ความรู้ดีๆ 4x4 จากชาวบูรพา
   

น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:22
IP:124.121.36.241
อ่าน= 4326
ตอบ = 26

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน
       ...ข้ามไปดูปีเต็ง เห็นแว๊บๆว่ามีข้อเตือนใจที่เป็นประโยชน์
...เลยขออนุญาตcopy มาเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับมือใหม่ไว้ศึกษา
...มือเก่าไว้เป็นข้อเตือนใจ ในการท่องเที่ยวแบบ 4x4
...ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้ที่มีส่วนในบูรพาและเวบอ้างอิง
...กับข้อคิดดีๆเพื่อเป็นวิทยาทานกับสังคม 4x4
 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
 
   
คำตอบที่ 1


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:23
IP:
124.121.36.241


..........ข้อควรระวังในการใช้ไฮ-ลิฟท์ แจค
เมื่อรถของคุณเกิดยางแบน หรือยางหลุดออกมานอกกระทะล้อ จำเป็นต้องทำการ เปลี่ยนเอาล้อมาใส่แทน การใช้ไฮ-ลิฟท์ แจค เพื่อทำการเปลี่ยนล้อต้องทำด้วย ความระมัดระวัง ไม่ควรทำด้วยตัวเองเพียงคนเดียว ควรมีผู้ช่วยและให้ยืนห่างพอ ที่จะไม่เกิดอันตราย เมื่อต้องใช้ไฮ-ลิฟท์ แจค ยก ให้ยกที่บริเวณกันชนให้สูงพอ จนล้อลอยพ้นขึ้นจากพื้น แล้วหาขอนไม้หรือก้อนหินมาหมุนที่ปลายเพลาหรือ แหนบก่อนทำการถอดเปลี่ยนยาง เสร็จแล้วค่อยให้ไฮ-ลิฟท์ แจค ยกลงมา ห้ามทำ การยกค้ำลอยไว้ในขณะเปลี่ยนยางเป็นอันขาด
http://www.siamcar.com/siam4x4/tech/t5.html


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 2


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:24
IP:
124.121.36.241

นี่คือวิธีที่ท่านจะใช้ระบบขับเคลื่อน4ล้อแบบ Part time ของท่านให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากที่สุด

* ในเวลาปกติหรือส่วนใหญ่ให้ขับรถด้วยระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ( นี่คือที่มาของคำว่า “บางเวลา Part time”- เพราะคุณใช้มันเป็นบางครั้งเท่านั้น)
* สลับเปลี่ยนเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเมื่อคุณจำเป็นต้องเผชิญหิมะ,น้ำแข็ง หรือ ทางลื่นจากฝน ( ถ้าคุณใช้ระบบ (Manual hub) ก็ควรล็อคตลอดเวลาที่สภาพอากาศไม่ดี )
* สลับเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อก่อนที่ท่านจะติดกับอุปสรรคดีกว่าติดแล้วค่อยเปลี่ยนเป็น 4 ล้อ
* สลับกลับไปที่ ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อทันทีที่ไม่ต้องการในขณะที่รถยังเคลื่อนที่อยู่( โดยทั่วไปรถส่วนใหญ่มีระบบ สลับโดยไม่ต้องหยุดรถแล้ว)
* มั่นใจว่าน้ำหนักที่คุณบรรทุกในกระบะหลังมีน้ำหนักใกล้เคียงกับด้านหน้า (โดยเฉพาะเมื่อขับเคลื่อน 2 ล้อ) เช่นถ้าหน้าทิ่ม แรงฉุดการขับเคลื่อนของรถมาจากเพลาหลัง และจะทำให้แรงฉุดลดน้อยลงทั้ง 2 เพลา (จากสาเหตุกระบะไม่ได้บรรทุกอะไร เนื่องจะไม่มีน้ำหนักกดลง)

ข้อเสียของการขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อบนถนนดำด้วยความเร็วสูง
- ถ้าขณะเลี้ยวคุณใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออยู่ คุณจะรู้สึกว่าการเลี้ยวจะไม่ค่อยคล่องตัวเหมือนขับ 2 ล้อ (อาการขืนของล้อจะเกิดขึ้น – การเลี้ยวจะมีวงกว้างขึ้นมากกว่าปกติ)ทำไม ? เพราะขณะที่ขับเคลื่อน 4 ล้อ แกนเพลา ระบบเฟืองได้ถูกเชื่อมต่อ – เพลาทั้งสองได้รับกำลังพอๆกัน และ ความเร็วรอบเดียวกัน (นี้จึงเป็นสาเหตุการขืนขณะเลี้ยว)
- ขณะที่คุณเหยียบเบรค, เพลาหน้าจะรับแรง 80% และส่วนที่เหลือจะส่งผ่านเพลากลางไปยังเพลาหลังทำให้เกิดความ ไม่สมดุลของเบรคและเกิดอาการล็อคล้อ นี่เป็นสาเหตุทำให้รถส่ายและหมุน คว่ำได้
- ขณะที่คุณขับเคลื่อน 4 ล้อ ,ระบบ ABS ของท่านจะทำงานไม่สมบูรณ์ ดังนั้นควรขับ 2 ล้อในเวลาปกติเพื่อความปลอด ภัยดีกว่า
offroad tips and technicals / Suzuki 4WD club of Tasmania


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 3


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:25
IP:
124.121.36.241

เทคนิคการขับรถผ่านทางโคลน

ก่อนออกเดินทางไปที่ใดก็ตาม เราควรจะศึกษาและประเมิณถึงสภาพเส้นทาง ลักษณะโดยทั่วไปของพื้นดิน ลำธาร น้ำ หิน โดยเฉพาะโคลน เพื่อเลือกใช้ยางให้ถูกต้องกับสภาพนั้นหรือเตรียมการรับสภาพข้อเสียที่รถเรามีอยู่ และใช้เทคนิคอื่นๆหรือเตรียมเครื่องมือในการผ่านอุปสรรคนั้นๆไปได้ การขับรถในทางโคลนที่มีความนิ่ม ความแข็ง การให้ตัว แต่ละแบบนั้น มีเทคนิคการขับที่แตกต่างกันออกไป ทีนี้เรามาดูกันว่าโคลนแต่ละแบบ ยางแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร ดังจะกล่าวถึงสภาพหลักๆที่พบบ่อยมีดังนี้

ทางโคลนเล่ะๆ ที่มีพื้นข้างใต้ที่แข็งเช่น เส้นทางผาสวรรค์บน-ล่าง
ยางหน้าแคบจะทำงานได้ดีที่สุดโดยการกดแทรกหน้ายางลงไปในโคลนเหลวจนถึงพื้นชั้นดินที่แข็งด้านใต้ก่อให้เกิดแรงกดพารถเคลื่อนตัวไปได้ ตรงกันข้ามกับยางหน้ากว้างที่หน้ายางจะลอยปั่นอยู่ในชั้นโคลนเหลวโดยไม่ลงลึกลงไปถึงระดับดินแข็ง
โคลนหนา เนื้อแน่น เหนียวหนึบ เช่น เส้นทางถ้ำผานกนางแอ่น
ยางหน้ากว้างจะทำงานได้ดีในสภาพแบบนี้เนื่องจากมีการลอยตัวและจับโคลนได้เป็นอย่างดี พร้อมกับการปล่อยลมยางช่วยให้เหลือประมาณ 20 -25 ปอนด์ต่อ ตร.นิ้ว จะทำให้ผ่านอุปสรรคไปได้สบายเลยทีเดียว

แต่ถ้าไม่มองถึงเรื่องชนิดของโคลนหรือยางเลย เราพอจะมีหลักวิธีทั่วๆปในการผ่านอุปสรรคโคลนไปได้ก็คือ อย่างแรกยางเราจำเป็นต้องเป็นแบบดอกใหญ่ หรือที่เรารู้จักกันในรูปของยางMud ที่สามารถสะบัดโคลนและทำความสะอาดตัวเองได้ดี ถ้าดอกถี่ๆหรือเล็ก โคลนจะเข้าไปอุดจนมันลื่น จะไม่สามารถจับพื้นให้รถเคลื่อนตัวไปได้ แต่ไอ้เจ้ายางMud ที่ว่านี้ข้อดีของเค้าคือว่าดอกใหญ่มีที่ว่างระหว่างดอกกว้าง เพื่อจะให้โคลนดินที่ติดอยู่หลุดและดอกยางจะสะอาดอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ยางพวกนี้จะมีข้อเสียขณะวิ่งบนทางดำหรือยางมะตอยจะลื่นหรือไม่ดีเอามากๆเพราะว่ามันมีดอกยางที่สัมผัสผิวถนนน้อย แล้วก็ในทรายก็ทำท่าจะขุดให้ลึกอย่างเดียวไม่ให้เคลื่อนไปข้างหน้าเท่าไหร่ สุดท้ายคือเสียงดังมากครับเวลาวิ่งบนถนนหลวง

เทคนิคการขับในทางโคลน
เทคนิคการขับรถในทางโคลนค่อนข้างแตกต่างกับลักษณะพื้นแบบอื่นๆ และแตกต่างกันตามชนิดของพื้นโคลนนั้นๆ การปล่อยลมยางจะช่วยได้มากในสภาพโคลนหนาๆลึกๆพร้อมกับที่จะทำให้ก่อให้เกิดปัญหาได้เช่นกันเมื่อไปเจอของแข็งที่ไม่คาดคิดใต้โคลนนั้น โดยปกติพื้นโคลนจะมีพวกรากไม้หรือกิ่งไม้คอยรอที่จะบาดแก้มยางของคุณได้ตลอดเวลา ดังนั้นทางที่ดีที่สุดพยายามหลีกเลี่ยงวิธีการปล่อยลมยางออกเป็นวิธีสุดท้ายก็แล้วกัน ถ้าจำเป็นจริงๆ
การขับรถบนเส้นทางที่มีร่องลึก ร่องลายล้อจะมีสภาพที่แน่นและค่อนข้างแข็งเนื่องจากน้ำได้เซาะร่องล้อนั้น แม้ว่าบางครั้งร่องล้อเก่าจะดูลึกกว่า น่ากลัวว่าบริเวณที่ไม่มีร่องล้อแต่มันสามารถจะมั่นใจได้ว่าสภาพดินนั้นแข็งและสามารถไปได้ อย่าเปิดลายหรือเส้นทางใหม่โดยไม่จำเป็น นอกจากเป็นการทำลายเส้นทางธรรมชาติแล้ว ยังอาจจะสร้างปัญหาจากสภาพพื้นดินที่เราไม่รู้เพิ่มขึ้นอีก
เทคนิคอีกอย่างคือการสายพวงมาลัยไปมาประมาณ 90 องศาจากตรงกลางเพื่อช่วยในการเซาะของหน้ายางเข้าไปในโคลนอันจะก่อให้เกิดการเคลื่อนตัวได้ แต่อย่าหมุนล้อแบบเร็วหรือมากเกินไปจนทำให้ระบบบังคับเลี้ยวพังจะทำให้ปัญหาบานปลายไปใหญ่
จากที่กล่าวมาทั้งหมดแล้า การขับรถผ่านทางโคลนนั้นไม่สามารถคาดเดาลักษณะของปัญหาได้ทั้งหมด เราจำเป็นต้องมีทักษะการขับรถอื่นๆควบคู่ไปด้วยและเลือกใช้วิธิต่างๆให้ถูกต้องกับเวลาและสถานการณ์ และสิ่งที่สำคัญที่สุดและไม่มีทางเปลี่ยนก็คือคุณจำเป็นต้องมียางMud ที่ดี ดอกใหญ่ พร้อมกับอุปกรณ์กู้ภัย เช่นวินซ์ หรือ Hilift Jack อื่นๆติดไปด้วยทุกครั้ง.
การบำรุงรักษารถหลังจากผ่านโคลน
โคลนนั้นโดยเฉพาะดินเหนียวที่หน้าจะติดแน่นมาก มันจะสะสมข้างในวงล้อ และส่วนที่มีผลกระทบมากคือผ้าเบรค ลักษณะแบบนี้จำเป็นต้องทำความสะอาดโดยทันทีที่พบ แต่การสะสมแบบอื่นที่จะสังเกตูไม่ค่อยเห็นโดยชัดเจนแตจำเป็นต้องเอาออกคือบริเวณวงกระทะล้อ ถึงแม้ว่าจะมีปริมาณเพียงเล็กน้อยแต่มันอาจจะทำให้ล้อหมุนไม่สมดุล ก่อให้เกิดอาการสั่นขณะวิ่งได้
นอกเหนือจากสภาพที่สังเกตุได้ เราจำเป็นต้องตราจเข็คช่วงล่างส่วนอื่นเช่น diff หรือ ท่อระบายของgearbox เพราะอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายอื่นตามมาอีกมากมาย.
From
www.offroader.com


