Off-Road Training Program
 (7/5/2549)


คู่มือการขับรถออฟโรด
Off-Road Training Program
ทุก ๆ ปี เจ้าของรถ Jeep ในสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยคาราวานรถ Jeep กว่า 2,200 คัน จะหมุนเวียน เข้าร่วมเดินทางท่องเที่ยวกับ “Camp Jeep” ตามแนวเทือกเขาร๊อกกี้ รัฐโคโลราโด ซึ่งที่นี่จะมีกิจกรรมกลางแจ้งให้คนรักธรรมชาติได้ร่วมสนุกมากมายรวมถึงการสอนขับรถออฟ-โรด ฝึกขับเพื่อความชำนาญในสนามตลอดจนการแนะนำดูแลรถเมื่อต้องเดินทางไกล

นอกจากนี้ในช่วงฤดูร้อน Jeep ยังได้ต้อนรับบรรดาผู้เป็นเจ้าของตรวจการณ์อเนกประสงค์หลายร้อยคนที่มาเข้าร่วม Mini Camp Jeep หรือที่เรียกว่า “Jeep 101” โดยจัดขึ้นในรัฐต่าง ๆ เช่น แคลิฟอร์เนีย บอสตัน ฟิลลาเดลเฟีย โคโลราโด เพื่อให้ความรู้เรื่องการขับขี่รถออฟ-โรด ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ สมรรถนะการใช้งาน และความเป็ฯมาของ Jeep

Jeep เข้าใจดีว่าเจ้าของรถมากกว่าครึ่งยังไม่เคยได้สัมผัสประสบการณ์บนเส้นทางวิบากเราจึงสร้างสรรค์หลักสูตรการฝึกขับรถออฟ-โรด ที่เร้าใจและกระชับ โดยก่อนที่จะสงสนาม จะมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสมรรถนะของรถและเทคนิค การขับอย่างปลอดภัยถูกวิธีรวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วย (TREAD Lingty)

มีการฝึกขับในสนาม Jeep 101 ซึ่งได้ใช้รถ Jeep ขับขี่ผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยกองหิน ผ่านท่อนซุงที่กีดขวาง และข้ามเนินสูง ตลอดจนการเรียนรู้ฝ่ายทางวิบากต่าง ๆ อย่างปลอดภัย


Jeep 101 ในประเทศไทย
สำหรับในประเทศไทย บริษัท เดมเลอร์ไครสเลอร์(ประเทศไทย) จำกัด ได้นำกิจกรรมที่ชาวออฟ-โรด ชื่นชอบในสหรัฐอเมริกา มาสร้างสรรค์เพื่อผู้รักการท่องเที่ยวโดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า Jeep 101 Off-Road Training Program

ปัจจุบัน บทบาทของ Jeep ในฐานะผู้นำในตลาดรถตรวจการณ์อเนกประสงค์เมืองไทย ได้มุ่งเน้นสร้างประสบการณ์การขับขี่แก่ผู้รับการเดินทางบนเส้นทางวิลากและเส้นทางในเมืองอย่างถูกต้องปลอดภัย Jeep 101 เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่สร้างสรรค์สำหรับ ลูกค้าและผู้สนใจทั่วไป ที่จะเรียนรู้การใช้รถอย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกเส้นทางการขับขี่ พร้อมเปิดรับแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ดูแลสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติตลอดเส้นทางที่เดินทางผ่าน และเพลิดเพลินกับสันทนาการอย่างมีสีสันทั้งครอบครัวและคนที่รู้ใจในวันหยุดสุดสัปดาห์

Jeep Code of Ethics :-
Jeep สัญลักษณ์ของการเดินทางเพื่อการอนุรักษ์

โลกนี้มีเพียงหนึ่งช่วยรักษาไว้
ในฐานะที่โครสเลอร์คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตรถ Jeep เป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร Tread Lightly ซึ่งว่าด้วยการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมในการเดินทางท่องเที่ยว เมื่อใดก็ตามที่มีการเดินทางในรูปแบบ Off-road เจ้าของรถ Jeep ทุกท่านควรปฏิบัติตามแนวทางการเดินทางเพื่ออนุรักษ์สภาพแวดล้อม เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมของโลกไว้ ตามคำนิยามที่ว่า “Jeep มีเพียงหนึ่งเดียว” และ “โลกนี้มีเพียงหนึ่งรักษาไว้”

