู้ที่รับประทานอาหารแนวนี้ออกเป็น 3 ระดับคือ ได้รับขั้นต่ำ, ปากลาง และ สูง ซึ่งนักวิจัยได้ทดสอบการสุขภาพจิตของอาสาสมัคร และทดสอบความจำทั้งความจำแบบระยะสั้น และระยะยาว แล้วนำข้อมูลเหล่านี้ไปรวมกันเป็นคะแนน ความสามารถในการรับรู้ ซึ่งการทดสอบนี้จะทำกับอาสาสมัครทุก ๆ 3 ปี

กลุ่มนี้อยู่ในระดับสูง หรือเรียกง่าย ๆ ว่าได้รับอาหารแนว เมดิเตอรเนี่ยนไดเอ็ท มากที่สุดสามารถทำคะแนนได้ดีมาก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าในกลุ่มอาสาสมัครกลุ่มนี้จะดูอ่อนกว่าวัยประมาณ 2 ปี และมีประสิทธิภาพการทำงานของระบบสมองได้ดีกว่าอาสาสมัครกลุ่มอื่น ส่วนในกลุ่มปานกลางนั้นได้ผลด้านดีเล็กน้อย ส่วนกลุ่มระดับต่ำนั้นไม่ทำให้เกิดผลใด ๆ

ซึ่งจากการวิจัยนี้ทำให้เรารู้ว่าการได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอย่างอาหารแนว เมดิเตอเรเนี่ยนไดเอ็ทนั้น อาจไม่ใช่หนทางเดียวที่จะดูอ่อนเยาว์และมีพลังสมองที่ยอดเยี่ยม แต่การกินอาหารประเภทนี้ก็ช่วยได้มากทีเดียว และอาหารประเภทนี้ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วย อย่างไรก็ตามในงานวิจัยนี้ทางนักวิจัยไม่ได้ศึกษาองค์ประกอบร่วมอื่น ๆ เช่น ความถี่ในการออกกำลังกายของอาสาสมัคร เป็นต้่น

ดังนั้นเพื่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดีกว่า เราอาจจำเป็นต้องเลือกอาหารที่กินเข้าไปเพราะคำว่า You are what you eat. นั้นยังเป็นจริงเสมอ ซึ่งอาหารประเภท เมดิเตอเรเนี่ยนไดเอ็ท หรือที่เรียกอีกอย่างว่า กรีกไดเอ็ท นั้นมีผลต่อสุขภาพจิต และสุขภาพกายอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารับประทานเป็นประจำไป ก็จะสามารถเห็นผลได้

ลิขสิทธิบทความของ sp-cosmeticsurgery.com

ผู้ให้บริการ Cosmetic Surgery Thailand

(ห้ามเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาติอย่างเป็นทางการ)

ที่มาข้อมูล : www.sp-cosmeticsurgery.com








 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 50

champ067
KidCowboy067
พฤหัสบดี
27/1/2554
เวลา : 15:34
IP:
58.9.172.178

กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข

ผักและผลไม้ มีคุณค่า และมีประโยชน์ต่อร่างกาย จะให้วิตามิน และเกลือแร่เป็นหลัก มีเส้นใยอาหาร และสารหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพิ่มภูมิต้านทานโรค ควรกินผัก ผลไม้สดทุกวันอย่างเพียงพอและหลากหลายวันละอย่างน้อย 5 ขีด หรือครึ่งกิโลขึ้นไป จะช่วยป้องกันและลดการเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยควรกินผัก ผลไม้หลากหลายสี เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติของสารในผักสีต่างๆ ที่แตกต่างกัน

สีเขียว ได้แก่ ผักบุ้ง ผักโขม ผักปวยเล้ง ผักกาดหอม ผักคะน้า แตงกวา กะหล่ำปลี ใบชะพลู ใบทองหลาง ฯลฯ ประโยชน์ ให้สารคลอโรฟิลล์ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ถูกทำลาย ขจัดฮอร์โมน อันเป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านม

สีเหลือง-ส้ม ได้แก่ ส้มทุกชนิด มะละกอเหลือง แครอท ฟักทอง มันเทศ สับปะรด ฯลฯ ประโยชน์ ให้สารเบต้าแคโรทีน ฟลาโวนอยส์ ช่วยรักษาสุขภาพของหัวใจ หลอดเลือด ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย บำรุงสายตา

สีแดง ได้แก่ มะเขือเทศ พริกแดง แตงโม มะละกอ เมล็ดทับทิม ฯลฯ ประโยชน์ ให้สารไลโคปีน ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก ชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ลดไขมันในเลือด เพิ่มการเผาผลาญไขมัน

สีน้ำเงิน-ม่วง ได้แก่ กะหล่ำสีม่วง มะเขือม่วง ลูกหว้า ชมพู่มะเหมี่ยว ดอกอัญชัน หอมแดง ฯลฯ ประโยชน์ ให้สารแอนโทไซยานิน ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง ยับยั้งเชื้ออีโคไลในช่องทางเดินอาหาร (อาหารเป็นพิษ)

สีขาว-น้ำตาล ได้แก่ กระเทียม หัวไชเท้า ถั่วเหลืองทุกชนิด ลูกเดือย ขิง ข่า งาขาว ฯลฯ ประโยชน์ ให้สารแอนริซิน สร้างเซลล์ให้แข็งแรง ยับยั้งการเกิดเนื้องอก ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก ต้านการอักเสบ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล ลดปริมาณไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน รักษาระบบภูมิคุ้มกัน

"ใส่ใจกินผักผลไม้ ออกกำลังกายเป็นประจำ ร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นำชุมชนสุขภาพดี"

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  2   ดูหน้าต่อไป
 


เพื่อความปลอดภัยในการนำเสนอข้อมูลของผู้ใช้ Thailandoffroad.Com สมาชิกเท่านั้น จึงจะตั้งกระทู้ และ ตอบคำถามได้ครับ
สำหรับท่านที่สมัครสมาชิกแล้ว Login Click ที่นี่
สำหรับท่านที่ยังไม่ได้สมัครสมาชิก สมัครสมาชิก Click ที่นี่

   
18/5/2555 13:11
หน้าแรก | สมัครสมาชิก | LOGIN | LOGOUT | เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว | ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา(Contact Us) | ติดต่อโฆษณา | ตลาดนัดซื้อขาย
แจ้งปัญหาหรือขอคำปรึกษาการใช้ website หรือติดต่อประสานงานกิจกรรมออฟโรด:::>>> อีเมล์ webmaster@ThailandOffroad.Com หรือ ติดต่อเรา(Contact Us)
CopyRight©ThailandOffroad.Com April,2006 ViewMyStats Truehits.net     วันพุธ,3 กันยายน 2557  (Online 65659 คน)