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 4


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:26
IP:
124.121.36.241

ใส่ยางใหญ่ขึ้น ดีขึ้นตรงไหน? แล้วแย่ลงยังไง?
คำถามนี้น่าจะเป็นคำถามที่อยู่ในใจใครหลายคนที่ขับรถขับเคลื่อน 4 ล้ออยู่และคิดจะเปลี่ยนยางหรือแต่งให้รถดูดีขึ้น ส่วนใหญ่อาจจะทราบจากคำบอกเล่าหรือตามหนังสือนิตยสารต่างๆ และ นี่ก็ถือว่าเป็นแหล่งข้อมูลอีกแห่งหนึ่งซึ่งผู้ที่วิเคราะห์และระบุข้อดี ข้อเสียโดย Bf Goodrich ผู้ผลิตยางออฟโรดรายใหญ่ ยอดนิยมไปทั่วโลก ทางเราจึงนำมานำเสนอเพื่อแบ่งปันข้อมูลกันในการพิจารณา ที่จะเปลี่ยนยางครั้งต่อไปน่ะครับ

ข้อดีสำหรับการใส่ยางใหญ่ๆให้กับรถของคุณ
1. แน่ล่ะ อย่างแรกคือ มันจะทำให้รถของคุณดูแน่น ดูดุ สวยงาม เพิ่มระยะสูงจากพื้นถนนถึงเพลา
2. ยางใหญ่ มีหน้ายางกว้าง จะไม่ค่อยมีอาการจมตัวลงขณะที่คุณวิ่งบนพื้นนิ่มๆ เช่น โคลนเล่ะ พื้นทราย
3. ยางใหญ่ๆ มีอากาศ หรือลมบรรจุอยู่ภายในมาก นั่นก็คือมันจะไม่แบนง่ายๆหรือใช้เวลานานกว่าจะรั่วจนหมดถึงแบนแต๋นแต๋
4. ยางใหญ่ๆ จะมีพื้นที่หรือหน้ายางที่สัมผัสพื้นถนนมากขึ้น ก่อให้เกิด การฉุดลากที่ดี
5. แก้มยางที่หนาๆจะก่อให้เกิดความนุ่มนวล ซับแรงกดในขณะที่ขับหรือไต่ พื้นหินหยาบได้ดี
6. แก้มยางที่หนาขึ้นทำให้การขับรถบนถนนเรียบหรือดินลูกรังได้รับความนุ่มนวล สบายยิ่งขึ้น

ข้อเสีย สำหรับยางที่สูงขึ้น ใหญ่ขึ้นกว่าปกติ
1. ทุกๆนิ้วความสูงของยางที่เพิ่มขึ้น รถคุณจะสูญเสียกำลังเครื่องยนต์ 3.5 %
2. ยางที่ใหญ่ขึ้นจะมีผลกระทบทำให้ระบบห้ามล้อต้องทำงานหนักขึ้น ระยะหยุดเพิ่มขึ้น
3. การใส่ยางที่ใหญ่ขึ้นอาจก่อความลำบากและกำลังตกลงในการปีนไต่เนินชัน เพราะน้ำหนักที่มาก และ แหนบต้องทำงานหนักขึ้น
4. หน้ายางที่กว้างจะมีผลเสียทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนหรือผลกระทบกับชิ้นส่วนต่างๆของระบบบังคับเลี้ยว
5. ยางหน้ากว้าง ใหญ่ขึ้น มีน้ำหนักมากขึ้น แน่นอนก็ต้องตามมาด้วยอัตราการกินน้ำมันที่เพิ่มขึ้นด้วย
6. มีราคาใหญ่มากขึ้น ราคาก็สูงเพิ่มขึ้นตามตัว

ทีนี้ก็คงจะมีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นในการพิจารณาว่าเราจะใส่ยางใหญ่ขนาดไหน กำลังดีให้เหมาะกับรถของเรา ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการใช้ หรือท่องเที่ยว โอกาสในการใช้ ผลเสียหรือผลกระทบที่จะมีต่อเครื่อง ระบบช่วงล่าง มีมั้ย ต้องดัดแปลงปรับปรุงอะไรเพิ่มหรือเปล่า ถ้าคุ้มมีกำลังทรัพย์ละก็OK สุดท้ายคงจะไม่มีใครสามารถบอกได้แทนท่านละครับว่าขนาดไหนดี ขึ้นอยู่กับท่านคนเดียวว่าอยากได้แบบไหน ข้อเสียยอบรับได้หรือไม่ ถ้าได้ไม่มีปัญหาก็ใส่มันเต็มที่ไปเลย


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 5


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:26
IP:
124.121.36.241

การกระทำที่อาจจะก่อให้เกิดความยุ่งยากในการเดินทาง
การออกเดินทางท่องเที่ยวแต่ละครั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่เรากลัวกันมากคือ รถเสียระหว่างเดินทางไม่ว่าจะเป็นขาไปหรือขากลับ มันช่างเป็นอะไรที่บรรยายไม่ถูกสำหรับผู้ที่ต้องเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าสถานที่ ธรรมชาติจะสวยขนาดไหน ยากที่จะทิ้งความกังวลเรื่องนี้ออกไปได้ และที่สำคัญถ้าเกิดในเส้นทางที่เลวร้าย ในป่าเขาห่างไกลชุมชนยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งมันจะทำให้ท่านไม่สนุก มีความกลัวและระแวงการเดินทางแบบนี้ไปอีกนาน
สิ่งเหล่านี้เราสามารถป้องกันหรือลดโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ให้น้อยที่สุดได้ ถ้าเรารู้จักความระมัดระวัง ใส่ใจกับสิ่งเล็กๆน้อย มันอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาที่น่าจะรู้หรือปฏิบัติเป็นประจำรู้แล้ว แต่ถ้าท่านละเลยมัน หรือพลาดในการกระทำบางอย่าง อาจเป็นเหตุให้เกิดปัญหาบานปลายใหญ่โตได้
มีการกระทำที่พบเป็นประจำอยู่ 10 อย่างที่ในหมู่นักท่องเที่ยว ขับรถทั้งหมาย ละเลย และไม่ให้ความสำคัญกับมันในขณะหรือก่อนเดินทาง ทำให้สามารถก่อให้รถของท่านมีปัญหาระหว่างเดินทางได้ มีอะไรบ้างครับเรามาดูกัน

1. ความไม่ใส่ใจ ขาดการดูแลสภาพของยางรถของคุณ ดอกยาง การฉีกขาดของแก้มยาง รวมทั้งกะทะล้อ ผมว่ามีไม่กี่คนหรอกครับที่ก้มดูยางรถตัวเองอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนออก เดินทาง ดูซักนิดเถอะครับ เส้นละ 1 นาที รวม 4 นาทีเอง
2. การใช้ความเร็วหรือรอบเครื่องยนต์สูงๆ เพื่อเอาชนะอุปสรรค หลายครั้งที่พิสูจน์มาแล้วครับว่า ในเส้นทางออฟโรด การใช้รอบสูงๆ ใส่เต็มๆ ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป ใช้ความพอดีดุจพินิจในสภาพเส้นทางโดยเฉลี่ยซัก 2000 -3000 รอบก็พอ อุปสรรคต่างๆ โคลน น้ำ โขดหิน หรือ ลาดชัน ไม่จำเป็นต้องชนะด้วยความเร็ว ตรงกันข้ามันอาจจะนำมาซึ่งความเสียหายของรถมากว่าความสำเร็จในที่สุด
3. รถสมัยนี้ทุกคัน ระบบบังคับเลี้ยวพวงมาลัยจะเป็นแบบพาวเวอร์ มันทำให้ท่านเบาแรง หมุนพวงมาลัยซ้าย-ขวาได้อย่างรวดเร็ว นี่แหล่ะจะเป็นสาเหตุตัวทำลายช่างล่างและระบบบังคับเลี้ยวของท่านอย่างดี ถ้าท่านกระทำมันขณะรถนิ่งอยู่กับที่บ่อยๆ โดยเฉพาะในเส้นทางที่หยาบ เป็นโขดหิน เพราะมันจะเกิดอาการขัดตัว ฝืนตัวระหว่างล้อกับพื้นดินอย่างเร็วและแรง ขณะที่ท่านส่ายมันไปมาอยู่กับที่ พอนึกภาพออกน่ะครับ ต้องระวังดีๆ
4. การเหยียบครัชหรือเลี้ยงครัชขณะลงเนินหรือขึ้นเนินชัน อันนี้คงไม่ต้องบอกน่ะครับว่าถ้าทำแล้วอาการของรถจะเป็นอย่างไร อย่าเผลอทำนะครับ เพราะมันจะจบลงด้วยความรุนแรงและรวดเร็วเสมอ
5. การขับรถท่องเที่ยวป่าแน่นอนต้องไปเป็นกลุ่มหลายคนหลายคัน เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ที่สำคัญความคิดเห็นที่กล้า บ้าบิ่นของใครบางคนอาจจะอันตรายสำหรับการเดินทาง อย่าเห็นพ้อง หรือ เออออ ห่อหมกกันไปหมดในเวลาที่ต้องใช้ความระมัดระวังหรืออันตรายมากกับอารมณ์สนุกหรือท้าทายจากเพื่อนเรา การแสดงความคิดเห็นหรือขัดแย้งอาจจำเป็นในบางกรณี
6. "การขับรถคร่อมสิ่งกีดขวาง" ได้! แต่ต้องดูให้ดี รถคุณสูงเท่าไหร่? ไอ้ที่จะคร่อมสูงเท่าไหร่? ไม่น่าอายถ้าเกิดความไม่แน่ใจ แล้วจอดลงมาดู พิจารณา หรือเบี่ยงออกไป
7. ถ้าท่านเป็นคันแรก อย่ารีบเร่งที่จะขับผ่านลำน้ำถึงแม้ท่านจะเคยผ่าน ( เมื่อนานมาแล้ว) พื้นท้องน้ำ ความลึกเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เป็นความผิดมหันหรือประมาทอย่างยิ่ง ถ้าท่านไม่ลงไปสำรวจมันก่อน
8. การสอดนิ้วไว้ในช่องพวงมาลัยรถตลอดเวลาขณะขับบนทางวิบาก บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าทำไมต้องใส่โช็คกันสะบัด พวงมาลัยรถน่ากลัวนักหรือ? มันจะตีแรงขนาดไหน? ระวังไว้เถอะครับ อาการดีดหรือตีกลับขณะที่ล้อไปชนสิ่งกีดขวางทำให้ล้อหันแล้วส่งอาการมาที่พวงมาลัยมันแรงและเร็วไม่ใช่เล่น ไม่เชื่ออย่าลบหลู่น่ะ
9. " ทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้าน" อย่าอมยิ้มหรือนึกว่าไม่สำคัญน่ะครับ บางครั้งการมีหรือไม่มีโทรศัพท์ ณ สถานการณ์หนึ่งๆ มันมีผลลัพท์ออกมาคนละเรื่องเลยน่ะ
10. " เริ่มคิดจะเปลี่ยนเกียรเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเมื่อรถคุณติดในอุปสรรคแล้ว " บางครั้งการปรับเปลี่ยนตอนนี้อาจจะสายไปซะแล้วสำหรับการเปลี่ยนใจ ใส่สี่ล้อก่อนเถอะครับเมื่อคุณเริ่มรู้สึกว่าจะมีอุปสรรคข้างหน้าแล้ว