การเดินทางท่องเที่ยวในเชิงรักษาสิ่งแวดล้อม – ต้องปฏิบัติอย่างไร
ขอให้ท่านเจ้าขอรถ Jeep หรือผู้ขับขี่ Off-road ควรปฏิบัติตามแนวทางดังนี้
- ขับขี่ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
- ขับขี่ในทางที่กำหนดสำหรับรถยนต์
- ขออนุญาตต่อเจ้าของพื้นที่ทุกครั้งเมื่อขับขี่ในเส้นทาง Off-road
- ขับขี่อย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการขับขี่ลักษณะล้อหมุนฟรี อาจทำลายพื้นที่บริเวณนั้นเสียหาย ช่วยกันรักษาเส้นทางให้คงเดิมมากที่สุด เมื่อพบความเสียหาย สิ่งผิดปกติที่อาจทำลายสภาพสิ่งแวดล้อมให้แจ้งผู้รับผิดชอบทันที
- หลีกเลี่ยงการเดินทางหลังฝนตก โดยเฉพาะทางลาดชัน การเดินทาง Off-road ในช่วงเวลานี้เกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมง่ายกว่าเวลาอื่น ๆ
- พยายามรักษาสภาพธรรมชาติมากที่สุด โดยการไม่ส่งเสียงดังเกินควร กระทำการใด ๆ ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทางธรรมชาติ รบกวนต่อสัตว์ป่า ต้นไม้
- ห้ามเด็ดดอกไม้ ตัดกิ่งไม้ ต้นไม้ ปล่อยทุกอย่างอยู่อย่างธรรมชาติ
- เมื่อผ่านพื้นที่ที่มีประตู หรือพื้นที่ที่มีขอบเขตไว้ชัดเจน ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าประตู สิ่งบอกขอบเขต ปิด คงรักษาสภาพของเดิม
- เมื่อผ่านบริเวณที่มีสัตว์เลี้ยง ทุ่งนา พื้นที่การทำเกษตร ควรขับขี่อย่างระมัดระวัง อย่าทำให้สัตว์ตกใจหรือทำลายพื้นที่การเกษตร
- หลีกเลี่ยงการจุดกองไฟ ยกเว้นในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต อย่าก่อกองไฟบริเวณที่มีต้นไม้/หญ้าแห้งอันอาจทำให้ไฟลุกลาม หรือทำให้ธรรมชาติเสียหายได้ อย่าทิ้งเศษอาหาร ขยะอื่น ๆ ในพื้นที่ เก็บสิ่งของให้เรียบร้อยก่อนออกจากพื้นที่ นำเครื่องหุงต้มเตาแก๊สขนาดเล็กมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อกองไฟ
- ดูแลสภาพรถยนต์ให้ดีอยู่เสมอ อย่าให้มีการรั่วของน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเชื้อเพลิง ท่อไอเสียต่าง ๆ
- เคารพสิทธิผู้อื่นที่ใช้เส้นทางเดียวกันกับท่าน โดยขับขี่อย่างระวัง เช่น คนเดินเท้า จักรยาน รถมอเตอร์ไซค์ สัตว์เลี้ยง ฯลฯ
- จำไว้เสมอว่าระหว่างเดินทางในรูปแบบ Off-road อย่าทิ้งสิ่งของโดยเฉพาะก้นบุหรี่ นำสิ่งที่ท่านนำเข้าไปกลับออกมาเสมอ โดยนำถุงขยะติดรถไว้เมื่อเดินทาง
- ขอให้ท่านผู้เดินทาง Off-road ทุกท่านปฏิบัติตามแนวทางนี้ ไม่ว่าท่านจะเดินทางไปที่ไหนก็ตาม ท่านจะสร้างความประทับใจและยินดีให้กับทุกฝ่ายและเป็นที่ต้อนรับของทุกฝ่าย

ความปลอดภัยในการขับขี่ออฟโรด
ระบบความปลอดภัย ถือเป็นหัวใจของการขับขี่รถออฟโรด ดังนั้นก่อนที่จะเคลื่อนรถของท่านออกไป สิ่งแรกที่ควรจะกระทำ คือ การปรับเบาะและพนักพิงศีรษะให้อยู่ในตำแหน่งที่พอเหมาะกับสรีระของท่าน ไม่ชิดกับพวงมาลัยจนเกินไป หรือห่างจนไม่สามารถจะมองทัศนวิสัยรอบด้านได้ชัดเจน กระจกมองหลังและกระจกมองข้างต้องปรับให้ได้ระดับพอดีให้เรียบร้อย และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การคาดเข็มขัดนิรภัยซึ่งควรจะคาดให้ชินจนกลายเป็นนิสัย มิใช่เฉพาะแต่การขับรถในเส้นทางออฟโรดเท่านั้น แต่ควรจะคาดตลอดเวลาที่เดินทาง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็พร้อมที่จะออกเดินทางได้ จำไว้เสมอว่าในการขับขี่รถในเส้นทางออฟโรดนั้น จะต้อง “ตาดู หูฟัง สังเกต” อยู่ตลอดเวลา เลือกเส้นทางโดยใช้สามัญสำนึก ไม่ประมาท ใช้พวงมาลัย เลือก Traction ให้แม่นยำที่สุด

เทคนิคการขับรถออฟโรด เบื้องต้น
การขับขี่รถออฟโรด จำเป็นต้องเจอเส้นทางวิลากแตกต่างกัน ถ้าตำแหน่งการนั่งไม่ดี เมื่อรถเกิดการสะเทือนตัวเอียงไปเอียงมา หมายความว่า ตัวเราจะเคลื่อนไหวจนไม่สามารถควบคุมรถได้เท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัย คันเร่ว เบรก หรือคลัช ซึ่งมีความสำคัญมาก การขับรถที่ดีควรเป็นไปอย่างราบเรียบ เมื่อเริ่มรู้สึกเครียดกับการควบคุมรถ แสดงว่าเราใช้ความเร็วสูงเกินไป ควรลดความเร็วลงบ้าง รถทุกคัน จะต้องมีความสามารถในการตอบสนองจากผู้ขับขี่สามประการ คือ การเร่ง การเบรก และการเลี้ยว การขับรถเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงควรขับขี่อย่างนุ่มนวลและราบเรียบ

