เกียร /เกียร4WD
 (6/1/2549)

เรื่องเกี่ยวกับ เกียร รถจี๊ป ตอนที่ 1

ฉบับนี้ผมขอพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับเกียร์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกียร์ออโตแมติกของ รถจี๊ฟเชอโรกี ซึ่งผมจะเน้นในเรื่องของ การใช้และบำรุงรักษา ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านไม่น้อย ไม่รู้ว่าเกียร์ก็ต้องการการดูแลรักษาไม่น้อยกว่าเครื่องยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกียร์ออโตแมติก

เกียร์ออโตแมติกในรถจี๊ฟ ประกอบด้วยเกียร 2 ชุดคือ เกียร์ออโตแมติกชุดทดกำลังขับเคลื่อนและ อีกชุดหนึ่งคือเกียร์ส่งกำลังขับเครื่อง 4 ล้อ หรือเกียร์ โฟร์วีลนั้นเอง สำหรับฉบับนี้ผมขอพูดถึงเกียรระบบทดกำลังขับเคลื่อนก่อน เพราะค่อนข้างไกล้ตัวกับทุกท่านก่อน แล้วฉบับหน้าค่อยพูดถึงระบบเกียรโฟร์วิล

เกียร์ออโตแมติกจะประกอบด้วยหลักการทำงานสัมพันธ์กับความเร็ว และรอบเครื่อง คือมีเซ็นเซอร์ ที่ความเร็ว และ รอบเครื่อง ผ่านกล่องสมองกลในการควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ของรถยนต์ ภายในมีน้ำมันเกียร์ออโตแมติกซึ่งมีคุณสมบัติคล้าย ๆ กับน้ำมันหล่อลื่น และ น้ำมันไฮโดรลิก ทำหน้าที่ทั้งหล่อลื่นและถ่ายกำลังในการขับเคลื่อน

ท่านทราบไหมว่าเวลาเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ออโตแมติกต้องเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเกียร์ด้วย บางท่านอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มีไส้กรองน้ำมันเกียร์ออโตแมติกด้วยหรือ มีซิครับ ตัวแผ่นไส้กรองจะติดตั้งอยู่ภายในแคร้งน้ำมันเกียร ต้องถอดฝาแคร้งถึงจะมองเห็น ไส้กรองน้ำมันเกียร์ของรถจี๊ฟเชอโรกีจะเป็นตระแกรงโลหะอยู่ภายใน ส่วนรถจี๊ฟแกรนด์เชอโรกีจะเป็นใยสังเคราะห์ มีราคาถูกว่า จี๊ฟเชอโรกีลิมิเตดเสียอีก เดียวนี้ร้านขายอะไหล่แถววรจักร มีนำเข้ามาขายบ้างแล้ว แต่ก่อนต้องเข้าห้างเท่านั้น แต่ตอนที่ทางห้างมีปัญหาไม่มีอะไหล่นั้น ร้านอะไหล่ภายนอกก็หาไม่ได้ ผมเคยถอดออกมาล้างด้วยน้ำมันซักแห้งก็ยังพอใช้ได้ไม่มีปัญหา เพราะในไส้กรองรถจี๊ฟเชอโรกีลิมิเตดเป็นตระแกรงโลหะ ส่วนรถแกรนด์เชอโรกีผมว่าคงถอดมาล้างไม่ได้ เพราะเป็นใยสังเคราะห์ ซึ่งเวลาตันแล้วสกปรกมาก

