เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา     View stat by Truehits.net



วิทยาศาสตร์ + ความรู้ รอบๆ ตัวเรา...
   
005
BoyDogtag,TTC-005
อังคาร
13/7/2553
เวลา : 15:28
IP:202.122.130.31
อ่าน= 42087
ตอบ = 246

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน
      
fiogf49gjkf0d
วิทยาศาสตร์รอบๆตัวของเรา.. อ่านเล่นๆ ประดับสมองดีครับ
ท่านใดมีบทความวิทยาศาสตร์ หรือเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ ก็มา post กันได้เลยนะครับ..
 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
   
คำตอบที่ 1

005
BoyDogtag,TTC-005
อังคาร
13/7/2553
เวลา : 15:30
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
ย้อนตำนานหาค่าประมาณ “พาย”

การประมาณค่าพาย p มีวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงมานานพอสมควร นักวิชาการบางคนแบ่งช่วงวิวัฒนาการของค่าพายออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่มีการใช้ค่าพายเพื่อศึกษาเชิงเรขาคณิต ช่วงยุคคลาสสิกที่มีการวิวัฒนาการเรื่องแคลคูลัสในยุโรปราวๆ ศตวรรษที่ 17 และยุคของคอมพิวเตอร์

หลักฐานยุคแรกๆ ระบุว่า ในการสร้างพีระมิดของอียิปต์โบราณก่อนคริสต์ศักราช ใช้ค่าประมาณของพายเท่ากับ 3+ 1/7 ส่วนมหาพีระมิดในกิซาที่สร้างขึ้นช่วงปี 2550-2500 นั้นใช้อัตราส่วนของความยาว 1,760 คิวบิต (cubit) ซึ่งเป็นหน่วยวัดโบราณมีค่าประมาณ 18-22 นิ้ว ต่อความสูง 280 คิวบิต ซึ่งมีค่าประมาณ 2p

นักคณิตศาสตร์อียิปต์โบราณ บาบิโลเนียน อินเดียและกรีก ต่างทราบดีว่าอัตราส่วนระหว่างเส้นรอบวงต่อเส้นผ่านศูนย์กลางนั้นเป็นอัตราส่วนคงที่ ไม่ว่าวงกลมจะเล็กหรือใหญ่ และมีค่ามากกว่า 3 เล็กน้อย ทั้งนี้มีหลักฐานการประมาณค่าพายในยุคแรกเริ่ม โดยชาวบาบิโลเนียนประมาณค่าพายเท่ากับ 25/8 ส่วนชาวอียิปต์ประมาณค่าพายไว้ที่ 256/81 ขณะที่ชาวอินเดียประมาณค่าเท่ากับ 339/108 แต่อาร์คิมิดิสได้รับการยอมรับว่าเป็นคนแรกที่ประมาณค่าพายได้ใกล้เคียงความจริงที่สุด โดยอาศัยรูปทรง 96 เหลี่ยมคำนวณหาค่าพายได้ 3.14185

ผ่านไปกว่าสหัสวรรษหลังคริสตกาลการคำนวณหาทศนิยมของค่าพายยังแม่นยำน้อยกว่า 10 ตำแหน่ง หากแต่หลังจากการค้นพบวิชาแคลคูลัสก็ได้กลายเป็นก้าวกระโดดสำคัญของการประมาณค่าพาย จนถึงต้นศตวรรษที่ 18 จอห์น มาชิน ได้ปักหมุดการประมาณค่าพายด้วยตำแหน่งที่ 100

สำหรับยุคคอมพิวเตอร์นักคณิตศาสตร์ใช้เครื่อง ENIAC คอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆ คำนวณหาค่าพายได้ 2,037 ตำแหน่ง เมื่อปี 1949 และอีก 24 ปีต่อมาจึงมีผู้หาทศนิยมตำแหน่งที่ล้านของค่าพายได้ ตำแหน่งที่พันล้านถูกค้นพบในปี 1989 และล่าสุดคือผลงานของนักคอมพิวเตอร์ฝรั่งเศสที่หาตำแหน่งค่าพายได้ถึง 2.7 ล้านล้านตำแหน่ง และสถิติคงจะถูกทำลายลงตราบเท่าที่ยังมีคนพยายามหาตำแหน่งสุดท้ายของค่าพายกันอยู่

