|
|
สาระน่ารู้เรื่องกรองอากาศ
|
สภาพการจราจร และสภาพอากาศในบ้านเราครับ กรณีนี้ผมขอใช้ข้อมูลของกรุงเทพฯ นะครับ (จังหวัดอื่น ให้พิจารณาตามสภาพที่เป็นจริง ตามที่นั้นๆ) การจราจร ที่ค่อนข้างติดขัด ในเมือง และยังมีควันไอเสีย จากรถประจำทาง และมอเตอร์ไซค์ 2 จังหวะ และสภาพอากาศที่ออกจะอบอุ่นมากไปหน่อย (ร้อนนะครับ) อีกทั้งยังมีฝุ่นที่เกิดจากการขุด และก่อสร้าง ในบางพื้นที่ ( ซึ่งลดลงบ้าง หลังจาก วิกฤตเศรษฐกิจ) ทำให้ปริมาณฝุ่น, ไอเสีย ที่แขวนลอยในอากาศ มีีปริมาณมาก ซึ่งเมื่อปะปนไปกับอากาศ และถูกดูดผ่านกรองอากาศ ก่อนเข้าไปสู่กระบวนการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ กรองอากาศมีหน้าที่ดักจับฝุ่น เพื่อมิให้ฝุ่นไปลดประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ และมิให้เครื่องยนต์สึกหรอก่อนเวลาอันควร และสิ่งที่ผมจะกล่าวถึงคือคุณลักษณะของกรองอากาศ, การใช้งาน และการบำรุงรักษา ครับ
ในทางวิศวกรรม การบอกลักษณะของกรองอากาศ จะพูดถึง
- ประสิทธิภาพ (Efficiency) เป็นการวัดความสามารถในการกำจัดฝุ่นออกจากอากาศ
- ความสามารถในการเก็บฝุ่น (Dust holding capacity) หมายถึงปริมาณฝุ่นที่กรองอากาศ สามารถเก็บไว้ได้
- ความเสียดทานของกระแสลม(Air flow resistance) คือค่าความดันตก (Static pressure drop) เมื่อผ่านกรองอากาศแล้ว
พูดถึงเรื่องขนาดของฝุ่น , ไอเสีย ซึ่งมีหน่วยวัดเป็น ไมครอน (Micron) ขนาดของฝุนที่ลอยอยู่ในอากาศ จะมีขนาด 0.001 ถึง 1 ไมครอน (ขนาดฝุ่นที่มองเห็นด้วยตาเปล่า มีขนาด 10 ไมครอน) และขนาดของไอเสีย เท่ากับ 0.01 ถึง 1 ไมครอน ดังนั้นกรองอากาศที่จะสามารถดักจับฝุ่น และไอเสีย เหล่านี้ได้จะต้องมีประสิทธิภาพดีจริงๆ
สำหรับการวัดประสิทธิภาพ ก็จะมีวิธีทดสอบต่างกันไป ตามมาตรฐานของสถาบันต่างๆ เช่น ASHARE, AFI. NBS โดยวิธีทดสอบที่นิยมใช้ก็มี
- วิธีทดสอบโดยการชั่งน้ำหนัก (Weight Test) ซึ่งใช้ฝุ่นสังเคราะห์ เป็นตัวทดสอบผ่านกรองอากาศ มักใช้ทดสอบกับกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพต่ำ (กรองรถยนต์ ใช้วิธีทดสอบนี้)
- วิธี Dust Spot efficiency ทดสอบโดยนำฝุ่นบรรยากาศมาผ่านกรอง แล้วนำมาหาค่าอัตราการส่องสว่างของแสง วิธีนี้จะใช้กับกรองอากาศประสิทธิภาพสูง
- วิธี DOP Penetration โดยใช้กลุ่มควัน ของ DOP (Di-Octyl Phthalate) แล้ววัดหาความเข้มข้อของละออง DOP ใช้ทดสอบกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงมาก
นอกจากนี้กรองอากาศที่นิยมใช้กับรถยนต์ ผมขอแบ่งได้ดังนี้
- กรองอากาศชนิดแห้ง (Dry Type) ชนิดนี้ทำด้วย เส้นใยสังเคราะห์ , เส้นใยพืช, ขนสัตว์ มักเป็นชนิดที่ใช้งานแล้วทิ้ง เนื่องจากมีราคาถูก และออกแบบมาให้ใช้งานระยะเวลาหนึ่ง ….. กรองอากาศที่ติดมากับรถ เป็นชนิดนี้
- กรองอากาศชนิดที่เคลือบด้วยสารที่มีความหนืด เช่นพ่นด้วยน้ำมัน เพื่อให้แผ่นกรองอากาศ เกิดความเหนียว และเพิ่มความสามารถในการดัดจับฝุ่นให้ดีขึ้น กรองชนิดนี้ที่เป็นรู้จักในหมู่ผู้ใช้รถคือ ยี่ห้อ K&N ซึ่งจะสามารถนำมาใช้งานได้หลายๆ ครั้ง หลังจากที่ล้างทำความสะอาด และเคลือบน้ำยาใหม่
ทำไมจึงมีข้อแนะนำให้ ทำความสะอาดกรองอากาศแบบชนิดที่ใช้งานแล้วทิ้ง ??
เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย ก่อนที่จะเปลี่ยนกรองอากาศใหม่ เราสามารถยืดอายุการใช้งานของกรองอากาศ โดยการทำในข้อ 2 คือ ความสามารถในการเก็บฝุนของกรองอากาศครับ นั่นคือ กำจัดฝุ่นเดิมที่กรองอากาศกักไว้ ให้กรองอากาศสามารถดักจับฝุนใหม่ได้ โดยที่กรองอากาศยังไม่อุดตันเสียก่อน นอกจากนี้ยังช่วยให้อากาศสามารถผ่านกรองได้สดวกขึ้น ซึ่งช่วยให้ผลในการประหยัดน้ำมัน แน่นอนครับประสิทธิภาพของกรองอากาศ ก็จะลดลงไปบ้าง ในทางเทคนิคแล้ว ช่างจะเป็นผู้ตรวจสอบก่อนว่า ควรจะเปลี่ยนใหม่หรือไม่ (แน่นอนครับ ช่างที่ไหนๆ ก็อยากขายอะไหล่ อยู่แล้วครับ)
สำหรับผู้ใช้รถ Jeep ที่เคยถอด หรือเห็นช่างถอดกรองอากาศมาตรวจสอบ และมักจะพบคราบน้ำมันจับทีี่ผิวแผ่นกรองอากาศ ส่วนหนึ่งของคราบน้ำมันเหล่านี้มาจากไอเสียที่ลอยปน อยู่ในอากาศ อีกส่วนอาจมาจากไอน้ำมันเครื่องที่ระบายออกมาจากฝาครอบวาล์วของเครื่องยนต์ ครับ ซึ่งหากมีมากจนผิดปกติ อาจเกิดจาก PCV (Positive Crankcase Valve) ที่ติดตั้งอยู่ด้านในสุดที่ฝาครอบวาล์ว ทำงานผิดปกติ (เรื่องนี้ผมจะนำมาเล่าในโอกาสต่อไป) ซึ่งไอน้ำมันส่วนหนึ่งก็จะเล็ดลอดผ่านกรองอากาศ แล้วไปจับอยู่รอบๆ เซ็นเซอร์ลิ้นปีกผีเสื้อ ซึ่งจุดนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องดูแลและทำความสะอาดเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ สิ่งที่ผมอยากให้ผู้ใช้รถทุกคนได้ทราบก็คือ ข้อแนะนำต่างๆ จากผู้ผลิต เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เนื่องจากได้ผ่านการทดสอบมาแล้ว แต่ (ตัวโตๆ) ในสภาพการใช้งานที่แตกต่างไป ผู้ใช้รถ ก็สามารถที่จะศึกษา หรือหาวิธีการที่เหมาะสม เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ได้ครับ
Jeep Unity Club ขอขบคุณข้อมูล บทความ โดยคุณสุทัศน์ และ เวป DoctorJeep
|