การเร่ง
- ค่อย ๆ เหยียบคันเร่ง เพื่อป้องกันล้อหมุนฟรี
- การเร่งเครื่องแรงเกินไปจนกระทั่งล้อหมุนฟรี จะมีผลเสีย ซึ่งในบางครั้งล้ออาจจะจมลงในทราย หรือโคลน ซึ่งยากต่อกานดึงขึ้น หรือเกิดการลื่นไถลทำให้ยากต่อการควบคุม
- กดคันเร่งคงที่ เพื่อรักษาระดับความเร็วที่ต้องการ เป็นวิธีที่จะให้ตัวรถเคลื่อนไปด้วยความราบเรียบและนุ่มนวล ตัวคันเร่งนั้น เมื่อเราใช้เกียร์สโลว์จะมีผลการตอบสนองที่เร็วมาก ด้วยเหตุนี้เราจึงควรเหยียบคันเร่งให้อยู่ในรอบเครื่องคงที่ตลอดเวลาที่ผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้รอบเครื่องสูงแต่ประการใด ถ้าเครื่องมีกำลังดีแล้วเพียงแค่รอบต่ำ (1,000 – 2,000 รอบ) ก็พอ
- ใช้เบรกเพื่อชะลอความเร็วและถอนคันเร่ง ถ้าเป็นรถเกียร์อัตโนมัติ ใช้เทคนิค 2 เท้า เท้าซ้ายเหยียบเบรกแทนที่จะใช้เท้าขวา โดยให้เท้าขวาอยู่บนคันเร่ง เท้าซ้ายพร้อมบนเบรก ถ้าเป็นเกียร์ธรรมดาก็จะต้องใช้เท้าขวาในการเหยียบเบรกอยู่เหมือนเดิม
- ถอนคันเร่งเบา ๆ เพื่อให้การลดความเร็วเป็นไปแบบนุ่มนวล
- ถ้าจำเป็นที่จะต้องลดความเร็วลงให้ใช้วิธีค่อย ๆ ผ่อนคันเร่งอย่างช้า ๆ ไม่ควรถอนคันเร่งอย่างฉับพลัน เพราะจากอัตราทดของเฟือง จะทำให้ตัวรถเกิดการกระตุก และสร้างปัญหาขึ้นได้
- พยายามเบรกโดยไม่ให้ล้อมีการลื่นไถล
- พยายามเบรกอย่างนิ่มนวล เพราะถ้าเบรกรุนแรง อาจทำให้ล้อเกิดอาการล๊อคตาย และเกิดการลื่นไถล ซึ่งอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
- ควรเบรกก่อนที่จะถึงสิ่งกีดขวางล่วงหน้า เพื่อเป็นการชะลอรถก่อน ไม่ควรเหยียบเบรกกะทันหันเพราะจะทำให้เกิดอาการล้อล๊อคได้ ทำให้รถเสียการทรงตัว หรืออาจจะไม่ทันการ ก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้
- กดคันเบรกคงที่เมื่อบังคับรถ เมื่อขับรถจากเนินลาดชันตามทิศทางที่ต้องการ

ควบคุมพวงมาลัย
เวลาจับพวงมาลัย พยายามให้นิ้วโป้งทั้ง 2 อยู่ในตำแหน่ง 10.00 น. และ 14.00 น. เมื่อรถของท่านกระทบกับสิ่งกีดขวาง อาจทำให้ยางเกิดแรงกระแทก และพวงมาลัยตีกลังไป ถ้าท่านวางตำแหน่งนิ้วโป้งไว้ใต้ก้านพวกมาลัย อาจทำให้นิ้วซ้นหรือหักได้ ถึงแม้เหตุการณ์ส่วนมากจะเกิดกับพวงมาลัยชนิดธรรมดา พวงมาลัยแบบเพาเวอร์ก็อาจเกิดได้เช่นกัน


การเลี้ยว
- ควรหลีกเลี่ยงการเล่นกับพวงมาลัย โยกพวงมาลัยไปมา
- ไม่ควรหักเลี้ยวมากจนเกินความจำเป็น การหมุนพวงมาลัยเกินไปจะทำให้เกิดการหลงไม่ทราบลักษณะการหักเลี้ยวของล้อ ก่อให้เกิดปัญหากับการบังคับทิศทาง
- ถ้ารถเริ่มมีการไถลด้านข้าง ให้ค่อย ๆ หมุนพวงมาลัยตามทิศที่ลื่นไถลและค่อย ๆ ถอนเท้าออกจากคันเร่ง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการหักขืนของตัวรถ ซึ่งจะทำให้เกิดการลื่นไถลมากขึ้นจนยากต่อการแก้ไข และอาจเป็นเหตุให้ตัวรถเกิดการพลิกคว่ำก็ได้ ควรกระทำด้วยความนุ่มนวลราบเรียบ
- หลีกเลี่ยงการโยกไหล่และศีรษะเมื่อหมุนพวงมาลัย เพราะเมื่อตัวเรานิ่งอยู่กับที่เราจะสามารถบังคับรถได้ง่าย แต่ถ้าตัวเราโยกหรือศีรษะไม่นิ่ง ก็จะก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับรถ ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อขับรถบนเส้นทางขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ
- อย่างไรก็ตาม ผู้ขับรถควรกำหนดเส้นทางที่จะไปไว้ล่วงหน้า เพื่อจะได้ทราบปัญหาและอุปสรรคและหาทางแก้ไขปัญหาล่วงหน้า หรือปรับสภาพการขับให้เหมาะสม เช่น เมื่อต้องขับรถไต่ข้ามขอนไม้ จะต้องดูก่อนว่าล้อหน้าอยู่ตรงหรืออยู่บนขอนไม้หรือไม่ แล้วจึงขับรถข้ามไป


การขับรถขึ้นเนินเขา
- ขับรถขึ้น – ลง เนินเป็นแนวตรง
- ใช้เกียร์ต่ำ ทั้งเกียร์ปกติ และเกียร์ 4x4 (Part-Time Low)
- อย่าขับรถปีนด้านลาดของเนินเขา รถของท่านอาจเกิดการลื่นไถลลงด้านข้างหรืออาจพลิกคว่ำได้
- เช็คเส้นทางให้แน่ใจก่อนการเดินทาง ในการขึ้นทางสูงชันนั้นอาจต้องใช้ Momentum ของรถเร่งส่งเพื่อให้ข้ามทางชันได้ ในกรณีที่ใช้ไม่ได้ให้ถอยเป็นแนวตรงแนวเดียวกันตอนขาขึ้น โดยใช้เกียร์ถอยหลัง อย่าใช้เกียร์ว่างหรือเหยียบคลัชโดยเด็ดขาด


