เบาหวาน
RedMachine067
จาก Red Machine 067
125.24.117.111
อังคารที่ , 24/2/2552
เวลา : 20:31

อ่านแล้ว = 969 ครั้ง
แจ้งตรวจสอบกระทู้ แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       คุณมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานไหม?...
ปัจจุบันคนไทยวัย 35 ปีขึ้นไปป่วยเป็นโรคเบาหวานประมาณ 2.4 ล้านคน ผู้ที่เข้ารับการ
รักษากว่าครึ่งไม่เคยรู้มาก่อนว่าป่วยเป็นโรคนี้ และเป็นไปได้ว่ามีผู้ป่วยอีก 3 ล้านคนที่ยังไม่รู้ตัว
ว่าเป็นโรคเบาหวาน ลองทำแบบทดสอบเพื่อตรวจดูว่าคุณมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานมากน้อย
เพียงใด โดยทำเครื่องหมาย ที่ช่อง หากตรงกับสภาพหรืออาการของคุณ

คุณอายุมากกว่า 35 ปี
มีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคเบาหวาน ชอบกินของหวานๆ มันๆ
น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน
ออกกำลังกายน้อย
เป็นแผลแล้วหายยาก
กระหายน้ำมาก
ปัสสาวะบ่อย
อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย
น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
ตาพร่า มองไม่ชัด
ความดันโลหิตสูง
ปวด แน่น จุกเสียด
หิวบ่อย ทานจุ
ชาตามปลายมือปลายเท้า

หากคุณตอบใช่เป็นส่วนใหญ่ แสดงว่าคุณมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคเบาหวานจำเป็น
ต้องรีบบำบัดรักษาก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป...

เบาหวานคืออะไร...
เบาหวานเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้อย่างเพียงพอหรือร่างกายตอบสนอง
ต่ออินซูลินได้น้อยกว่าปกติ จึงไม่สามารถเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตรวมถึงโปรตีนและไขมันบาง
ส่วนได้อย่างเหมาะสม ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติซึ่งจะเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน
หลายอย่าง เช่น หัวใจวาย ตาบอด ไตวาย อัมพฤกษ์ อัมพาตและโรคติดเชื้อ เป็นต้น เบาหวาน
แบ่งออกเป็น 2 ชนิดดังนี้:
เบาหวานชนิดที่ 1 (เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน) ซึ่งเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้าง
อินซูลินได้อย่างเพียงพอ แม้ว่าเบาหวานชนิดนี้ส่วนใหญ่จะพบในเด็กและวัยรุ่น แต่ก็อาจพบ
ได้ในทุกกลุ่มอายุ ประมาณ 10% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดเป็นเบาหวานชนิดที่ 1
เบาหวานชนิดที่ 2 (เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน) ซึ่งมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายอย่าง
เช่น พันธุกรรม อายุ น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน เป็นต้น ตับอ่อนของผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้ส่วน
ใหญ่สามารถสร้างอินซูลินได้อย่างเพียงพอ แต่ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้น้อยกว่าปกติ
ประมาณ 90% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดเป็นเบาหวานชนิดที่ 2

โรคแทรกซ้อนของเบาหวานมีอะไรบ้าง...
ตา อาจเป็นต้อกระจกก่อนวัย ประสาทตาหรือจอตาเสื่อมและอาจทำให้ตาบอดใน
ที่สุด
ระบบประสาท ผู้ป่วยอาจเป็นปลายประสาทอักเสบ มีอาการชาหรือปวดแสบปวดร้อน
ตามปลายมือปลายเท้า ซึ่งมักจะทำให้มีแผลเกิดขึ้นที่เท้าได้ง่ายและอาจลุกลามจนเท้าเน่า
กระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือไม่มีแรงเบ่งปัสสาวะ กระเพาะอาหาร
ไม่ทำงาน มีอาการจุกเสียด อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ท้องเดินหรือมีอาการท้องเดินตอนกลางคืน
ผู้ป่วยชายมักมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ไต มักเกิดภาวะไตวาย มีอาการบวม ซีด ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต
ที่พบได้ค่อนข้างบ่อย
ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและตีบ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตและโรคหลอดเลือด
หัวใจตีบซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้ป่วยเบาหวาน ถ้าหลอดเลือดแดงที่เท้า
แข็งและตีบ เลือดไปเลี้ยงเท้าไม่พออาจทำให้เท้าเย็น เป็นตะคริวหรือปวดขณะเดินมากๆ หรือ
อาจทำให้เป็นแผลหายยากหรือนิ้วเท้าเป็นเนื้อตายเน่า
ภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย เช่น วัณโรคปอด กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวย
ไตอักเสบ กลาก โรคเชื้อรา เป็นฝีหรือพุพองบ่อย นิ้วเท้าหรือช่องคลอดอักเสบ เป็นต้น
แผลที่เท้า เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยเนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีภาวะปลาย
ประสาทอักเสบและภาวะขาดเลือด ทำให้เท้าชาเกิดแผลได้ง่ายและหายยากหรือเป็นเนื้อตาย
เน่า บางครั้งจำเป็นต้องตัดนิ้วเท้าหรือตัดเท้า ทำให้เกิดภาวะพิการได้