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คิดว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเรานักขับรถออฟโรดสมัครเล่นทั้งหลาย เพื่อลดการสูญเสียหรือหลีกเลี่ยงความเสียหายอันอาจจะเกิดกับรถท่านได้ อ้อ ! อีกนิดหนึ่ง " ออกรถอย่าลืมปลดเบรคมือน่ะครับ ( สำหรับ Jeep ทั้งหลาย)"
ที่มา : www.abc4x4.com


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 6


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:27
IP:
124.121.36.241

Body Lifts ( การยกสูงด้วยวิธียกตัวถัง)
รถออฟโรดมันต้องยางMud ถ้าได้ยางใหญ่ๆ ก็ดีใต้ท้องจะได้สูงขึ้น ลุยได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นการยกสูงสำหรับรถออฟโรดนั้นเป็นของคู่กัน ใครไม่ได้ทำดูจะหน่อมแน้มไปหน่อย การยกสูงที่นิยมกันในบ้านเรานั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือแบบยกช่วงล่าง (Suspension Lift) กับ แบบยกตัวถัง ( Body Lift) บางคันก็เลือกแบบใดแบบหนึ่ง บางคันก็ทำทั้ง 2 แบบ ขึ้นอยู่กันยี่ห้อรถ ช่วงล่าง และที่สำคัญคือ กำลังทรัพย์ ถ้าเบี้ยน้อยหอยน้อย ส่วนใหญ่ก็มามองที่การยกตัวถัง ที่ค่าใช้จ่ายถูกกว่ายกช่วงล่างหลายเท่าตัว แต่ก็ยังกังวลเรื่องผลเสียโดยรวมที่มีมากกว่ายกช่วงล่าง เราก็เลยค้นคว้าหาข้อมูลข้อดีข้อเสียของการยกตัวถังมาให้อ่านกัน จะได้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจของท่านในกรณีที่ต้องการ

ข้อดีของการยกตัวถัง
1. ถูก ไม่แพง
2. จุดศูนย์ถ่วงของน้ำหนักรถอยู่ต่ำกว่าการยกช่างล่าง
3. เพิ่มพื้นที่เพื่อที่จะใส่ยางใหญ่อย่างเห็นได้ชัด พร้อมทั้งจะทำให้เพลาอยู่คนละระดับกับแนวกันชน

ข้อเสียของการยกตัวถัง
1. ไม่ได้เพิ่มระยะความสูงของช่วงล่างจากพื้นดิน
2. การยกตัวถังที่มากกว่า 2 นิ้ว จำเป็นต้องใส่ก้อนเหล็กรองตัวถังเพื่อรับน้ำหนักโดยรอบซึ่งในระยะยาวอาจก่อให้เกิดการล้าหรือเคลื่อนได้
3. และที่พบมากที่สุดคือ เมื่อยกตัวถังไม่ว่าจะแค่ 1 นิ้วหรือสูงกว่าจะทำให้หม้อน้ำ/พัดลมหม้อน้ำอยู่คนละระดับกัน ถ้ายกสูงมากๆ อาจจะต้องดัดแปลงชุดเพลาจากห้องเกียร์ สายไฟ และ กรองน้ำมันเชื้อเพลิง อื่นๆอีกมากมาย

ใช่ครับ ของถูก ดีๆ ไม่มีในโลก ถ้าใครจะยกตัวถังก็ควรจะต้องคิดดีๆ หาร้านที่มีช่างมีฝีมือ ไว้ใจได้ มีประสบการณ์ น่าจะทำให้ปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นมีน้อยที่สุด


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 7


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:28
IP:
124.121.36.241

หิน...สุดๆ
หลังจากที่กลับมาจากทริปกีบสมุทร แก่งหินเพิง จากสภาพเส้นทางที่ได้พบมา เห็นสภาพความเสียหายของช่วงล่างที่เกิดขึ้นกับรถเพื่อนๆ มากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับสภาพรถบวกฝีมือแล้วก็โชคช่วยนิดหน่อย ก็เลยเป็นที่มาของการนำเสนอเรื่องเทคนิคการขับรถในสภาพถนนที่เต็มไปด้วยหินเพื่อให้เพื่อนได้ไว้เป็นข้อมูลในการเดินทางที่จะเส้นทางแบบนี้ อาจจะพอช่วยลดความเสียหายไปได้บ้างไม่มากก็น้อย
การขับรถบนทางหินนั้นสิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือสภาพและชนิดของรถ ความสูงของรถกับระบบช่วงล่าง สองอย่างนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่เราต้องพิจารณาว่ารถเรานั้นเหมาะสมที่จะเดินทางผ่านไปได้หรือไม่ ความสูงของรถที่พอเพียงจะสามารถทำให้เราผ่านอุปสรรคหินขนาดใหญ่ใต้ท้องรถไปได้โดยไม่มีการกระแทกกับชิ้นส่วนใดๆของช่วงล่าง พร้อมกับระบบช่วงล่าง (โช็คอับ แหนบ เพลา) ที่ดีจะทำให้ล้อรถนั้นสามารถไต่เคลื่อนไปบนพื้นหินได้ตลอด
ระบบช่วงล่างอิสระ เช่นปีกนก หรือคอยสปริงนั้น ปกติจะขับไปได้อย่างราบเรียบ มีการให้ตัวที่ดี บนสภาพทางหินเช่นนี้ แต่จากการออกแบบระบบช่วงล่างแบบนี้จะมีข้อจำกัดเรื่องขนาดของล้อและความสูงของช่วงล่าง อีกอย่างสิ่งที่แน่นอนและตายตัวสำหรับการขับรถบนทางหินคือเราจำเป็นต้องใช้ความเร็วต่ำหรือช้ามากๆขณะที่ขับผ่านอุปสรรคเพื่อหลีกเลี่ยงการกระแทกกับพื้นให้มากที่สุด
เนื่องจากระบบช่วงล่างอิสระที่อยู่ด้านหน้าโดยปกติจะทำให้การขับนั้นราบเรียบจากการยุบตัวของช่วงล่าง สิ่งนี้มันได้ทำให้ระบบนี้มีการเปลี่ยนแปลงความสูงของช่างล่างหรือการยุบตัวด้านหน้าขณะเดินทางอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ล้อหน้ากระทบกับอุปสรรคหรือหิน ล้อจะถูกยกขึ้นเพื่อซับแรงกระแทก พร้อมกับแกนเพลาหรือดุมเพลาที่อยู่ใต้ท้องที่อยู่ในตำแหน่งแนวเดียวกันจะมีอาการยุบตัวลงทำให้กระปุกเพลาเกิดการกระแทกหินได้ ถึงแม้ว่าขนาดของหินที่เราค่อมผ่านนั้นจะต่ำกว่าความสูงของช่วงล่างเรากว่าครึ่งก็ตาม
ช่างล่างด้านหน้าที่เป็นระบบคานแข็งนั้นในสภาพการขับทั่วไปจะไม่สบายราบเรียบเหมือนระบบช่วงล่างอิสระ แต่ระบบคานแข็งจะมีข้อดีคือขณะที่ขับบนทางออฟโรดนั้นเมื่อเวลาล้อหน้ากระทบอุปสรรค แกนเพลาทั้งแกนจะถูกยกลอยตามเพื่อรับแรงกระแทก สิ่งนี้จะทำให้ความสูงของช่วงล่างไม่มีการยุบตัวและสามารถรักษาความสูงของช่วงล่างไว้ได้โดยไม่มีการกระแทก
ถ้าเราจำเป็นต้องผ่านอุปสรรคที่เป็นหินหน้าตัดขนาดใหญ่หรือสูง เราจำเป็นต้องเข้าแบบทำมุมเฉียงเพื่อให้ล้อแตะอุปสรรคที่ละล้อ จำไว้เสมอว่าการเอียงเข้าหาอุปสรรคแบบนี้ต้องคำนึงถึงระดับความเอียงของรถช่วงขณะที่จะทิ้งตัวลงจากหินว่าจะต้องไม่มากเกินไปที่จะทำให้รถคว่ำได้

สรุปแล้วการขับรถบนถนนที่มีหินใหญ่ น้อยมากมาย ก่อนอื่นเราต้องดูสภาพรถเราเอง ความสูงและระบบช่วงล่างว่าพอไปได้มั้ย ข้อดีข้อเสียของรถเราอยู่ที่ไหน ต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นกว่าปกติหรือไม่ ถ้าเราไม่ประมาท รอบคอบ เราก็จะผ่านอุปสรรคหินๆต่างเหล่านี้ไปได้อย่างสบายโดยที่ท้องไม่มีบาดแผลใดๆให้ช้ำใจ


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 8


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:28
IP:
124.121.36.241

การเตรียมตัวก่อนออกเดินทางไกล

คาดว่าปีใหม่นี้หรือในเดือนธันวาคมที่มีวันหยุดยาวหลายวัน ส่วนใหญ่จะให้รางวัลกับชีวิตกับตัวเองโดยการเดินทางไปพักผ่อนในสถานที่ไกลๆ ที่ใช้เวลานาน ที่ในช่วงกลางปีไม่สามารถทำได้ ความพร้อมของยานพนะที่จะพาเราและครอบครัวไปเป็นเรื่องสำคัญรวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆที่ถ้าหากขาดไปอาจจะทำการพักผ่อนหมดสนุกไปเลยก็ได้ ผมได้คัดลอกคู่มือการเตรียมการเดินทางไกลโดยรถยนต์จากผู้มีความรู้และชำนาญเรื่องการท่องเที่ยวป่าทางรถยนต์มาเสนอ ซึ่งอาจจะมีประโยชน์หรือแนวทางสำหรับท่านก่อนการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวที่สนุกโดยปราศจากปัญหามากวนใจ