น้ำมันเกียร์จะไม่ค่อยสกปรกเหมือนน้ำมันเครื่องเพราะในห้องเกียรค่อนข้างสะอาด ท่านสามารถเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ 2 ครั้งแล้วค่อยเปลี่ยนไส้กรอง 1 ครั้งก็ได้ ส่วนการตรวจเช็คระดับน้ำมันเกียร์ก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอยู่เสมอ ๆ เวลาตรวจดูด้วยตนเองรายสัปดาห์ ซึ่งก็เสียเวลาไม่มาก แต่ การตรวจเช็คน้ำมันเกียร์มีขั้นตอนมากกว่าการตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง เพราะต้องตรวจเช็คในขณะติดเครื่องยนต์ และ อยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง N เท่านั้น เพราะในตำแหน่งนี้เท่านั้นที่ปั้มน้ำมันเกียร์ทำงาน ถึงจะวัดระดับน้ำมันได้ และระดับน้ำมันยังแตกต่างกันระหว่าง เวลาเครื่องร้อน หรือเย็น เพราะเวลาเครื่องร้อนน้ำมันจะขยายตัว และเครื่องเย็นน้ำมันจะหดตัว ดังนั้นในเหล็กวัดระดับน้ำมันจึงมี มาร์ก ทั้ง 2 หน้าที่ Hot level และ Cold level และเมื่อขาดให้เติม ท่านอย่าได้ซื้อน้ำมันเกียร์ทั่วไปมาเติมเด็ดขาดนะครับ เพราะน้ำมันเกียร์มีหลายเกรดด้วยกัน เช่น Dextron 2 และ Dextron 3 สำหรับรถจี๊ฟเขาใช้ เกรด Dextron 3 เท่านั้น เวลาซื้อน้ำมันเกียร์ให้ดูที่ข้างกระป๋องว่าเป็น Dextron 3 หรือไม่ เพราะน้ำมันเกียร์บางยี่ห้อที่มีขายในตลาดไม่มี Dextron 3

หากท่านลืมเรื่องการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์นาน ๆ เข้า อาจทำให้น้ำมันเกียร์สกปรก และ ทำให้ไส้กรองน้ำมันเกียร์ตันได้ เวลาไส้กรองตัน เกียร์อาจเปลี่ยนสะดุด ๆ หรือไม่เปลี่ยนเกียร์ และ ในที่สุดรถไม่สามารถขับเคลื่อนได้ และหากมีอาการหนักแผ่นครัชภายในอาจไหม้ได้ ซึ่งการซ่อมก็จะยุ่งยากมากขึ้น ส่วนหากแค่ไส้กรองตันธรรมดา แค่เปลี่ยนถ่ายน้ำมัน และ เปลี่ยนไส้กรอง ก็หาย เวลาที่เกียร์รถมีปัญหา ศูนย์มักจะให้เปลี่ยน ซึ่งมีราคาแพงมาก เรือนแสน โชคดีหน่อย เดียวนี้มีอู่หลายแห่งโดยเฉพาะที่มีวิศวกรควบคุม สามารถซ่อมเกียร์ออกโตเมติที่มีปัญหาได้แล้ว อยากทราบ Email มาถามผมได้ที่ drjeep2000@hotmail.com หรือโทรมากถามที่กอง บก. ก็ได้ครับ ความจริงเรื่องเกียร์ยังมีเรื่องราวยาวมากกว่านี้อีกเยอะนะ ครับผมจะเก็บมาเล่าต่อ

เรื่องเกี่ยวกับเกียรรถจี๊ป ตอนที่ 2

การทำงานของเกียรรถจีพก็เหมือนกับเกียรส่งกำลังของรถยนต์ธรรมดาทั่วไป คือเครื่องยนต์จะถ่ายทอดกำลังมาที่ Toque converter ทำหน้าที่ปั้ม น้ำมันไฮโดรลิค ไปดันแผ่นครัชซึ่งมีแผ่นครัชเล็ก ๆ แยกทีละเกียร เพื่อส่งถ่ายกำลังไปขับเคลื่อนรถยนต์ โดยปรกติแล้วเมื่อติดเครื่องยนต์ และ เกียรในตำแหน่ง P Toque converter จะไม่ทำหน้าที่ปั้มน้ำมันส่งแรงดันไปยังระบบเกียร และ จะล็อกการทำงานของเกียรที่เพลาขับหลัก รถยนต์ จะไม่สามารถขับเคลื่อนหรือ เข็นเคลื่อนที่ได้ เมื่อเกียรในตำแหน่ง N Toque converter จะทำหน้าที่ปั้มน้ำมัน ให้ไหลเวียนตลอดเวลา แต่ไม่ส่งแรงดันไปขับเคลื่อนเกียร และ ปลดล็อคเพลาขับเคลื่อนหลัก ทำให้รถสามารถเข็นเคลื่อนที่ได้ ดังนั้นหากท่านต้องการตรวจวัดระดับน้ำมันเกียร จึงต้องสตาร์ทติดเครื่องไว้ และต้องผลักเกียรไปตำแหน่ง N เท่านั้นถึงจะรู้ระดับน้ำมันเกียรที่แท้จริง