การขับขี่ข้ามสิ่งกีดขวาง
- ขับข้ามสิ่งกีดขวางโดยในลักษณะล้อทำมุมเอียงกับสิ่งกีดขวางไปทีละล้อและพยายามข้ามตรงบริเวณที่เป็นขอบหรือมุมของสิ่งกีดขวางนั้น
- อย่าขับข้ามสิ่งขีดขวางไปตรง ๆ เพราะอาจทำให้ช่วงล่างของรถตอนท้ายเสียหายได้ การขับรถบนก้อนหิน
- พยายามขับให้ล้อปีนข้ามก้อนหินอย่างช้า ๆ โดยใช้เกียร์ต่ำ วิธีนี้จะทำให้ช่วงล่างของรถไม่กระทบกระเทือน
- อย่าขับคร่อมก้อนหิน เพราะอาจเกิดการกระแทก ช่วงล่างอาจลอยบนก้อนหิน

บริเวณที่เป็นโคลน ทราย หรือดินเหลว
- พยายามหลีกเลี่ยงส่วนที่เป็นโคลน แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้ใช้เกียร์ต่ำ และรักษารอบให้สม่ำเสมอเพื่อให้มีแรงขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ หรือจำเป็นก็ให้ใช้เครื่องลาก
- พยายามหมุนพวงมาลัยไปทางซ้าย-ขวา อย่างรวดเร็ว หากรู้สึกว่ารถของท่านเริ่มเสียหลักออกนอกเส้นทางเพื่อให้ยางจับพื้นผิวถนน
- พยายามอย่าเร่งเครื่อง เพราะทำให้ยางจมลงไปในโคลนมากขึ้น ควรเหยียบคันเร่งเบา ๆ อย่างคงที่ จะทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ดีกว่า

วิธีการแกไขรถติดหล่ม
เกียร์อัตโนมัติ
- ให้เหยียบเบรกและขึ้นเบรกมือ จากนั้นให้ผลักเกียร์ไปที่ตำแหน่ง P สตาร์ทเครื่องยนต์โดยที่เท้าที่เหยียบเบรกอยู่จนรถเริ่มเคลื่อนตัว จากนั้นจึงค่อย ๆ เร่งเครื่อง เกียร์ธรรมดา
- อย่าเหยียบคลัช ให้เข้าเกียร์และสตาร์ทเครื่องยนต์เอาไว้จะทำให้รถค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปจนกว่าจะข้ามสิ่งกีดขวาง ถ้ารถยังติดอยู่ก็ให้ทำอีกครั้ง

การขับข้ามรอยแยก / แตก
- ให้หันด้านใดด้านหนึ่งของรถเข้าหารอยแตก โดยทำมุมเอียง 40 องศา ค่อย ๆ ขับข้ามไปทีละล้อ
- ขับอย่างช้า ๆ ให้รถทรงตัวได้เอง
- อย่าขับข้ามไปตรง ๆ พร้อมกันทั้งสองล้อ เพราะส่วนหน้าของรถอาจตกไปในระหว่างรอยแยกนั้น ขับผ่านร่องหิน
- พยายามขับคร่อมรอยแยก แม้ว่ารอยแยกนั้นจะกว้างกว่าตัวรถ ท่านอาจต้องขับให้ล้ออยู่ในลักษณะไต่ไปบนด้านข้างของผนังของรอยแยก พยายามขับช้า ๆ เพื่อรักษาการทรงตัวของรถทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง และด้านซ้าย-ด้านขวา
- อย่าพยายามแล่นต่อไปข้างหน้า หากรถของท่านเกิดการเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง เพราะถ้ารอยแยกนั้นเกิดกว้างขึ้นเมื่อใด อาจทำให้รถของท่านลื่นไถลลงไปด้านข้างได้ เมื่อท่านรู้สึกว่ารถเอียงลงไปด้านใด ให้หันพวงมาลัยไปด้านนั้นและเร่งเครื่องอีกเล็กน้อยจะช่วยให้รถกลับมาอยู่ในสภาพเดิม จากนั้นจึงหันพวงมาลัยกลับสู่ทิศทางเดิมที่ต้องการจะไป
- อย่าเร่งเครื่องจนล้อหมุนอยู่กับที่ เพราะจะทำให้ล้อจมลง และจะเสียการควบคุมรถ

การนำทาง
- จงใช้คนนำทาง เพราะเขาจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ดีกว่าคุณ
- ให้เลือกคนนำทางเพียงคนเดียว
รักษาระยะห่างระหว่างรถแต่ละคัน
- ให้รักษาระยะห่างระหว่างรถแต่ละคันร่วมเดินทางและแล่นผ่านจุวิบากทีละคัน เผื่อต้องการให้คันอื่นช่วยลากหรือดึงจะได้ช่วยได้,/br> - รอให้รถคันที่นำหน้าคุณขึ้นไปบนยอดเขาสำเร็จเสียก่อนจึงขึ้นไป เพราะคันหน้าอาจขึ้นไปไม่ได้ และต้องแล่นกลับลงมา
- คอยสังเกตรถคันที่ตามหลังอยู่เสมอเพื่อให้แน่ใจว่าไม่เกิดปัญหา,/br>