1. ก่อนที่ท่านจะเดินทางไปที่แห่งใดควรศึกษาสภาพแวดล้อม อากาศ ลักษณะพื้นที่เพื่อการเตรียมตัวเรื่องเสื้อผ้า รองเท้า ให้เหมาะสมกับที่นั่น ท่านควรจะโทรแจ้งเพื่อนหรือญาติที่ใกล้ชิดบอกสถานที่ที่จะไป ไปเมื่อไหร่กลับเมื่อไหร่ หมายเลขทะเบียนรถ เบอร์มือถือ จำนวนคนและใครในคณะที่ไปกับท่านด้วย อย่าประมาทหรือถือว่าเป็นการแช่งตัวเอง แต่รอบคอบไว้ดีกว่าครับ
2. โทรศัพท์มือถือ ไฟฉาย วิทยุVR ถ่านสำรองต้องนำไปด้วยครับ
3. อุปกรณ์และยาชุดปฐมพยาบาล ตรวจเช็คว่ามีทุกอย่างครบถ้วน ไม่หมดอายุ ถ้าสถานที่ที่ไปมียุงเยอะก็ต้องนำยาทากันยุงติดไปด้วย
4. อุปกรณ์กู้รถฉุกเฉินเช่น พลั่ว โซ่หรือสายพานลากรถ สเกล ยูโบว ในการเดินทานเราไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างทางเช่น รถตกข้างทาง ตกหลุมใหญ่ หรือรถเสีย ของพวกนี่จำเป็นครับ อ้อ ถ้ารถท่านมีเครื่องมือดับเพลิงยิ่งดีใหญ่ครับสามารถใช้ได้ทั้งในรถและในป่าถ้าเกิดท่านบังเอิญก่อกองไฟที่ใหญ่เกินกว่าที่จะดับได้โดยกระทันหัน
5. ปั๊มลมสำหรับเติมลมยางรถยนต์
6. สายพ่วงแบตเตอรี่
7. ชุดเครื่องมือประจำรถ แม่แรง ที่ขันล้อ น้ำมันเอนกประสงค์ ไฟส่องสำหรับซ่อมรถเวลากลางคืน
8. น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร น้ำมันเบรค จารบี อย่าง 1 -2 ลิตร
9. ฟิวส์ที่ใช้ในรถ ทุกชนิดและทุกขนาด
10. ตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ทุกชิ้นส่วน
- ระดับน้ำมันเครื่อง , น้ำมันเกียร , น้ำมันเบรค , น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ ,
- ระดับน้ำสำรองหม้อน้ำ , น้ำฉีดกระจก, น้ำกลั่นในแบตเตอรี่
- สภาพของสายพานเครื่องยนต์ ไดชาด , ท่อยางหม้อน้ำ , ขั้วแบตเตอรี่
- รังผึ้งหม้อน้ำมีโคลน ดินไปจับหรือไม่ ใบพัดลมหม้อน้ำเป็นอย่างไร , เป่ากรองอากาศ
11. วินซ์มือ จำเป็นสำหรับรถที่ไม่มีวินซ์

สิ่งของต่างๆที่ได้นำเสนอมา อย่าไปหวังเผื่อว่าจะไปหาเอาข้างหน้าหรือเพื่อนร่วมเดินทางท่านคงจะมี เตรียมไปเองดีกว่าครับเพราะถ้าเพื่อนเราคิดเหมือนกันอาจจะทำให้ในกลุ่มเราไม่มีของบางอย่างเลยก็ได้ ขอให้ท่านขับรถท่องเที่ยวอย่างมีความสุขน่ะครับ



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 9


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:30
IP:
124.121.36.241







 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 10


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:32
IP:
124.121.36.241







 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 11


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:33
IP:
124.121.36.241

การกำหนดระดับความยากง่ายสำหรับเส้นทาง Offroad

ระดับ 1 - 2 เส้นทางเรียบๆ ไม่จำเป็นต้องรถขับเคลื่อน 4 ล้อก็เดินทางได้ เช่น ทางลูกรังอัดแน่น หรือ พวกแนวกันไฟป่า
ระดับ 3 - 4 เส้นทางระดับปานกลาง, จำเป็นต้องเป็นรถแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ - อาจจะมีติดบ้างแต่ไม่มาก เช่น เส้นทางเกวียน เป็นร่องลึก ภูมิประเทศที่เป็นเนินเขามีทางขึ้นลง,ข้ามลำธารที่ไม่ลึกมาก, บ่อโคลน หรือ ทราย ระหว่างทางธรรมดา
ระดับ 5 - 6 ระดับท้าทาย, จำเป็นต้องใช้เกียร์ Low ตลอด, รถอาจจะต้องมีเสียหายบ้างเช่น เส้นทางที่เป็นหิน ไต่เนินหิน , เส้นทางที่เอียงมากๆ , บ่อหลุมโคลนลึกยาว ,การข้ามแม่น้ำหรือลำห้วยที่มีระดับน้ำลึกพอสมควร
ระดับ 7 - 8 ระดับเส้นทางที่ยาก, รถที่ไปจะต้องมีช่วงล่างและอุปกรณ์ที่พร้อม สมบูรณ์สำหรับเส้นทางหนักๆ เช่น คานแข็ง วินซ์ ยางใหญ่ สนอกเกิล Air Locker , รถอาจจะมีความเสียหายหนักเกิดขึ้นได้ เช่น ปีนป่ายเขาหิน ทางที่ชันลื่นมากๆ , ปลักโคลนลึกๆยาว , ข้ามลำน้ำหรือห้วยที่ลึกมากๆ
ระดับ 9 - 10 ระดับยากสุดๆ , รถที่ไปต้องมีช่วงล่าง ชิ้นส่วนต่างๆรวมทั้งอุปกรณ์ เป็นแบบ Heavy Duty เท่านั้น ( เช่น ตลอดเส้นทางเป็นก้อนหินใหญ่ ชันๆ เอียงมากๆ มีโอกาสที่รถพลิกคว่ำหรือพังได้ง่ายๆ






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 12


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:34
IP:
124.121.36.241

WINCHING SAFETY ( การใช้วินซ์อย่างปลอดภัย)

ก่อนที่ท่านจะใช้สายพานลาก/ดึงรถหรือดึงสายสลิงออกมาวินซ์ , ขอให้นึกถึงข้อควรระวังในเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญเพราะว่า " อุบัติเหตุจากสายสลิงหรือสายลากนั้นอาจจะสามารถก่อให้เกิดบาดเจ็บหรือถึงแก่เสียชีวิตได้!!!! "
1. ก่อนทำการลากหรือดึง ต้องมั่นใจว่าจุดยึดที่รถทั้งสองคันได้จับอย่างถูกจุดชิ้นส่วนและแน่นหนา
2. จุดที่ลากที่จะคล้องตะขอนั้นต้องถูกเชื่อมต่อไว้กับแชสซีของรถเท่านั้น พยายามอย่าใช้ตะขอที่เคลือบอลูมีเนียมเพราะว่าเนื้อโลหะอาจอ่อนหรือหย่อนคุณภาพแล้วตั้งแต่ตอนเคลือบอลูมีเนียม ตะขออลูมีเนียมพวกนี้ที่ใส่น็อตยึดหรือเชื่อมติดไว้กับกันชน ส่วนใหญ่มีไว้เพียงเพื่อความสวยงามเท่านั้น
3. ห่วงร้อยที่ติดมากับรถ กันชนหน้าหลัง ไม่ใช่จุดจับหรือดึง
4. ต้องมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในระยะกวาดของสายพานหรือสลิงหากมีการขาดหรือหลุดเกิดขึ้น
5. ต้องแน่ใจว่าสายสลิงหรือสายพานได้คล้อง/ยึดกับจุดจับอย่างแน่นหนาไม่มีทางหลุดได้
6. ทำการตรวจสภาพว่าสายสลิงหรือสายพานต้องอยู่ในสภาพดี ไม่แตกเป็นขุยหรือฉีกขาด
7. ห้ามทำการงอหรือพับสายสลิงของวินซ์อ้อมที่จุดลากแล้วดึงกลับมาที่ตัวเอง วิธีนี้จะทำให้สายสลิงงอและแตกที่จุดนั้นและทำสายสลิงเสียในที่สุด ถ้าจำเป็นต้องใช้ Snatch box ในการคล้องเพื่อเปลี่ยนทิศทางสลิงดีที่สุด

จากข้อควรระวังและปฏิบัติข้างบนดูเหมือนเป็นอะไรที่เป็นหลักการที่ควรจะเป็นใช่มั้ย? แต่หลายครั้งได้พบว่านักเดินทางที่คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์ มีความชำนาญ ได้ลืมที่จะกระทำตามข้อปลอดภัยดังกล่าว การสะบัดของสายสลิงจากการขาดขณะดึงนั้นสามารถทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ การที่คุณยึดจุดที่จะลากหรือดึงที่ไม่ดีก็เช่นกันเมื่อมันหลุดจากรถที่คุณดึง สภาพที่ตะขอหรือห่วงที่จะดีดกลับมาก็จะไม่แตกต่างอะไรกับสลิงขาดเหมือนกัน

ขณะที่กำลังดึงอยู่นั้นต้องนำกระสอบหรือผ้าห่ม ที่ค่อนข้างมีน้ำหนักมาวางไว้บนสายสลิงตรงกลางระหว่างจุดดึง เพื่อที่ป้องการการสบัดของสายสลิงได้ในระดับหนึ่ง ไม่ได้ป้องกันการขาดของสลิงแต่สามารถลดหรือหยุดการแกว่งหรือผ่อนแรงของการดีดกลับได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านจำเป็นต้องตรวจสอบและทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นจุดดึง จุดยึด สภาพสายสลิง การยืนของผู้คนให้ปลอดภัยจากระยะการดีด และต้องมีอุปกรณ์ในการผ่อนการสะบัดดังกล่าว ถ้าได้ด้านของการประเมิณความเสี่ยงของอุบัติเหตุของการใช้วินซ์ อาจจะสรุปได้ว่า โอกาสความเสี่ยง - ปานกลาง และ ความรุนแรงของอุบัติเหตุ - สูงสุด คือถึงกับเสียชีวิต เพราะฉะนั้นอย่าประมาทและละเลยสิ่งนี้เป็นอันขาดขณะใช้วินซ์ทุกครั้ง

แถมเกร็ดความรู้อีกซักหน่อย ถ้าท่านจำเป็นต้องลากรถขึ้นจากหล่มหรืออุปสรรคใดๆก็ตาม ต้องใช้ลักษณะการลากจากข้างหลัง หรือ ท่านต้องเดินหน้าเท่านั้น เพราะรถท่านไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการดึงจากด้านหน้าแล้วท่านใช้การถอยหลังของรถ เพราะถ้าทำอย่างนี้อาจจะทำให้ระบบเกียร์ Hub ของท่านพังได้
ที่มา www.4wheeldrives.about.com
ในภาพจะเห็นกระจกหน้าและเบาะด้านข้างคนขับแตก ทะลุที่เกิดจากแรงสะบัดของสายพานที่ขาดหรือหลุดออกมา


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 13


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:35
IP:
124.121.36.241

บางครั้งขณะที่เราเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปออกทริป เคยมีความคิดอยู่ในใจบ้างมั้ยว่า เอ้?? เราลืมอะไรหรือเปล่า , ยังขาดอะไรอีกมั้ย, เอาของมาครบแล้วหรือไม่ แบบฟอร์ม Offroad travelling Check List สามารถที่จะช่วยท่านได้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจโดยเฉพาะมือใหม่หรือท่านที่ไม่ได้เที่ยวประจำ ไม่ได้มีกล่องเก็บของถาวร จะไปทีก็มานั่งนึงที โอกาสลืมอะไรบางอย่างย่อมเกิดขึ้นได้
ใช้ Check List ซิครับ !!!