ทำไมผู้ป่วยเบาหวานมักเสียชีวิตจากโรคหัวใจ...
ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในอายุที่น้อยกว่าและมีความรุนแรง
ที่มากกว่า เนื่องจากระดับน้ำตาลที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงทั่วทั้งร่างกายเกิด
ความผิดปกติและเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีโรคอื่นๆร่วมด้วย เช่น
โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เป็นต้น ซึ่งโรค
เหล่านี้จะเร่งให้โครงสร้างและสภาพของหลอดเลือดเกิดความผิดปกติมากขึ้นและเร็วขึ้น หลอด
เลือดหัวใจจึงเกิดการอักเสบ ทำให้คราบไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือดมีการแตกออก และ
เกิดลิ่มเลือดมาอุดตันหลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลันส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหลอด
เลือดหัวใจตีบจึงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของผู้ป่วยเบาหวาน

อาการโรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวานจะแตกต่างจากผู้ป่วยโรคหัวใจทั่วไปอย่างไร...
สำหรับอาการโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยเบาหวาน อาการเจ็บหน้าอกมักจะไม่ชัด
เจนหรือไม่มีเลย เนื่องจากประสาทรับความรู้สึกเสื่อมสภาพลง จึงมักจะมีแค่อาการเหนื่อยง่าย
กว่าปกติ แน่น จุกเสียดหน้าอกเหมือนอาหารไม่ย่อย ปวดร้าวที่ไหล่ คอหรือต้นแขน วิงเวียน
ตัวเย็น เหงื่อออก ใจสั่นรู้สึกคล้ายจะเป็นลม อาการเหล่านี้อาจมีอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลาย
อย่างก็ได้

การแพทย์จีนค้นพบโรคเบาหวานตั้งแต่เมื่อไร...
สำหรับโรคเบาหวานบรรดาตำราการแพทย์ของประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่ของโลกต่าง
มีการบันทึกถึงโรคนี้ และนายแพทย์ฉินฉวน (Chen Chuan ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ .643) ซึ่งเป็น
แพทย์จีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยราชวงศ์ถังได้ค้นพบลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยเบาหวานคือ
ปัสสาวะมีรสหวาน โดยบันทึกไว้ว่า คนที่มีอาการกระหายและดื่มน้ำมาก ปัสสาวะบ่อยครั้ง
ปัสสาวะขุ่นข้นและมีรสหวาน อาการเหล่านี้เป็นโรคที่มีน้ำตาลรั่วในปัสสาวะ ซึ่งถือเป็นครั้งแรก
ในประวัติศาสตร์การแพทย์ที่มีการสรุปอาการของโรคเบาหวานได้อย่างละเอียดและชัดเจน หลัง
จากนั้นอีกพันกว่าปี นายแพทย์โทมัส วิลเลี่ยมของอังกฤษ จึงได้มีรายงานลักษณะเดียวกัน
ออกมาและผ่านไปอีกร้อยกว่าปีเศษ แม็คฮิว โดโบสัน จึงได้พิสูจน์ว่าในปัสสาวะของผู้ป่วย
เบาหวานมีน้ำตาล ซึ่งก็ล่วงเข้าไปในปี ค.ศ.1776 แล้ว