การเดินเท้าสำรวจ
- ท่านควรเดินสำรวจเส้นทางก่อนจะนำรถแล่นเข้าไป แม้ว่าจะรู้เส้นทางดีอยู่แล้ว จงเลือกเส้นทางที่อันตรายน้อยที่สุด และจะก่อความเสียหายน้อยที่สุด
- กลับไปที่รถและรัดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อยก่อนเริ่มขับไปตามเส้นทาง



สังเกตสภาพพื้นที่รอบ ๆ
- ให้ชะลอรถ อย่าเพิ่งไปข้างหน้าจนกว่าจะแน่ใจว่าเส้นทางนั้นปลอดภัย
- ใช้เกียร์ต่ำขณะวิ่งลงเนิน / ทางลาด
- อย่าใช้เส้นทางแคบ ๆ หรือเข้าไปในบริเวณที่ดูไม่ปลอดภัยเพียงพอ เช่น ทางตามเชิงเขาเพราะรถของท่านอาจลื่นไถลตกจากถนนได้
การแล่นข้ามลำธาร
- ข้ามเฉพาะจุดที่สามารถข้ามได้โดยวัดความลึกของน้ำเสียก่อน ถ้าระดับน้ำลึกกว่าท่อรองอากาศของเครื่องยนต์ จงอย่าข้าม เพราะเครื่องยนต์อาจดับได้




- พยายามขับข้ามไปอย่างช้า ๆ ทำมุมให้ตัวรถอยู่ในมุม 90 องศากับผิวน้ำ การขับช้า ๆ ช่วยไม่ให้น้ำเข้าไปในท่อไอดี และ ท่อกรองอากาศ


การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
การติดหล่มเป็นเรื่องปกติ แม้กับผู้ที่มีประสบการณ์ ในการเดินทางเป็นหมู่คณะ ควรมีผู้ที่มีเครื่องลาก (WINCH) ไปด้วย เพื่อช่วยกันลากจูง ให้รถหลุดจากสถานการณ์ที่คับขัน

จุดลาก :
ก่อนขับขี่ Off-road ผู้ขับขี่ควรจะรู้จุดลาก ปกติจะมีหลากจุดอยู่ทั้งหน้า / หลัง ควรตรวจดูก่อน เพราะเมื่อรถติดอยู่ในโคลนน้ำหรืออื่น ๆ ที่ไม่สามารถเห็นจุดลากได้ชัดเจน เราจะรู้ตำแหน่งจุดลากทันที ถ้าท่านขับขี่ทางวิบากบ่อย ๆ ควรจะติดตั้งหูลากตะขอลากที่แข็งแรงกว่าเดิมหรือมีอุปกรณ์ช่วยลากจูง เช่น หูลาก D “SHACKLES” จะช่วยให้การลากมีประสิทธิภาพขึ้น

การลากรถจากหล่ม :
ปกติเมื่อรถติดหล่ม ทิศทางที่ควรจะฉุดดึงรถขึ้นมาคือ จากทิศทางเดิม เพราะมีร่องยางเดิมอยู่ นำรถที่จะทำการลากรถคันที่ติดหล่มอยู่บนพื้นที่ราบ แข็ง อยู่ในทิศทางเดียวกับรถที่ติดหล่ม ติดตั้งเชือกหรือสายลากกับรถทั้ง 2ให้ผู้ควบคุมการลากจูงเพียงคนเดียว เพื่อสะดวกในการสั่งงาน ให้ทุกคนออกจากจุดลากจูงระหว่างรถทั้งสอง เมื่อเชือกหรือสายลากขาดจะได้ไม่สะบัดถูกผู้คนรอบข้าง รถทั้งสองต้องเข้าเกียร์ 4x4 LOW เกียร์ 1 ฟังคำสั่งจากผู้ควบคุมคนเดียว การช่วยรถโดยการขุดรอบล้อ ใช้ผ้า / กระสอบรองล้อที่ติด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

การใช้ลูกรอก (SNATCH) :
การใช้ลูกรอก ลากฉุดรถค่อนข้างอันตราย ควรใช้เชือกไนล่อนที่เหนียวพิเศษจะช่วยผ่อนขยายตัว เมื่อมีการฉุดลากที่ต้องใช้แรงดึงมากกว่าปกติ ถ้าใช้โซ่ เชือก อื่น ๆ อาจทำความเสียหายกับตัวรถได้

อุปกรณ์ WINCH :
ควรศึกษาวิธีการใช้อุปกรณ์อย่างละเอียดและทดลองโซ่ก่อน อุปกรณ์บางอย่างถ้าติดตั้งไม่ดีอาจทำความเสียหายกับรถได้ ห้ามใช้โซ่คล้องต้นไม้ ให้ใช้สายรัดเท่านั้น เพราะโซ่ทำให้ต้นไม้เสียหาย

เครื่องลาก / ดึง (WINCH) :
เครื่องลากเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มาก เพราะสามารถใช้ลากต้นไม้ที่ล้มขวางทาง ก้อนหินที่ขวางถนน หรือแม้แต่ถึงรถที่คว่ำได้

วิธีใช้เครื่องลาก :
- การลากแบบตรงเมื่อโยงสายเคเบิลแล้ว เข้าเกียร์หนึ่ง และค่อย ๆ เร่งเครื่องเพื่อเคลื่อนรถที่ถูกลากไปยังรถลากรักษาระดับความเร็วของรถให้สม่ำเสมอขณะที่เครื่องม้วนสายเคเบิล
- ลากรถที่ตกหล่ม ผูกสายเคเบิลเข้ากับห่วงสำหรับลาก หรือคานหลังเข้ากับตัวรถ (อย่าผูกที่กันชน) เปิดเครื่องลากรถลากให้ใช้เกียร์ต่ำ / ถอยหลัง ส่วนรถที่ติดหล่มให้เข้าเกียร์ต่ำไว้ จากนั้นค่อย ๆ เร่งเครื่องอย่างช้า ๆ
- ลากรถที่ติดหล่มหรือเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวาง ให้คล้องสายเคเบิลไว้กับต้นไม้ใหญ่หรือก้อนหิน โดยพยายามให้อยู่ในจุดที่ต่ำสุด ถ้าไม่มีต้นไม้หรือก้อนหิน สามารถใช้ตะขอแบบฝังดินได้