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 14


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:36
IP:
124.121.36.241

เฟืองท้าย "ลิมิเต็ดสลิป" (Limited Slip Differrential)
หน้าที่ของเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิป
ปกติถ้าขับรถไปในทางที่ลื่นมากๆเช่นโคลนหรือติดหล่ม จะสังเกตุได้ว่าสาเหตุหนึ่งที่ไม่สามารถขับเคลื่อนรถต่อไปได้คือการหมุนฟรีของล้อข้างหนึ่งที่ลอยอยู่ในอากาศหรือในหล่ม ขณะที่ล้อที่อยู่บนพื้นกลับไม่มีกำลังที่จะพาตัวรถขับเคลื่อนไปได้ เพราะการทำงานของรถที่มีเฟืองท้ายธรรมดาจะมีการแบ่งถ่ายกำลังด้วยชุดเฟืองดอกจอกระหว่างเพลาขับด้านซ้ายและขวากับตัวเรือนเฟืองบายศรี เพื่อทดรอบการหมุนของล้อทั้ง 2 ข้าง สำหรับการเลี้ยวซึ่งล้อจะหมุนไม่เท่ากัน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับยางและชุดเพลาขับ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดอาการดังกล่างกับรถประเภทขับเคลื่อน 4 ล้อโดยเฉพาะออฟโรดที่ต้องปีนป่ายทางที่มีผิวลื่นเป็นประจำจึงมีการออกแบบเฟืองท้ายแบบ "ลิมิตเต็ดสลิป" โดยใช้เทคนิคในการจำกัดไม่ให้เกิดการสูญเสียกำลังขับของล้อเมื่อเกิดการลื่นหรือล้อหมุนฟรี ด้วยการใช้ความฝืดของแผ่นครัทซ์ หรือแรงกดจากการกดของสปริงและแรงหน่วงจกาการทดเฟืองแล้วแต่ว่าจะออกแบบมาแบบไหนมาเป็นตัวช่วยป้องกันการสูญเสียการขับเคลื่อน

หลักการทำงานของลิมิตเต็ดสลิป
เมื่อล้อข้างใดข้างหนึ่งหมุนฟรีกำลังขับเคลื่อนจะถูกส่งจากล้อที่หมุนเร็วกว่าไปยังล้อที่หมุนช้ากว่า ทำให้ล้อที่หมุนฟรีอยู่มีลดกำลังขับเคลื่อนลง ขณะที่ล้ออีกข้างหนึ่งจะมีกำลังขับเคลื่อนมากกว่า ทำให้สามารถพารถเคลื่อนตัวต่อไปได้ โดยเทคนิคการออกแบบกลไกนี้จะมีการออกแบบมาหลายลักษณะ แต่โดยรวมจะให้มีการส่งกำลังขับมายังล้อที่อยู่ตรงข้ามกับล้อที่หมุนฟรี วิธีที่ใช้และใช้มากกว่าวิธีอื่นคือใช้ความฝืดของแผ่นครัทซ์เปียกซ้อนกันหลายแผ่นเป็นตัวควบคุมกำลังขับเคลื่อนไปยังล้อทั้งคู่โดยออกแบบกลไกภายในชุดตัวเรือนเฟืองดอกจอกให้มีชุดครัทซ์เป็นตัวส่งกำลังร่วมอยู่ที่ด้านหลังเฟืองดอกจอกตัวใหญ่หรือเฟืองหัวเพลาขับทั้ง2ข้างแทนที่จะส่งกันโดยตรงเพียงอย่างเดียวในเฟืองท้ายปกติทั่วไป และมีกลไกที่ทำให้ครัทซ์จับตัวเช่น ใช้สปริงกดเมื่อมีการลื่นไถลของล้อข้างใดข้างหนึ่งทำให้เกิดการส่งกำลังขับเคลื่อนไปที่ล้อทั้งคู่ บางรุ่นก็ใช้แรงบิดจากระบบส่งกำลังมาทำให้ครัทซ์จำตัว หรือ แบบสปริงกดกระทำกับเฟืองแบบจานประกบกันและสวมกับหัวเพลาขับ เมื่อมีการเลี้ยวหรือล้อทั้ง2ข้างหมุนไม่เท่ากัน เฟืองที่ประกบกันอยู่จะแยกออกจากกัน ซึ่งจะทำให้เกิดเสียงดังจากการที่ร่องฟันเฟืองหมุนเสียดสีกัน ซึ่งแบบนี้มีใช้มานานแล้วในรถบางประเภทเท่านั้น

หลายท่านอาจจะยังงงอยู่กับระบบการทำงาน พอให้รู้จักกับเฟืองท้ายชนิดนี้ก็พอว่ามันทำงานอย่างไร มีประโยชน์ขนาดไหนโดยเฉพาะกับรถออฟโรดที่ต้องเจอกับสภาพเส้นทางลื่นๆ เป็นหลุมบ่อลึกๆ สำหรับท่านที่มีเฟืองท้ายแบบนี้การบำรุงรักษาควรใช้น้ำมันเฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิปเท่านั้นซึ่งจะมีเขียนอยู่ข้างกระป๋องทุกยี่ห้อว่า For Limited slip Differrential
ข้อมูลบางส่วนคัดลอกมาจากหนังสือนักเลงรถกระบะ
(ภาพที่แนบเป็น Demo การทำงานของ AirLocker ที่ใช้แรงดันลมเป็นตัวกดสปริงให้ล้อทั้ง 2 ข้างทำงานตลอดเวลาตามที่เราต้องการ)



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 15


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:45
IP:
124.121.36.241

ไปเที่ยวเดินป่า ควรเตรียมอะไรไปบ้าง
รายการสิ่งของที่แนะนำให้เตรียมไปเพื่อการเดินป่า
1 เสื้อแขนยาว ใส่เดินป่า ๑ ตัว -ป่าเมืองไทยมีต้นไม้รกกว่าเมืองนอกนะครับ
2. เสื้อยืดแขนสั้น ๑ - ๒ ตัว
3. เสื้อ สำหรับใส่นอน ๑ ตัว (เพราะอากาศหลายที่เย็น-ชื้น)
4 . เสื้อกันฝน หรือปันโจ ๑ ตัว (หน้าฝน)
5. กางเกงขายาว ใส่เดินป่า ๑ ตัว
6. กางเกง สำหรับใส่นอน ๑ ตัว
7. เสื้อ กางเกง ใส่เดินทางปกติ ๑ ชุด (ตามสะดวก) -หลายคนไม่นำไป
8. หมวก หรือผ้าโพกศีรษะ (ผ้าขาวม้าก็ได้)
9. ชุดชั้นใน ๒-๓ ชุด (ตามความเหมาะสม)
10. ผ้าเช็ดตัว ๑ ผืน
11. ผ้าขาวม้า ผ้าถุง ใช้อาบน้ำ ๑ ผืน
12. ถุงเท้า ๒ - ๓ คู่ (ส่วนถุงเท้ากันทาก-ตามสะดวก)
13. รองเท้าหุ้มส้น หรือหุ้มข้อ ใส่เดินป่า ๑ คู่
14. รองเท้าแตะ ๑ คู่
15. หวี หรือแปรงผม ๑ อัน (ตามสะดวก)
16. แปรงสีฟัน ๑ ด้าม (ตามสะดวก)
17. แป้งทาตัว ของใช้ส่วนตัวอื่นๆ (ตามสะดวก)
18. ยาสีฟัน สบู่ แชมพูสระผม (ตามสะดวก)
19. ยาทากันยุง กันแมลง
20. ยาสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว
21. พลาสเตอร์ปิดแผล และยาสามัญทั่วไป (ถ้ามี)
22. ถุงพลาสติกใหญ่ ๒ ใบ (ใช้ใส่เสื้อผ้า-ผ้าเปียก)
23. ช้อน ๑ คัน
24. แก้วน้ำ ๑ ใบ (อาจใช้อย่างอื่นแทนได้)
25. กระติกหรือ ขวดใส่น้ำดื่ม ๑ ใบ
26. ไฟฉายพร้อมแบตเตอรี่ ๑ กระบอก
27. มีดพก มีดพับ ใช้ทำอาหาร ๑ เล่ม
28. เป้ ใส่สัมภาระ ๑ ใบ
29. ปากกา ๑ ด้าม หรือดินสอ 1 แท่ง
30. สมุดบันทึก ๑ เล่ม
31. กล้องส่องทางไกล ๑ อัน หรือแว่นขยาย (ถ้ามี)
32. เต็นท์ / เปลนอน
33. ผ้าพลาสติกปูพื้น และกันฝน ๑ - ๒ ผืน -โดยเฉพาะหน้าฝนและหน้าหนาวที่มีน้ำค้างแรง
34. ถุงนอน ๑ ใบ หรือผ้าห่ม 1 ผืน
35. หม้อสนาม ๑ ใบ
36. กล่องใส่อาหารกลางวัน ๑ ใบ (ใช้แทนจานได้ด้วย) - ทำให้คุณไม่ต้องใช้ถุงพลาสติค
37. มีดเดินป่า ใช้หาฟืน ๑ เล่ม (ควรมี)
38. ไฟแช๊คแก๊ส ๑ อัน
39. เทียนไข ขนาดกลาง ๓ เล่ม
40. เชือกใช้ยึดเต็นท์ หรือทำราวตากผ้า ยาว ๓ - ๕ ม.