ในขณะที่รถขับเคลื่อนอยู่นั้น เกียรจะทำงานตลอดเวลา ฟันเฟืองเกียรจะขบเสียดสี และทำให้เกิดความร้อน ดังนั้นระบบเกียรจะต้องมีระบบระบายความร้อน เพื่อรักษาและป้องกันอุณหภูมิของน้ำมันเกียรไม่ให้สูงเกินไป เพราะเมื่อน้ำมันเกียรมีอุณหภูมิสูงเกินไป คุณภาพของน้ำมันเกียรจะลดลง และเป็นสาเหตุหนึ่งของเกียรไหม้ ครั้งหนึ่ง หลังจากที่ผมได้ซื้อรถจีพชีโรกี้ เดือนแรกผมใช้รถยนต์เดินทางตามปรกติในเมือง หลังจากผ่านระยะรันอินแล้ว เดือนที่สอง ผมเดินทางไปเชียงใหม่ และ แม่ฮ่องสอน ผมเดินทางแค่นครสวรรค์ รถยนต์ก็เริ่มมีควันออกมาที่ท้ายรถ ตรวจดูก็รู้ว่าเป็นน้ำมันเกียร โทรถามที่ศูนย์กรุงเทพฯ ก็แนะนำว่าไม่น่ามีปัญหาเพราะ น้ำมันที่ออกมาน่ามาจากน้ำมันเกียรเวลาร้อน และ มีแรงดันเกิน ก็จะปล่อยแรงดันหรือน้ำมันส่วนเกินออกมาที่ท่อ OVERFLOW ผมเลยรอสักพักแล้วค่อยเดินทาง เดินทางถึงเชียงใหม่ก็ไม่มีปัญหาอะไร ผมก็สบายใจคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะรถก็เพิ่งออกมาใหม่ ๆ และ เพิ่งผ่านรันอินและ เพิ่งเข้าศูนย์มาหยก ๆ ผมเที่ยวต่อที่แม่ฮ่องสอน ตอนกลับ ผมใช้เส้นทางกลับโดยจะขับผ่านอำเภอปาย ก่อนที่จะถึงอำเภอปาย 24 ก.ม. ระหว่างที่ขึ้นเขา เกียรทำงานหนักขึ้น ๆ และในที่สุดก็หยุด ขับไม่ได้ อาการเหมือนกับครัชลื่นของรถยนต์ทั่วไปคือ เครื่องยนต์ทำงาน แต่ไม่สามารถขับเคลื่อน นิ่งสนิท เข้าเกียรอะไรก็ไม่เข้าทั้งสิ้น ต้องลากเข้าไปที่ศูนย์ที่เชียงใหม่ ตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า ท่อสายน้ำมันระบายความร้อนที่ต่อไปยัง (Oil Cooler) อุปกรณ์ระบายความร้อนน้ำมัน มีรอยบี้แบน เป็นรอยที่คาดว่าอาร์มบนตัวล่างที่ยึดติด กับเสื้อเพลา ไปกระแทกถูก ทำให้บี้แบนและมีอาจมีรอยรั่ว เมื่อเปิดชุดเกียร ออกมาตรวจสอบดู พบว่า แผ่นครัชใหม้ทั้งหมด (Valves body) เสื้อวาว์สเต็มไปด้วยเศษสกปรกของ ครัช เต็มไปหมด โซลินอนย์วาว์ส ไหม้ เซ็นเซอร์ เสีย ครั้งนั้นทางไคร์เลอร์ได้รับผิดชอบซ่อมเกียรให้ผมทั้งหมด เนื่องจากว่า ผมได้พิสูจน์ว่า ในรถจีพรุ่นแรกที่ประกอบในประเทศไทย ติดตั้งท่อน้ำมันระบายความร้อนแตกต่างกว่า มาตรฐานรถรุ่นนำเข้า ซึ่งการวางอยู่ในที่ๆ ปลอดภัยจากการถูกกระแทกมากกว่า สุดท้ายทางไคร์เลอร์ก็ทำการปรับปรุง ให้เป็นไปตามมาตรฐาน