อ้างอิง : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000034365>


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 2

005
BoyDogtag,TTC-005
อังคาร
13/7/2553
เวลา : 15:33
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
รู้ทัน 7 กลยุทธ์ “วิทยาศาสตร์ปลอม”

ความตื่นตระหนกเรื่องวันหายนะของโลกนั้น ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจาก “วิทยาศาสตร์ปลอมๆ” ที่มีตั้งแต่ความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ที่คลาดเคลื่อน มายาคติ วิทยาศาสตร์เทียม ไปจนถึงการหลอกลวงต้มตุ๋น ซึ่งมีการหลอกล่อด้วยกันถึง 7 กลยุทธ์

ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ นักวิชาการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวในการเสวนา “ตอบทุกคำถามสังคมไทยที่กังวลต่อการล่มสลายของโลก” เมื่อวันที่ 25 พ.ค.53 ณ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าวิทยาศาสตร์จอมปลอมนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าไสยศาสตร์ เหมือนเราเห็นคนใส่ชุดกราวน์ในโรงพยายาลย่อมเข้าใจว่าเป็นหมอ เป็นของปลอมที่ปนมากับเสื้อคลุมของนักวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์จอมปลอมมีหลายระดับ ตั้งแต่ การเข้าใจแนวคิดวิทยาศาสตร์แบบผิดๆ (Misconception) บางครั้งเป็นการจับแพะชนแกะ ซึ่งเมื่อฝังรากลึกทำให้กลายเป็นมายาคติ (Myth) ถัดมาคือวิทยาศาสตร์เทียม (pseudo-science) ซึ่งเป็นระบบความคิด ที่อ้างว่าเป็นวิทยาศาสตร์ เช่น โหราศาสตร์ซึ่งมีการเคลื่อนที่ของดวงดาวจริง แต่มีการตีความที่ไม่ใช่หลักสถิติ และรุนแรงสุดคือการหลอกลวงต้มตุ๋น (Fraud)

ทั้งนี้ กลยุทธ์ในการเผยแพร่วิทยาศาสตร์จอมปลอมนั้น มักเป็นรูปแบบเดิมๆ ซึ่งแบ่งได้เป็น 7 กลยุทธ์ คือ

1.นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือลัทธิความเชื่อที่มีมีผู้คนสนใจจำนวนมาก โดยอ้างว่าสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ ใช้ศัพท์วิทยาศาสตร์ฟังยาก นำคำศัพท์ ทฤษฎีและผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์มาใช้อย่างสับสน

2.สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการอ้างหลักฐานสนับสนุน เช่น ได้รับสิทธิบัตร ทั้งๆ ที่สิทธิบัตรคือการอ้างของผู้ขอว่าสิ่งที่ยื่นจดนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเราต้องถามว่าสิทธิบัตรที่ได้รับนั้น “อ้างอะไร”

3.ใช้การสาธิตเพื่อโน้มน้าว เช่น สาธิตน้ำมันชนิดใหม่โดยขับรถยนต์ทดสอบ 200-300 เมตร แต่การทดสอบน้ำมันจริงๆ ต้องวิ่งไกล 120,000 กิโลเมตร

4.อ้างความสำเร็จโดยอิงเรื่องเล่าหรือประสบการณ์

5.อ้างบุคคลที่กลุ่มเป้าหมายให้การยอมรับ

6.อิงความเชื่อที่ยึดถือกันทั่วไป เช่น ความเชื่อว่าเครื่องมือที่ดูไฮเทคและมีราคาแพงนั้นน่าจะใช้งานได้ดี เป็นต้น