---
ที่เหลือเช่น เข็มทิศ GPS แผนที่ trekking pole เตาแกส ตะเกียงแกส ชุดครัว backpack สเปรป้องกันตัว เครื่องกรองน้ำพกพา ฯลฯ ให้พิจารณาตามความเหมาะสมของพื้นที่ หลายพื้นที่นั้นไม่อนุญาตให้ก่อไฟแล้วนะครับ

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 16


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:46
IP:
124.121.36.241

จะทำอย่างไรเมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถอยู่
" เมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถ ยางระเบิดในขณะขับรถ
มีข้อแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้ "
1. มือทั้งสองต้องจับอยู่ที่พวงมาลัยอย่างมั่นคง
2. ถอนคันเร่งออก
3. ควบคุมสติให้ดีอย่าตกใจมองกระจกหลังเพื่อให้ทราบว่ามีรถใดตามมาบ้าง
4. แตะเบรกอย่างแผ่วเบาและถี่ๆ อย่าแตะแรงเป็นอันขาด เพราะจะทำให้รถหมุน
5. ห้ามเหยียบคลัตช์โดยเด็ดขาดเพราะถ้าเหยียบคลัตช์รถจะไม่เกาะถนนรถจะลอยตัวและจะทำให้บังคับรถได้ยากยิ่งขึ้นอาจเสียหลัก เพราะการเหยียบคลัตช์เป็นการตัดแรงบิดของเครื่องยนต์ ให้ขาดจากเพลา
6. ห้ามดึงเบรกมืออย่างเด็ดขาด จะทำให้รถหมุน
7. เมื่อความเร็วรถลดลงพอประมาณแล้วให้ยกเลี้ยวสัญญาณเข้าข้างทางซ้ายมือ
8. เมื่อความเร็วลดลงระดับควบคุมได้ ให้เปลี่ยนเกียร์ต่ำลงและหยุดรถ
ข้อสังเกตเมื่อยางระเบิด คือ ไม่ว่ายางด้านใดจะระเบิด ล้อหน้าหรือล้อหลังก็ตาม เมื่อระเบิดด้านซ้าย รถก็จะแฉลบไปด้านซ้ายก่อน แล้วก็จะสะบัดกลับและสะบัดไปด้านซ้ายอ ีกที สลับกันไปมา และในทำนองตรงกันข้าม หากระเบิดด้านขวาอาการก็จะ กลับเป็นตรงกันข้าม
อุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นส่วนมากก็คือ หากขณะยางระเบิดรถวิ่งอยู่ที่ความเร็วสูงมากๆ พอยางระเบิดขึ้นมารถก็จะกลิ้งทันที ทำอะไรไม่ได้
ดังนั้นการขับรถที่ใช้ความเร็วสูงๆจึงมักจะแก้ไขอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงที่จะเกิดขึ้น ในขณะขับรถ จึงไม่ควรขับรถเร็ว (ความเร็วทีถือว่าปลอดภัยใน DEFENSIVE
DRIVING คือ ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง)


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 17


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:47
IP:
124.121.36.241

เมื่อรถตกน้ำ ในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุแล้วตกลงไปในแม่น้ำ ลำคลองใดๆ ก็ตาม รถจะไม่ตกลงไปในน้ำแล้วจมทันที เหมือนหินตกน้ำ แต่จะค่อยๆ จมลงทีละน้อยๆจนกว่าจะถึง พื้นล่างและในนาทีวิกฤตนี้ ควรตั้งสติให้ดีและปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. ปลด SAFETY BELT ออกทุกๆคน รวมทั้งผู้โดยสารด้วย
2. อย่าออกแรงใดๆ เพื่อสงวนการใช้อากาศหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด
3. ให้ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในรถ
4. ปลดล็อกประตูรถทุกบาน
5. หมุนกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถเพื่อป รับความดัน! ในรถและนอกรถให้เท่ากันมิฉะนั้นท่านจะเปิดประตูรถไม่ออก เพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้
6. เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุด แล้วท่านก็ออกจากห้องโดยสารของรถได้
7. จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ หรือจะว่ายน้ำขึ้นมาก็ได้ ในกรณีนี้ หากน้ำลึกมากๆ อาจจะมองไม่เห็นว่า ทิศใดเหนือน้ำ ทิศใดใต้น้ำเพราะว่า มืดไปหมด ไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำ เพราะ อาจจะว่าย ไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ กรณีเช่นนี้ ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติหรือลองเป่าปากดูว่า ฟองอากาศลอยไปในทิศทางใด ให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไป ก็จะไม่มีอาการหลงน้ำ นอกจากนั้น ก่อนออกจากรถ
หากท่านมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบ เด็กๆ นั้นออกมากับท่านได้อีกหนึ่งคน ดังนั้นหากท่านปฏิบัติ ตามวิธี
การเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ชีวิตของท่าน ปลอดภัย ได้ ในยามคับขัน

ขอให้ทุกคน ขับรถอย่างปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆ


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 18


น้าพี
พฤหัสบดี
25/5/2549
เวลา : 20:48
IP:
124.121.36.241


เทคนิคการปฏิบัติ หลังซื้อเครื่องยนต์มือสอง

เทคนิคการปฏิบัติ หลังซื้อเครื่องยนต์จากเชียงกง เป็นเทคนิคจำเป็นที่จะต้องนำไปปฏิบัติเพื่อให้ได้เครื่องยนต์ที่สมบูรณ์ที่สุดต้องมีการปรับแต่งหรือปรับปรุง ไม่ใช่การซ่อมแซม เพื่อให้เครื่องยนต์ที่เลือกซื้อมามีประสิทธิภาพสูง และมีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด

เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
เป็นสิ่งแรกที่จำเป็นต้องปฏิบัติ เพราะไม่ทราบถึงอายุการใช้งานของน้ำมันเครื่องก่อนที่เครื่องยนต์จะถูกส่งมา และไม่ทราบว่าเครื่องยนต์ตัวนั้นถูกวางกองไว้กี่วัน กี่เดือนแล้ว
โดยเฉพาะในต่างประเทศที่มีค่าครองชีพสูง อัตราค่าใช้จ่ายการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแต่ละครั้งจะแพงมาก คนทั่วไปใช้น้ำมันเครื่องกันในระยะทางนับหมื่นกิโลเมตร
เมื่อเครื่องยนต์ตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเราแล้ว จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องคุณภาพดี (ไม่ต้องใส่หัวเชื้อ) ก่อนนำไปใช้งานทุกครั้ง

เปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง
ปฏิบัติพร้อมไปกับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ควรใช้ไส้กรองของแท้ และเปลี่ยนครั้งเว้นครั้งในการถ่ายน้ำมันเครื่อง (กรณีใช้น้ำมันเครื่องแบบเดิมตลอด)

เปลี่ยนสายพานไดชาร์จสายพานแอร์
เมื่อไม่ทราบถึงอายุการใช้งานที่ผ่านมา จึงไม่อาจคาดเดาอายุการใช้งานที่เหลืออยู่ได้ ราคาสายพานเส้นละ 100-200 บาท คุ้มค่ากับการใช้งานอย่างมั่นใจ อย่าใช้สายตา
วิเคราะห์อายุการใช้งานของสายพานเส้นเก่า โดยเฉพาะสายพานแบบร่องวีในเครื่องยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่หาซื้อยาก ถ้าไปขาดกลางทางจะลำบาก
ถ้าสายพานเก่าสภาพยังดีอยู่ เมื่อเปลี่ยนแล้ว ให้เก็บไว้เป็นอะไหล่ท้ายรถ

เปลี่ยนสายพานขับแคมชาฟท์ (สายพานไทม์มิง)
เพราะไม่ทราบถึงอายุการใช้งานที่ผ่านมา ตามปกติ สายพานไทม์มิงจะมีอายุการใช้งานประมาณ 50,000-100,000 กม. ถ้าคิดจะประหยัดในส่วนนี้ อาจจะต้องทิ้งทั้งบล็อก
เพราะเมื่อสายพานไทม์มิงขาด วาล์วจะชนกับลูกสูบจนเสียหาย
การเลือกเปลี่ยนสายพานของแท้แม้จะแพง แต่อายุการใช้งานกว่า 50,000 กม. นั้นคุ้มค่าและมั่นใจได้มากกว่า อาจจะต้องเปลี่ยนลูกรอกด้วย

เปลี่ยนหัวเทียน
จำเป็นต้องเปลี่ยนเพื่อสมรรถนะของเครื่องยนต์ ถ้าเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้หัวเทียนขนาดธรรมดา ควรใช้หัวเทียนแพลททินัม ND W20 EX-ZU หัวละ 80-100 บาท แม้จะแพง
แต่ประสิทธิภาพสูง และทนทานหลายหมื่นกม.
ถ้าเครื่องยนต์ใช้หัวเทียนบล็อกเล็ก (ส่วนมากพวกทวินแคม 16 วาล์ว) เลือกใช้แบบธรรมดาก็ราคาหัวละ 70-90 บาทเข้าไปแล้ว ถ้าเป็นแพลททินัมจะแพงประมาณเกือบสอง
ร้อยบาทขึ้นไป ถ้าสู้ค่าใช้จ่ายไหวจะเลือกใช้ก็ดี เพราะทนทานและประสิทธิภาพสูง

เปลี่ยนเทอร์โมสตัท
ที่เรียกกันว่า “วาล์วน้ำ” จำเป็นต้องใช้ ห้ามถอดออก เพื่อให้เครื่องยนต์ปรับตัวให้ร้อนได้รวดเร็ว เพราะเครื่องยนต์ที่อุณหภูมิต่ำเกินไปจะมีสมรรถนะต่ำและการสึกหรอสูง
และอย่าเข้าใจผิดว่าเทอร์โมทตัททำให้เครื่องร้อน เพราะเมื่อถึงอุณหภูมิที่ควบคุมหรือกำหนดไว้ เทอร์โมสตัท ก็จะเปิดให้น้ำผ่านได้ เปรียบเสมือนไม่มีเทอร์โมสตัท
เทอร์โมสตัทจะปิดการไหลเวียนของน้ำก็ต่อเมื่ออุณหภูมิต่ำเกินไปเท่านั้น
เทอร์โมสตัทจะทำให้เครื่องยนต์โอเวอร์ฮีท (ร้อนจัด) ก็ต่อเมื่อ “เสีย” คือ เมื่อถึงอุณหภูมิที่กำหนด เทอร์โมสตัทก็ไม่ยอมเปิด ทำให้น้ำในระบบระบายความร้อนไม่มีการไหล
เวียน
ในเมื่อเราไม่ทราบว่าเทอร์โมสตัทของเดิมเสียหรือไม่ (นอกจากนำไปต้มและใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิน้ำ ซึ่งเสียเวลา) จึงต้องเปลี่ยนตัวใหม่ จำเป็นต้องซื้อเทอร์โมสตัท ที่มีการควบคุมการเปิด-ปิดที่อุณหภูมิเดียวกัน โดยอ่านดูจากตัวเลขที่มีการปั๊มไว้

เปลี่ยนไส้กรองเบนซิน
ถ้าเป็นเครื่องยนต์ธรรมดาก็แค่ไม่กี่สิบบาท ถ้าเป็นเครื่องหัวฉีดก็ 400-800 บาท เน้นว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน

เปลี่ยนผ้าคลัตช์
ถึงแม้ผ้าคลัตช์เดิมจะมีสภาพดีก็ต้องเปลี่ยน จะได้ไม่ต้องเสียค่ายกเกียร์-เปลี่ยนคลัตช์ไปอีกนาน โดยเลือกเปลี่ยนผ้าคลัตช์แพงเท่าที่กระเป๋าจะทนได้ใช้ของแท้จะดีที่สุด
ถ้างบประมาณไม่พอให้นำแผ่นคลัตช์เก่าไปย้ำ (ค่าใช้จ่าย 200-400 บาท) พอใช้ได้ แต่สู้ของแท้ไม่ได้