คำแนะนำเพิ่มเติม
- เวลาเบรก หรือเร่งเครื่องพยายามทำอย่างช้า ๆ ระมัดระวัง เพื่อให้รถของท่านอยู่ในการควบคุม
- ปล่อยลมยางให้อ่อนลง แต่อย่าให้น้องกว่า 20 ปอนด์ จะทำให้การขับนุ่มนวลขึ้น อย่างไรก็ตาม ยางที่อ่อนก็มักจะเปราะต่อหินหรือ ของมีคม พยายามอย่าใช้ความเร็วเกิน 35 กม./ชม. ด้วยยางที่มีลมอ่อนกว่าปกติ หากจะใช้ความเร็วให้เพิ่มลงยางกลับเป็นปกติเสียก่อน (ขณะขับบนพื้นน้ำแข็งหรือโคลนให้ใช้ยางที่มีลมแน่น)
- รู้ตำแหน่งของเฟืองท้าย/หน้า เพราะมันคือ จุดต่ำสุดของรถยนต์ อาจจะอยู่ทางขวา ทางซ้าย หรือตรงกลาง หากท่านรู้ตำแหน่งของท่านจะได้รู้ว่า ควรวางตำแหน่งยางไว้อย่างไรเวลาแล่นเพื่อที่เฟืองท้าย/หน้า จะไม่กระทบสิ่งกีดขวาง
- ให้รู้จักใช้วิธีการเบรกด้วยเท้าซ้าย การใช้ทั้งสองเท้าเหยียบคันเร่งและเบรก การเปลี่ยนเท้า และเหยียบคันเร่งสลับกับการเบรกไปมา จะขัดจังหวะกำลังส่งของเครื่องยนต์และทำให้เสียการทรงตัว มองไปข้างหน้ารอบ ๆ เพื่อคอยสังเกตทาง (ประมาณ 30 หลา) แล้วเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด
- อย่าเหยียบเบรกแช่ไว้นาน ๆ เพราะอาจทำให้เบรกเสื่อมสภาพได้เร็ว แตะเบรกทีละน้อยเพื่อรักษาการทรงตัวของรถ และหลีกเลี่ยงการเกิดล้อล็อค หรือการลื่นไถล
สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงพื้นฐานขั้นต้นเท่านั้น ยังมีอุปสรรคและเหตุการณ์ให้เจอกันจริง ๆ อีกมากมาย จึงต้องอาศัยความรู้ความชำนาญ และประสบการณ์อีกมากดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การขับรถไม่ควรประมาณอย่างเด็ดขาด

การตรวจสภาพรถยนต์ก่อนออกเดินทาง
- ระบบหล่อเย็น เช่น หม้อน้ำ ท่อยาง ระบบทำความเย็น เช่น น้ำยาแอร์
- ระบบกันสะเทือน
- เครื่องยนต์
- ระบบเบรก – ท่อต่าง ๆ
- ยาง / อะไหล่
- ระบบไฟ
- น้ำมันเครื่องเกียร์ ควรเตรียมไปสำรอง
- อื่น ๆ เช่น ที่ปัดน้ำฝน เติมน้ำมันพวงมาลัย