สาเหตุโรคเบาหวานในทัศนะการแพทย์จีน...
การแพทย์จีนได้จัดโรคเบาหวานให้อยู่ในกลุ่มโรคที่เกิดจากภาวะไตอ่อนแอ การเกิดและ
การพัฒนาของโรคเบาหวานมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับสารจิง ในไต สารจิงคือสารจำเป็น
ในการดำรงชีวิตที่เก็บไว้ในไต โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดดังนี้:
สารจิงที่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งเป็นสารที่ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อแม่ตั้งแต่เป็นทารกอยู่
ในครรภ์ พ่อแม่ที่มีปัญหาสุขภาพก็จะถ่ายทอดสารจิงที่ไม่สมบูรณ์ให้แก่ลูก ทำให้ไตของลูก
อ่อนแอตั้งแต่กำเนิด
สารจิงภายหลังกำเนิด ซึ่งเป็นสารที่ได้รับจากอาหารการกิน โดยม้ามและกระเพาะ
อาหารทำหน้าที่ลำเลียงมาเติมเพื่อไม่ให้สารจิงพร่องลง
ในทัศนะการแพทย์จีน ผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก สารจิงที่มีมาแต่
กำเนิด ไม่สมบูรณ์ส่งผลให้ไตอ่อนแอตั้งแต่กำเนิด จากผลการศึกษาทางคลินิกในปัจจุบันก็ได้
พิสูจน์แล้วว่า โรคเบาหวานส่วนใหญ่เกิดจากพันธุกรรม ผู้ป่วยเบาหวานที่มีประวัติครอบครัวเป็น
เบาหวานจะมีโอกาสเป็นสูงถึง 45% หากพ่อแม่ป่วยเป็นโรคเบาหวานทั้งคู่ โอกาสที่ลูกเป็นโรค
เบาหวานจะมีมากกว่า 50% นอกจากนี้ พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น
ไม่ควบคุมอาหารการกิน มีเพศสัมพันธ์มากเกินไป ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ การทานยาเคมีเป็นประจำ
เป็นต้น ก็จะส่งผลให้ สารจิงภายหลังกำเนิด พร่องลงอย่างรวดเร็วและก่อนเวลาอันควร ทำให้
ไตเสื่อมมากขึ้นและเร็วขึ้น เพิ่มความเสี่ยงหรือความรุนแรงต่อการเป็นโรคเบาหวาน

วิธีการบำบัดแบบองค์รวมของการแพทย์จีน...
เป็นที่ทราบกันว่าโรคเบาหวานมีโรคแทรกซ้อนหลายอย่างที่ทำให้เกิดภาวะพิการและมี
อันตรายถึงชีวิต ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับมูลเหตุและอาการของโรคเบาหวานมาเป็น
เวลาอันเนิ่นนาน ทำให้การแพทย์จีนมีการค้นคว้าและพัฒนาวิธีการบำบัดที่มีประสิทธิภาพอย่าง
ต่อเนื่อง การบำบัดโรคเบาหวานของการแพทย์จีนจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การควบคุมระดับน้ำตาล
ในเลือดเท่านั้น แต่ยังเน้นความสำคัญในการบำบัดต้นเหตุและโรคแทรกซ้อนของเบาหวานไป
พร้อมๆ กันดังนี้:
ทำความสะอาดและทะลวงหลอดเลือด สลายลิ่มเลือดและไขมัน ทำให้หลอดเลือด
โล่งสะอาดเพื่อป้องกันและบำบัดโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น
ปรับความสมดุลของร่างกายโดยเฉพาะความสมดุลของตับและตับอ่อน ทำให้ร่างกาย
สร้างโคเลสเตอรอลและอินซูลินในปริมาณที่เหมาะสม เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลก็จะตอบ
สนองต่ออินซูลินได้อย่างเหมาะสม จึงควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บำรุงไตเพื่อขจัดต้นเหตุของโรคเบาหวาน เนื่องจากไตอ่อนแอทำให้เกิดโรคเบาหวาน
และโรคเบาหวานก็จะทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นจนเกิดภาวะไตวาย ซึ่งถือเป็นวัฏจักรที่เลวร้าย การ
บำรุงไตให้แข็งแรงขึ้นจึงมีบทบาทสำคัญในการบำบัดโรคเบาหวาน
สารพัดอาการและโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดจากโรคเบาหวานจึงค่อยๆ ทุเลาลง ระยะ
เวลาการรักษาอาจไม่เท่ากันในแต่ละคน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ ความรุนแรงของอาการและระยะ
เวลาที่เรื้อรัง





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย


 



เพื่อความปลอดภัยในการนำเสนอข้อมูลของผู้ใช้ Thailandoffroad.Com สมาชิกเท่านั้น จึงจะตั้งกระทู้ และ ตอบคำถามได้ครับ
สำหรับท่านที่สมัครสมาชิกแล้ว Login Click ที่นี่
สำหรับท่านที่ยังไม่ได้สมัครสมาชิก สมัครสมาชิก Click ที่นี่


หน้าแรก | สมัครสมาชิก | LOGIN | LOGOUT | เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว | ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา(Contact Us) | ติดต่อโฆษณา | ตลาดนัดซื้อขาย
แจ้งปัญหาหรือขอคำปรึกษาการใช้ website หรือติดต่อประสานงานกิจกรรมออฟโรด:::>>> อีเมล์ webmaster@ThailandOffroad.Com หรือ ติดต่อเรา(Contact Us)
CopyRight©ThailandOffroad.Com April,2006 ViewMyStats Truehits.net     วันอาทิตย์,26 ตุลาคม 2557  (Online 48184 คน)