หวีคลัตช์
ถ้ามีร่องรอยสึกหรอ หน้าสัมผัสไม่เรียบ ต้องเปลี่ยน หรือนำไปเจียรที่โรงกลึง

ฟลายวีล
ถ้ามีร่องรอยสึกหรอ หน้าสัมผัสไม่เรียบ ต้องส่งไปเจียรที่โรงกลึง

เปลี่ยนลูกปืนคลัตช์
ไหน ๆ ยกเครื่องออกมาแล้ว ถือโอกาสเปลี่ยนลูกปืนคลัตช์เลย สำหรับรถญี่ปุ่นก็ 150-300 บาท เท่านั้น รถยุโรปก็ไม่ค่อยเกิน 500 บาท

ท่อหรือสายน้ำมันเชื้อเพลิง
เพิ่มความมั่นใจที่จะไม่รั่วซึมอันเป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้ อย่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย

เปลี่ยนไส้กรองอากาศ
แท้หรือเทียมแล้วแต่กระเป๋าจะทนได้ แต่จำเป็นต้องเปลี่ยน

เปลี่ยนทองขาวและคอนเดนเซอร์
จำเป็นต้องเปลี่ยน ค่าใช้จ่าย 100-200 บาทเท่านั้น

ฝาจานจ่ายและหัวนกกระจอก
ถ้าจะไม่เปลี่ยนก็ต้องนำมาขูดตะกรันที่เป็นฉนวนไฟฟ้า

เปลี่ยนซีลข้อเหวี่ยงด้านหน้าและด้านท้าย
จะได้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าแรง 2 ต่อ เพราะการเปลี่ยนซีลหลังข้อเหวี่ยง จะต้องเปลี่ยนหลังจากยกเกียร์ ยกคลัตช์ หรือถอดฟลายวีลเท่านั้น

เปลี่ยนยางแท่นเครื่องและยางแท่นเกียร์
ค่าใช้จ่ายไม่สูง แต่ใช้งานได้นาน

เปลี่ยนสายหัวเทียน
ป้องกันปัญหาการ “ขาดใน” จนเครื่องยนต์ทำงานไม่สมบูรณ์ ค่าใช้จ่าย 200-500 บาทเท่านั้น

เปลี่ยนปะเก็นฝาวาล์ว
เนื่องจากต้องตั้งวาล์วก่อนที่จะนำไปใช้งาน ควรเปลี่ยนปะเก็นฝาวาล์วไปพร้อมกันเลย เพราะราคาไม่แพง

ไขน๊อตยึดฝาสูบใหม่ทุกตัว
ข้อควรระวังตรงจุดนี้ก็คือ ต้องไขให้ได้ตามสเปคของเครื่องยนต์รุ่นนั้นๆ ปัองกันปัญหาน๊อตยึด

เปลี่ยนหรือไล่ไขเข็มขัดรัดท่อ-เปลี่ยนท่อยางหม้อน้ำ
ทั้งด้านบนและด้านล่าง

เปลี่ยนบู๊ชคันเกียร์
ถ้าซื้อเครื่องยนต์มาพร้อมเกียร์ ก็จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะราคาไม่แพง

เปลี่ยนซีลเพลากลาง
ถ้าเครื่องยนต์ซื้อมาพร้อมเกียร์ ก็จำเป็นต้องเปลี่ยน

เปลี่ยนสวิตช์วัดแรงดันน้ำมันเครื่อง
ตัวละไม่เกิน 100 บาท

เปลี่ยนเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น
ต้องเปลี่ยนให้ตรงรุ่นของเครื่องยนต์ เพื่อการวัดที่แม่นยำ กรณีเปลี่ยนเครื่องข้ามรุ่นหรือข้ามตระกูล ควรหาทางติดตั้งเซ็นเซอร์ดีกว่าตัวเก่า (ของเครื่องตัวเก่า)
กับเครื่องตัวใหม่ เพื่อไม่ให้ค่าที่แสดงบนหน้าปัดผิดพลาด

เปลี่ยนประเก็นท่อไอเสีย
ค่าใช้จ่ายไม่น่าเกิน 100-200 บาท

ลูกรอกสายพานแอร์
ถ้างบประมาณเหลือและใช้ระบบลูกรอกตั้งความตึงของสายพาน ควรเปลี่ยนเพื่อความมั่นใจ ถ้าลองหมุนดูแล้วยังดีอยู่ อาจไม่ต้องเปลี่ยน

เช็คปั๊มฟรีใบพัดลมหม้อน้ำ(ถ้ามี)
ถ้าความหนืดน้อยกว่าปกติ ต้องอัดซิลิโคน 1-3 หลอดหรือเปลี่ยนใหม่ (ใช้แล้ว) ค่าใช้จ่าย 300-600 บาท

ใบพัดลม
ถ้าแตกหักหรือบิดเบี้ยว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในขั้นตอนการขนส่ง ที่แออัดไปด้วยอะไหล่เต็มตู้คอนเทรนเนอร์ ตรวจเช็คดูถ้าแตกหักหรือบิดเบี้ยว ไม่ได้ศูนย์ก็ต้องเปลี่ยน


***ขอบคุณแหล่งข้อมูลที่ www.9yakyai.com ***


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 19


น้าพี
อาทิตย์
28/5/2549
เวลา : 17:55
IP:
124.121.31.69

รถออฟโรดที่ใช้งานแบบออฟโรดนั้น มักจะนิยมใส่ยางที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ กว่าเลขไมล์จะครบ 10,000 กม. ระยะจริงอาจจะปาเข้าไปเกือบๆ 15,000 กม. แล้วแต่ขนาดยาง ประกอบกับการใช้งานในแบบออฟโรดความสึกหรอยิ่งเพิ่มหนักเข้าไปอีก ไหนจะจุ่มน้ำในห้วยแบบมิดฝากระโปรง ไหนจะต้องลากรอบเครื่องขึ้นไปถึง 3,000-4,000 รอบ เวลาเจอโคลนที่ทั้งหนาและเหนียว
ชิ้นส่วนที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญต่อความเป็นความตายของเครื่องยนต์ ที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมต่อลูกสูบ และทั้งหมดของเครื่องยนต์ นั่นคือ สายพานราวลิ้น (TIMING BELT)
หากสายพานราวลิ้นเกิดขาด ระบบของเครื่องยนต์จะทำงานไม่สัมพันธ์กัน จังหวะการเปิดของวาล์ว และการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยงไม่ถูกจังหวะ ลูกสูบจึงมีอาการกระทุ้งก้านวาล์ว ทำให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์
ไม่ควรให้ครบ 100,000 กม. แล้วค่อยเปลี่ยนด้วยเหตุผลที่กล่าวมา เอาเป็นว่า 70,000-80,000 กม. ก็เปลี่ยนสายพานราวลิ้นได้แล้ว และควรเปลี่ยนลูกปืนลูกรอกไปพร้อมกันเลย
การใช้งานในแบบออฟโรดนั้น มีโอกาสที่น้ำหรือโคลนจะเข้าไปกัดเซาะชะล้างเอาจาระบีออกไป หรืออาจทำให้ลูกปืนเป็นสนิม หมุนได้ไม่ดีเท่าที่ควร

คัดข้อมูลบางส่วนมาจาก http://www.grandprixgroup.com

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 20


น้าพี
อาทิตย์
28/5/2549
เวลา : 17:59
IP:
124.121.31.69

สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ การอัดจาระบีเพลากลาง และ หมั่นตรวจเช็คจาระบีลูกปืนล้อ เพราะเคยมีบางท่านที่บอกว่าเข้าป่ามา 1 ปีแล้ว ไม่เคยอัดจาระบีเลยสักครั้งเดียว และในที่สุดก็ต้องซ่อมใหญ่ เพราะเพลากลางขาด เนื่องจากภายในเต็มไปด้วยสนิม และดุมล้อเกิดความเสียหาย ลูกปืนล้อแตก สาเหตุมาจากการที่ไม่เคยตรวจดูจาระบีในกะโหลกเลย
ควรอัดจาระบีทุกครั้งรถที่มีการแช่น้ำ ลุยโคลน จาระบีจะเข้าไปดันน้ำ ซึ่งขังอยู่ในเพลากลาง ให้ออกมาและควรตรวจเช็คจาระบีลูกปืนล้อทุกๆ 2-3 เดือน แล้วแต่ความบ่อยในการลุย พร้อมทั้งตรวจดูว่าซีลหัว กะโหลกอยู่ในสภาพที่ดีหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำและฝุ่นเข้าไปทำลายลูกปืนล้อได้
การอัดจาระบีเพลากลางและตรวจเช็คจาระบีดุมล้อ เป็นสิ่งที่ทำได้บ่อยๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนแต่ประการใด

คัดข้อมูลบางส่วนมาจาก http://www.grandprixgroup.com

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 21


น้าพี
อาทิตย์
28/5/2549
เวลา : 18:15
IP:
124.121.31.69

อย่าหวังว่าการแต่งกายมิดชิดจะช่วยให้ท่านรอดพ้นจากทากได้ !
การป้องกันแบบพื้นบ้านที่ง่ายที่สุด ก็คือการใช้ ยาเส้น (ที่มวนใบจากสูบนั่นแหละ) นำมาแช่น้ำจนสีออกคล้ายน้ำชาแก่ๆ นำมาราดช่วงหัวเข่าลงไปให้เปียกขากางเกง ถุงเท้าและรองเท้า ส่วนกากยาเส้นก็นำมาใช้ปิดแผลห้ามเลือดหากถูกกัด

ทากกัดได้ ในขณะที่ถูกกัดห้ามดึงตัวทากออกทันที เพราะจะทำให้แผลเปิด ถ้าไม่มียาเส้นให้ใช้ กย 15 หยดลงบนตัวทากก็จะได้ผลเช่นกัน และหากถูกกัดไปเรียบร้อยแล้วกลับมาบ้านยังคันไม่หายแล้วละก็ ให้ใช้ ผงพิเศษตราร่มชูชีพ โรยบริเวณแผล อาจใช้น้ำผสมนิดหน่อยเพื่อให้เข้มข้นแล้วแต้มบริเวณแผลก็ได้

ในกรณีเร่งด่วนหากอะไรก็ไม่สามารถห้ามเลือดได้แล้ว สิ่งเดียวที่ผมเคยใช้และได้ผลที่สุดก็คือ ผ้าอนามัย จะเป็นแบบมีปีกหรือไม่มีปีกก็ได้ นำมาปิดแผลรับรองว่าเผลอแป๊บเดียวเลือดหยุดแน่นอน


คัดข้อมูลบางส่วนมาจาก http://www.grandprixgroup.com

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 22


น้าพี
อาทิตย์
28/5/2549
เวลา : 18:18
IP:
124.121.31.69

ข้อควรปฏิบัติ 7 ประการ

1. การจับพวงมาลัย นับว่าเป็นพื้นฐานการขับบนเส้นทางออฟโรดอย่างแท้จริง มือทั้งสองข้างของผู้ขับจะต้องกำอยู่ภายนอกวงพวงมาลัยเท่านั้น ห้ามกำแน่นมากจนเกินไปและห้ามสอดมือล้วงเข้าไปในวงพวงมาลัยขณะหักเลี้ยว เพราะหากล้อหน้าเกิดเหยียบก้อนหินหรือตกหลุมอย่างแรงพวงมาลัยจะหมุนตีกลับอย่างเช่นกัน อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บ