การดูแลรักษารถตามปกติ
คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ผลิตภัณฑ์จากประเทศในแถบอเมริกา และยุโรปให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ และให้ความรับผิดชอบต่อผู้ใช้เป็นอันดับหนึ่ง หากท่านสังเกตเครื่องยนต์ของ Jeep ทุกรุ่น จะเห็นว่า Jeep ทำสัญลักษณ์ต่าง ๆที่จำเป็นจะต้องตรวจสอบก่อนการเดินทางทุกวันเป็น สีเหลือง เพื่อให้สังเกตง่าย อาทิเช่น น้ำฉีดกระจก ถังพักน้ำ หม้อน้ำ น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ เป็นต้น
สิ่งที่ผู้ใช้รถ Jeep ควรจะตรวจสอบและปฏิบัติก่อนการเดินทาง คือ
1. ถังพักน้ำหม้อน้ำ
สามารถตรวจสอบโดยสังเกตระดับน้ำได้จากภายนอก ให้ระดับน้ำอยู่ในระดับสูงสุดของข้อกำหนด ซึ่งจะมีขีดสัญลักษณ์อยู่ที่บริเวณถัง
2. น้ำฉีดกระจก
ควรตรวจสอบและเติมให้เต็มอยู่ตลอดเวลา การเดินทางในบ้านเรา สภาพอากาศคาดการณ์ยาก เพราะฉะนั้นผู้ขับอาจจะต้องใช้น้ำฉีดตรวจตลอดเวลา เพื่อให้ทัศนวิสัยในการขับรถดีตลอดเวลา
3. น้ำมันเบรก
สามารถตรวจสอบได้จากภายนอก เช่นเดียวกับถังพักน้ำ หม้อน้ำ น้ำมันเบรกมีความสำคัญที่สุด การตรวจสอบทุกวันจะทำให้ผู้ขับสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงปริมาณของน้ำมันเบรกในกระปุก เพราะโดยปกตินั้นระดับของน้ำมันเบรกจะไม่พร่องมาก จะมีการลดลงก็เพียงเล็กน้อยจากปริมาณการสึกของผ้าเบรก หากผู้ขับตรวจสอบทุกวัน และสังเกตว่าน้ำมันเบรกพร่องมาก และผิดปกติให้สันนิฐานไว้ก่อนว่ามีการรั่วไหลของน้ำมันเบรกในระบบ ควรจะนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจเช็คทันที
4. น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์
สามารถตรวจสอบได้โดยการเปิดฝา จะมีก้านวัดติดอยู่กับฝาปิด ตรวจสอบว่าอยู่ในระดับสูงสุดหรือไม่ 5. น้ำกลั่นแบตเตอรี่
ควรตรวจสอบว่าระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ อยู่ท่วมแผ่นธาตุภายในหรือไม่ หากไม่ท่วมควรเติมเพิ่ม แต่ไม่ควรเติมจนถึงขอบแบตเตอรี่ ควรจะเติมให้ท่วมแผ่นธาตุภายในเท่านั้น
6. น้ำมันเครื่อง
ตรวจสอบทุกวันจากก้านไม้วัดให้ระดับน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับสูงสุดโดยวิธีการดึงชักไม้วัดน้ำมันเครื่องขึ้น ใช้กระดาษเช็ดรอยคราบน้ำมันออก แล้วเสียบก้านไม้วัดลงไปใหม่จนสุด แล้วจึงดึงขึ้นมาดูรอยคราบของน้ำมันเครื่องที่ก้านไม้วัด หากรอยคราบอยู่ในระดับของสเกลที่ไม้วัดเป็นอันใช้ได้ หากไม่ถึงควรจะเติมเพิ่มก่อนการติดเครื่องยนต์ หากไม่พอ ให้เปิดฝาเติมน้ำมันเครื่อง ซึ่งอยู่ด้านบนของฝาครอบเครื่องยนต์
6 ประการแรกเป็นเรื่องที่ขับควรจะทำการตรวจสอบก่อนติดเครื่องยนต์ ประการที่7 ในเรื่องของการตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์ในรถเกียร์อัตโนมัตินั้น จะเป็นการตรวจสอบหลังจากติดเครื่องยนต์แล้ว

เมื่อตรวจสอบทั้ง 6 ประการแรกเรียบร้อยแล้วก่อนการติดเครื่องยนต์ผู้ขับขี่ควรจะปิดกุญแจสตาร์ทให้อยู่ในตำแหน่ง “ON” ก่อนให้ไฟหน้าปัดทุกอย่างติดขึ้นมาแล้วรอสักครู่ ให้ไฟสัญลักษณ์ต่าง ๆ ดับไปที่สะดวก เหตุผลเพื่อให้ระบบอ่านอุปกรณ์ทุกอย่างว่าพร้อมหรือไม่ อาทิเช่น ไฟABS ไฟถุงลมนิรภัย เมื่อทุกอย่างดับหมดแล้วจึงบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์จากนั้นเลื่อนคันเกียร์อัตโนมัติมาอยู่ในตำแหน่ง “N” แล้วดึงเบรกมือรถให้เครื่องยนต์ร้อนถึงระดับปกติ เมื่อความร้อนเครื่องยนต์ถึงระดับปกติแล้ว ผู้ขับจึงเริ่มขั้นตอนตรวจสอบประการที่ 7
7. น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
อย่างที่เสนอไว้แล้วว่าขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนการวัดระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติเมื่อดึงก้านไม้วัดออกมาแล้ว ทำตามขั้นตอนแบบเดียวกับการวัดระดับน้ำมันเครื่อง ข้อแตกต่าง คือ หากน้ำมันเกียร์อัตโนมัติมีปริมาณไม่เพียงพอตามสเกลที่ก้านวัด การเติมน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ ให้เติมเข้าที่ช่องเดียวกันกับที่เสียบก้านวัดน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ

ระดับความสำคัญของไฟเตือน
ในการใช้รถนั้นมีบางอย่างที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยในเรื่องของกฎหมายจราจรในแต่ละประเทศหากแต่มีสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นความหมายสากล ซึ่งทุกประเทศในโลกยึดถือปฏิบัติเหมือนกัน นั้นคือ สัญญาณไฟแดง เหลือง และ เขียว สัญลักษณ์ของสีทั้ง 3 นี้ มีความหมายเหมือนกันทุกประเทศ และสัญลักษณ์ของทั้ง 3 ปี นี้ก็มีความสำคัญกับสัญลักษณ์ไฟเตือนที่หน้าปัดของรถเช่นเดียวกัน หากเมื่อใดก็ตามที่สัญลักษณ์ไฟเตือนในรถ ปรากฏขึ้นและเป็นสีแดง ผู้ใช้รถจำเป็นต้องหยุดรถ และตรวจสอบสาเหตุทันที เช่น ไฟเตือนแบตเตอรี่ ไฟเตือนน้ำมันเครื่อง ไฟเตือนเบรก ไฟเตือนประตูไม่สนิท เป็นต้น

ไฟเตือนที่หน้าปัดเป็นสีเหลือง ความหมาย คือ ผู้ขับสามารถจะใช้รถได้ต่อไป แต่ควรจะใช้ด้วยความระมัดระวัง เช่นไฟเตือนระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ไฟเตือนระบบ ABS ไฟเตือนระบบ PART TIME เป็นต้น ไฟเตือนหน้าปัดเป็นสีเขียว ความหมาย คือ ผู้ขับสามารถใช้ได้โดยไม่มีผลเสียหาย อาทิเช่น ไฟเลี้ยว ไฟระบบขับเคลื่อน FULL TIME เป็นต้น จะเห็นได้ว่าสัญลักษณ์ของความหมายของสีนั้นมีความสัมพันธ์กับสัญลักษณ์ของระบบการจราจรสากล ดังนั้นผู้ขับ
ขี่จึงควรสังเกตสัญญาณต่าง ๆ ตลอดเวลาที่ขับรถ เพื่อที่จะสามารถแก้ไขได้ทันการ หากเกิดการผิดพลาดขึ้น