ถึงแม้การวางท่อน้ำมันในตำแหน่งเดียวในรถรุ่นนำเข้าแล้วก็ตาม หากมีการกระแทกอย่างแรงแล้ว ท่อก็จะถูกกระแทกบี้แบนได้เช่นกัน สำหรับท่านที่ใช้รถจีพขับเดินทางตามปรกติแล้ว ก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่สำหรับท่านที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว ในเส้นทางออฟโรดแล้วละก็ ให้ระวังไว้หน่อยก็แล้วกัน เพื่อนผมหลายคนเจอมาแล้ว สำหรับท่านที่เป็นนักเล่นออฟโรดอยากทราบว่ามีวิธีป้องกันอย่างไร ลองโทรมาสอบถามหรือ Email มาถามผมได้ ที่ drjeep2000@hotmail.com นะครับ เนื่องจากว่าวิธีป้องกันที่พวกผมใช้กันนั้น เป็นวิธีที่เราใช้ในรถแข่งขัน และ ท่องเที่ยวออฟโรดแบบ Heavy duty จึงไม่แนะนำให้ใช้กับรถยนต์มาตรฐานทั่วไป ซึ่งไม่จำเป็นและสิ้นเปลื่องเงินเปล่า ๆ

เรื่องเกียร Transfer Case

ฉบับนี้ผมขอเขียนเกี่ยวกับเกียรลูกที่สอง คือเกียร Transfer Case หรือเกียรขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อโดยปรกติแล้ว จะมีคันโยกเกียรอยู่ 2 อัน (ยกเว้นรถรุ่นใหม่ ๆ ที่ใช้สวิสซ์ไฟฟ้าควบคุม) อันแรกเป็นคันโยกเกียรปรกติธรรมดาในการขับเคลื่อน ส่วนคันเกียรอีกอันหนึ่งเป็น คันเกียรในการปรับลักษณะการขับเคลื่อน จากการขับเคลื่อนธรรมดา 2 ล้อหลังเป็น 4 ล้อ การขับเคลื่อน 4 ล้อ ยังแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ด้วยกันคือ
  1. 4 H Full time เป็นการขับเคลื่อนโดยระบบส่งกำลังไปทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน ผันแปรตามสภาพถนน และ การเดินทาง เหมาะสำหรับการเดินทางบนเส้นทางปรกติ เดินทางไกล และเส้นทางที่เปียกลื้น เพราะจะสามารถช่วยการเกาะถนนได้ดี โดยเฉพาะการเข้าโค้ง
  2. 4 H Part time เป็นการขับเคลื่อนโดยระบบส่งกำลังไปทั้งล้อหน้า และ ล้อหลังในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน ตลอดเวลา เหมาะกับการเดินทางบนเส้นทางที่ทุรกันดาร ทางที่เต็มไปด้วยโคลนลื้น แต่ไม่ลึก ทางทราย หรือ หินกรวด แบบเบา ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้พลังขับเคลื่อนมาก ใช้ความเร็วเดินทางประมาณ ไม่เกิน 60 กม/ชม.
  3. 4 L Part time เป็นการขับเคลื่อนโดยระบบส่งกำลังไปทั้งล้อหน้า และ ล้อหลังในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน ตลอดเวลา และ ทดรอบเพิ่มกำลังขับเคลื่อน ทำให้มีแรงบิดส่งถ่ายไปยังล้อมากขึ้น เหมาะสำหรับการขับเคลื่อนในเส้นทางที่เป็นโคลนลึก ทางทุรกันดารมาก มีการปีนป่ายทางชันมาก หรือเส้นทางออฟโรดเต็มพิกัด ใช้ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 40-50 กม ชั่วโมง