2. การคาดเข็มขัดนิรภัย ทุกคนที่อยู่ในรถจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง ยกเว้นกรณีเดียวคือการข้ามน้ำลึก

3. การลดกระจกข้างลงเมื่อเกิดสถานการณ์คับขัน ทำให้สามารถชะโงกหน้าเพื่อดูว่าท่านต้องวางล้ออย่างไรเพื่อขับผ่านอุปสรรคและเป็นการป้องกันไม่ให้ศรีษะกระแทกกับกระจกข้างด้วย ที่สำคัญท่านสามารถมุดออกจากรถได้ในกรณีรถจมน้ำ

4. หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าแตะ เพราะจะทำให้ท่านควบคุมการเหยียบคันเร่ง เบรก และคลัตช์ไม่ถนัด รองเท้าแตะอาจคล้องกับแป้นเหยียบเบรกทำให้เกิดอันตรายขณะขับ โดยเฉพาะเวลาที่ท่านต้องลงลุยโคลนอาจถูกหนามไผ่ หรือหินแหลมทิ่มทะลุรองเท้าแตะได้ เมื่อกลับขึ้นรถรองเท้าแตะก็จะลื่นแฉลบกับแป้นเหยียบ จึงไม่สมควรที่จะใส่รองเท้าแตะขณะเดินทาง

5. การปรับเบาะนั่งไม่ให้เอนนอนมากเกินไป ในทางตรงข้ามท่านควรปรับเบาะให้พนักพิงมาข้างหน้าเพื่อดันหลังของท่านขณะขับขึ้นทางชัน เพื่อท่านจะสามารถเห็นเส้นทางข้างหน้าได้ทันทีที่รถอยู่บนยอดเนิน

6. การเก็บของในรถที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ผมหมายถึงสิ่งของที่สามารถกลิ้งไปมาได้อาจเป็นของมีคม เช่น มีด ไขควง อุปกรณ์ที่ติดรถ หรืออาจเป็นของที่มีน้ำหนัก เช่น รอกทด ขวด ตัวยูโบล์ท (โอเมก้า) สิ่งเหล่านี้จะทำให้ท่านพะวงขณะขับและหากเกิดรถพลิกตะแคงคว่ำก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้

7. การแต่งกายต้องรัดกุมไม่รุ่มร่าม เพราะเสื้อผ้าที่รุ่มร่ามอาจไปเกี่ยวเข้ากับสายสลิงขณะทำการวินช์ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายต่อท่านได้ หรือกรณีอื่นๆ เช่น การเดินลุยน้ำลึกเพื่อดูไลน์จะทำให้ว่ายน้ำไม่ถนัดหากถูกกระแสน้ำพัดไป จึงควรใส่ใจกับการแต่งกายด้วย


คัดข้อมูลบางส่วนมาจาก http://www.grandprixgroup.com

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 23


น้าพี
อาทิตย์
28/5/2549
เวลา : 18:23
IP:
124.121.31.69

ระมัดระวังไม่ควรปรับทอร์ชั่นบาร์มากจนเกินไป เอาแค่เลี้ยวแล้วยางไม่เสียดสีกับตัวรถก็พอแล้ว

การเติมลมยางไม่เกิน 27-28 ปอนด์ สำหรับรถที่หนักไม่เกิน 2 ตัน ก็น่าจะพอเพียงแล้ว เพื่อให้แก้มยางทำงาน เป็นการช่วยซับแรงกระแทกได้ในระดับหนึ่งก็ยังไม่เข้าใจ !


คัดข้อมูลบางส่วนมาจาก http://www.grandprixgroup.com

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 24


น้าพี
อาทิตย์
28/5/2549
เวลา : 18:37
IP:
124.121.31.69

ดินหนังหมู



ลักษณะผิวเรียบและมีความลื่นมาก หากเป็นดินที่มีน้ำซับจะมีสีดำเป็นดินเหนียวข้อควรปฏิบัติ ควรใช้ยางหน้าแคบที่มีดอกลึกเพื่อให้สามารถจิกผิวดิน และขณะขับผ่านไม่ควรเร่งเครื่องให้มีรอบสูงเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการแฉลบ อาจเกิดอันตรายได้ วิธีที่ถูกต้องคือ กดคันเร่งในลักษณะปั๊มเป็นจังหวะ เพื่อให้เกิดแรงเสียดทานที่เหมาะสมซ้ำกันหลายๆ ครั้ง โดยใช้เกียร์ 4L และเลือกใช้เกียร์ 1 อาจจะเลือกใช้เกียร์ที่สูงขึ้นหากอยู่ในลักษณะขับขึ้นเนิน


ดินโคลนเหลวปานกลาง



ลักษณะผิวเละเหลวแต่ข้างล่างแข็ง ตามปกติจะเป็นร่องล้อ รถสามารถเคลื่อนโดยไม่แขวนใต้ท้อง
ข้อควรปฏิบัติ ไม่ควรขับคร่อมร่องเพราะอาจขวางลำและยางหลุดขอบหรือขาไก่หัก เหมาะที่จะใช้ยางที่มีหน้าแคบ เพื่อให้จิกถึงพื้นแข็ง (แต่ยางหน้ากว้างก็สามารถใช้ได้หากมีความสูงของยางมากพอ) ควรขับโดยรักษารอบเครื่องให้คงที่ หากกดคันเร่งมากเกินไปอาจทำให้จมติดอกได้ ให้เลือกใช้เกียร์ต่ำ ไม่ควรขับแบบกระโจน เพราะจะทำให้โคลนกระเด็นติดรังผึ้งหม้อน้ำและเข้าไดชาร์จ

ดินโคลนเหลวมาก



ลักษณะเหลวที่คนไม่สามารถเดินผ่านได้เพราะจะจมลึกถึงต้นขา
ข้อปฏิบัติ เลือกใช้ยางที่มีหน้ากว้างจะเหมาะสมกว่ายางหน้าแคบ เพราะมีการกระจายน้ำหนักที่ดีกว่าและมีแรงเสียดทานมากกว่า ไม่ควรใช้เกียร์ 1 โดยเฉพาะรถที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล เพราะแรงบิดและความเร็วในการปั่นล้อจะมีจำกัด ควรเลือกใช้เกียร์ 2 ที่มีแรงบิดที่พอเพียง แต่ความเร็วในการปั่นล้อจะสูงพอที่จะสลัดโคลนให้ออกจากดอกยาง
หากจำเป็นก็สามารถใช้เกียร์ 3 ได้ แต่ก็มีข้อเสียคือ หากไม่สามารถเคลื่อนที่ไปได้ ถ้ารถหยุดนิ่งควรหยุดคันเร่งทันที มิฉะนั้นรถจะจมลึกได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับใช้เทคนิคการส่ายพวงมาลัยซ้าย-ขวา เพื่อเป็นการหาพื้นผิวที่ดอกยางสามารถเกาะได้ รถจะเคลื่อนที่ในลักษณะร่อนไปบนผิวโคลน

คัดข้อมูลบางส่วนมาจาก http://www.grandprixgroup.com

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 25


น้าพี
อาทิตย์
28/5/2549
เวลา : 19:12
IP:
124.121.31.69

"START IN GEAR" โดยเฉพาะกรณีที่เครื่องยนต์ดับคาเนิน (โดยที่ยังอยู่ในตำแหน่งเกียร์ 4L) ให้ปฏิบัติโดยใส่เกียร์ 1 ไว้พร้อมกับบิดกุญแจสตาร์ทรถ ไม่ต้องเหยียบคลัตช์ และเพื่อความเหมาะสมคล่องตัวให้ใช้เท้าขวากดคันเร่งไว้ ส่วนเท้าซ้ายวางอยู่ในตำแหน่งแป้นเหยียบเบรก เพื่อเป็นการป้องกันรถไหลถอยหลังลงเนิน

ทันทีที่สตาร์ทเครื่องรถจะขยับไปข้างหน้า ทั้งนี้เพราะแรงบิดของเกียร์ 1 (4L) นั้นมีมากพอที่จะดึงรถให้ขึ้นเนินในลักษณะขยับทีละนิด หากเครื่องยนต์เกิดดับอีกให้ทำการสตาร์ทซ้ำพร้อมกับกดคันเร่ง เมื่อสตาร์ทรถติดแล้วให้เร่งรอบเครื่องช่วย รถก็จะเคลื่อนตัวต่อไปได้

วิธีนี้สิ่งที่ห้ามเด็ดขาดก็คือ การเหยียบคลัตช์ เพราะจะทำให้รถไหลถอยหลัง

การลุยน้ำมาแล้วจอดรถทันที สิ่งที่ห้ามปฏิบัติอีกข้อหนึ่งก็คือ การดึงเบรกมือ เพราะเพียงชั่วข้ามคืนผ้าเบรกก็จะบวมและจับกับจานเบรกจนทำให้รถไม่สามารถเคลื่อนตัวได้ในวันรุ่งขึ้น

เมื่อขับรถลุยน้ำมาแล้วควรขับรถต่อไปสักระยะหนึ่ง พร้อมกับการแตะเบรกเบาๆ เพื่อเป็นการไล่น้ำให้ระเหยออกจากผ้าเบรกก่อนจอดรถ ซึ่งยังจะเป็นการป้องกันแผ่นคลัตช์และจานฟลายวีลเป็นสนิมอีกด้วย

คัดข้อมูลบางส่วนมาจาก http://www.grandprixgroup.com


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 26


นายMOP JUC(Original)
อังคาร
6/6/2549
เวลา : 20:47
IP:
58.8.136.110

เป็นข้อมูลที่ดีมาก ๆ ครับน้าพี .....น้าพีให้ทีมเว็บเค้าจัดขึ้นเป็นกระทู้พิเศษเลยครับ

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1   ดูหน้าต่อไป
 


เพื่อความปลอดภัยในการนำเสนอข้อมูลของผู้ใช้ Thailandoffroad.Com สมาชิกเท่านั้น จึงจะตั้งกระทู้ และ ตอบคำถามได้ครับ
สำหรับท่านที่สมัครสมาชิกแล้ว Login Click ที่นี่
สำหรับท่านที่ยังไม่ได้สมัครสมาชิก สมัครสมาชิก Click ที่นี่

   
18/5/2555 13:11
หน้าแรก | สมัครสมาชิก | LOGIN | LOGOUT | เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว | ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา(Contact Us) | ติดต่อโฆษณา | ตลาดนัดซื้อขาย
แจ้งปัญหาหรือขอคำปรึกษาการใช้ website หรือติดต่อประสานงานกิจกรรมออฟโรด:::>>> อีเมล์ webmaster@ThailandOffroad.Com หรือ ติดต่อเรา(Contact Us)
CopyRight©ThailandOffroad.Com April,2006 ViewMyStats Truehits.net     วันอาทิตย์,21 ธันวาคม 2557  (Online 49121 คน)