การเตรียมตัวก่อนเดินทาง
ในการเดินทางท่องเที่ยว Off-road นั้น ควรที่จะตระเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นในกรณีฉุกเฉิน เพื่อความมั่นใจในการเดินทาง สิ่งของพื้นฐานที่จะต้องเตรียมไปมีดังนี้
สายลาก เชือก / สายไนล่อน
การเดินทาง Off-road สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือ รถติดหล่ม หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ที่ต้องมีการลากจูง ควรเตรียมสายลากรถเส้นแบบมีขอลากเป็นโลหะ ยาว 6 เมตรเป็นอย่างน้อย มีความแข็งแรงเป็นพิเศษหรือเชือกไนล่อนมีเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างน้อย 45 มม. ซึ่งอาจจะแพงกว่าสายลากธรรมดา แต่มีประโยชน์กว่า ถ้าต้องการลากจูง / ดึงรถจากหล่มซึ่งต้องการความเหนียวมากเป็นพิเศษ

แผนที่ / เข็มทิศ
ควรนำแผนที่และเข็มทิศติดตัวไปด้วย และแจ้งญาติ เพื่อน ให้ทราบว่าจะเดินทางไปไหน กลับเมื่อไร และควรใช้เข็มทิศแผนที่ให้เป็น
ที่วัดลมยางและที่ปั้มลม
บางครั้งจำเป็นต้องมีการเพิ่ม – ลด ลมยางเมื่อเดินทางในพื้นที่ที่มีลักษณะแตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรเตรียมปั้มลมยางไฟฟ้าเล็ก ๆ ที่เสียบกับที่จุดบุหรี่ไปด้วย เพื่อเพิ่มลมยางเมื่อจำเป็น

โซ่พันล้อ
ไม่จำเป็นนักแต่ถ้ามีควรนำติดไปด้วยก็ดี
เครื่องมือ
ได้แก่ ประแจขนาดต่าง ๆ คีม มีด ไขควง ค้อน น้ำยากันความชื้นและสายไฟ
พลั่ว – ท่อนไม้
พลั่วเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการขุด ท่อนไม้ใช้เป็นฐานในการขับแม่แรงบนพื้นที่ที่ไม่เรียบ/นุ่ม/ยุบตัวได้ รวมทั้งเลื่อยเล็ก ๆ และขวาน มีดขนาดใหญ่ ช่วยในการตัดกิ่งไม้ได้ดี
ผ้าพลาสติกอย่างหนา
ผ้าพลาสติกอย่างหนาหรือผ้าอื่น ๆ ที่สามารถปูพื้นทำงานใต้ท้องรถได้ หรือ ใช้คลุมอาหาร / สิ่งของเพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดจากฝนและลม

เทปเงิน
เทปเงิน (เหนียว) จะช่วยรัดสิ่งของหรือซ่อมแซมชิ้นส่วนรถยนต์ยามฉุกเฉินได้ เชือกพันท่อน้ำ ท่อน้ำมันก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน
ชุดปฐมพยาบาล
เลือกชุดพยาบาลที่มีประโยชน์มากที่สุด แต่ไม่ควรมากเกินความจำเป็น ควรรู้จักการใช้ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องด้วย
ผ้าห่ม – เสื้อผ้า
การเดินทางในลักษณะนี้ บางครั้งก็พบกับสภาพอากาศที่แตกต่างกัน ควรเตรียมเสื้อกันฝน เสื้อกันหนาว และผ้าห่มไว้เผื่อบ้าง
อาหารและเครื่องดื่ม
ควรเตรียมอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำให้พอ แม้จะเป็นการเดินทางระยะสั้นก็ตาม
วิทยุ / โทรศัพท์
ควรมีติดตัวไว้ในกรณีฉุกเฉินกรณีหลงทางหรือ อื่น ๆ


ขอขอบคุณข้อมูลออฟโรดเทคนิค 101 โดย บ.เดมเลอร์ไครสเลอร์(ประเทศไทย)จำกัด
รวบรวมและเรียบเรียงพร้อมภาพประกอบใหม่ โดย นินจาฯ

 
หน้าแรก | สมัครสมาชิก | LOGIN | LOGOUT | เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว | ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา(Contact Us) | ติดต่อโฆษณา | ตลาดนัดซื้อขาย
แจ้งปัญหาหรือขอคำปรึกษาการใช้ website หรือติดต่อประสานงานกิจกรรมออฟโรด:::>>> อีเมล์ webmaster@ThailandOffroad.Com หรือ ติดต่อเรา(Contact Us)
CopyRight©ThailandOffroad.Com April,2006 ViewMyStats Truehits.net     วันอาทิตย์,24 กันยายน 2560  (Online 1207 คน)  facebook.com/WeekendHobby 
                                       

ประกัน รถยนต์     <||>    ประกัน รถยนต์ ที่ไหน ดี     <||>    ประกัน ชั้น 1

ประกันรถยนต์     <||>    ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1    <||>     ประกันรถยนต์ 3พลัส     <||>    ประกันเดินทาง

หา ราย ได้ พิเศษ     <||>    อาชีพ ราย ได้ ดี     <||>    งาน ขับ รถ     <||>    งาน part time