ในโฆษณาขายรถยนต์ มักจะบอกเสมอว่า Shift on the fly หรือสามารถเปลี่ยนลักษณะการขับเคลื่อนในขณะที่รถยนต์ขับเคลื่อนที่ได้ ซึ่งความจริงแล้ว การเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อไปขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ 4 H สามารถทำได้ในความเร็วไม่เกินกว่า 60 กม./ชั่วโมง เพราะหากเร็วกว่านั้น เฟืองเกียรจะรูดชำรุดเสียหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนเป็นระบบขับเคลื่อนเป็น 4 Low Part time นั้นห้ามเด็ดขาด เพราะจะทำให้เฟืองรูดง่ายมาก ถึงแม้จะทำได้ที่ความเร็วไม่เกิน 5 กม./ชั่วโมงก็ตาม

วีธีการปรับระบบขับเคลื่อน จาก 2 ล้อไป 4 ล้อแบบ 4H Full Time ในขณะขับเคลี่อนอยู่ ให้ผ่อนคันเร่งก่อน แล้วค่อยขยับคันเกียรเปลี่ยนระบบขับเคลื่อน แล้วค่อยเร่งเครื่องเดินทางตามปรกติ ให้สังเกตุ ไฟแสดงการขับเคลื่อน จะเปลี่ยนไปตามตำแหน่งที่เราได้เปลี่ยนแปลงไปนั้น แต่หากไฟแสดงลักษณะการขับเคลื่อนไม่เปลี่ยนไปตามที่เราต้องการแล้ว ให้ผ่อนคันเร่งแล้วค่อยเร่งต่อ เพื่อให้เกียรสามารถเข้าได้สนิท แล้วค่อยเดินทางต่อด้วยเกียรที่ท่านต้องการใช้ อย่าลืมนะครับ เกียร Part time ไม่ว่า จะเป็น 4 H หรือ 4 L ไม่ควรใช้เดินทางตลอดเวลา หรือเดินทางไกล หรือ บนถนนธรรมดา เพราะจะทำให้เกียร และ ยางรถเสื่อมสภาพเร็ว

สำหรับการเปลี่ยนระบบการขับเคลื่อนเป็น 4L Part time ท่านจำเป็นต้องหยุดรถสนิท เกียรขับเคลื่อนผลักไปที่ตำแหน่ง N แล้ว เปลี่ยนเกียรระบบขับเคลื่อนไปที่4 L Part time การเข้าเกียรระบบขับเคลื่อนต้องเข้าให้สนิท หากเข้าไม่สนิท จะทำให้เฟืองเกียรระบบขับเคลื่อนเสียหายเร็ว (รูด หรือ ลื่น) หลังจากนั้นท่านค่อยเปลี่ยนเกียรขับเคลื่อนไปที่ D เมื่อเปลี่ยนเกียรไปที่ D จะมีอาการกระตุกหรือกระชากตัวของรถแรงกว่าการเข้าเกียร D ในระบบ ขับเคลื่อนทั่วไป ซึ่งแสดงว่าขณะนี้รถของท่านได้อยู่ในระบบการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part time แล้ว ระบบส่งกำลังจะถ่ายกำลังขับเคลื่อนไปทั้งล้อหน้าและล้อหลังเท่า ๆกันแล้ว และ พร้อมที่พาท่านเดินทางบนเส้นทางที่ทุรกันดาร Off road.

โปรดจำไว้เสมอ ๆ ว่า การเลือกใช้เกียรในการเดินทางที่ผิด อาจทำให้ยางรถ และ เกียรชำรุดเร็วกว่าที่มันควรจะเป็น ดังนั้นท่านต้องคอยตรวจสอบอยู่เสมอ นะครับ

Jeep Unity Club ขอขอบคุณข้อมูล บทความจาก คุณคมสันต์ DoctorJeep

 
หน้าแรก | สมัครสมาชิก | LOGIN | LOGOUT | เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว | ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา(Contact Us) | ติดต่อโฆษณา | ตลาดนัดซื้อขาย
แจ้งปัญหาหรือขอคำปรึกษาการใช้ website หรือติดต่อประสานงานกิจกรรมออฟโรด:::>>> อีเมล์ webmaster@ThailandOffroad.Com หรือ ติดต่อเรา(Contact Us)
CopyRight©ThailandOffroad.Com April,2006 ViewMyStats Truehits.net     วันอาทิตย์,19 พฤศจิกายน 2560  (Online 572 คน)  facebook.com/WeekendHobby