และ 7.ตอบโต้ข้อวิพากษ์วิจารณ์โดยมุ่งโจมตีบุคคล แทนที่จะตอบโต้ด้วยหลักวิชาการ

อ้างอิง : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000072874>


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 3

005
BoyDogtag,TTC-005
อังคาร
13/7/2553
เวลา : 15:41
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
จากภาพ : ภาพจำลองดวงอาทิตย์พ่นมวลมีประจุที่เกิดขึ้นบ่อยมายังโลก ซึ่งมีเส้นสนามแมเหล็ก (เส้นสีน้ำเงิน) เป็นเกราะกำบัง (ESA)

กระชับพื้นที่คืนความจริง “วันโลกหายนะ”

ข่าวลือเกี่ยวกับ “วันโลกหายนะ” เป็นอีกหนึ่งสีสันของจดหมายลูกโซ่ ที่วนเวียนอยู่บนโลกออนไลน์ วันดีคืนดีข่าวลือดังกล่าวมาปรากฏบนสื่อทีวีในช่วงเวลา “ไพรม์ไทม์” ย่อมสร้างความตื่นตระหนกได้ในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนในวงการวิทยาศาสตร์เอง คือผู้อ้างถึงข้อมูลวิทยาศาสตร์อย่างเป็นตุเป็นตะ

ตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับอีเมลลูกโซ่ เกี่ยวกับวันโลกหายนะเหมือนในภาพยนตร์เรื่อง 2012 อย่างต่อเนื่อง และมีการอ้างถึงข้อมูลวิทยาศาสตร์ เดิมเขาเชื่อว่ากระแสนี้จะซาไปแต่กลายเป็นว่ากระแสยังคงมีอยู่ จึงตัดสินใจจัดเสวนาและแถลงข่าวชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว หลังเหตุการณ์บ้านเมืองเริ่มคลี่คลาย ในเวที “ตอบทุกคำถามสังคมไทยที่กังวลต่อการล่มสลายของโลก” เมื่อวันที่ 25 พ.ค.53 ที่ผ่านมา ณ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ

- สนามแม่เหล็กกลับขั้ว-โลกพลิก

หนึ่งในประเด็นการล่มสลายของโลกคือการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กโลกในวันที่ 22 ธ.ค.55 จากเหนือไปใต้ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ดวงอาทิตย์กลับขั้ว เกิดสนามแม่เหล็กและความร้อนบนโลก ทำให้น้ำแข็งละลาย น้ำท่วมโลก เกิดสึนามิ โลกจะเอียงจาก 23.5 องศาไปเป็น 26 องศา แล้วพลิกกลับจากเหนือไปใต้

คำถามคือจริงหรือไม่ที่แม่เหล็กโลกจะกลับขั้ว?

ดร.สธนกล่าวว่า ปรากฏการณ์แม่เหล็กโลกกลับขั้ว เคยเกิดขึ้นบนโลกมาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งเว้นช่วงประมาณ 1 ล้านปี ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 700,000 ปีที่แล้ว ซึ่งเริ่มมีมนุษย์กำเนิดขึ้นบนโลกแล้ว และระหว่างการกลับขั้วช่วง 1 ล้านปีนั้น อาจมีการกลับขั้วในช่วงสั้นประมาณ 4-5 พันปี

การกลับขั้วแม่เหล็กโลกนี้ ไม่ได้หมายถึงโลกพลิกกลับจากเหนือไปใต้ แต่หมายถึงสนามแม่เหล็กอ่อนกำลังลง แล้วเกิดสนามแม่เหล็กที่ยุ่งเหยิงขึ้น ก่อนกลับสู่สภาพปกติ ซึ่งระหว่างที่แม่เหล็กอ่อนลงนั้น จะมีรังสีคอสมิคเข้ามาแต่ไม่มากมายนัก

“ส่งผลกระทบไหม มีผลกระทบบ้างถ้าเรายังใช้เข็มทิศอยู่ แต่เดี๋ยวนี้เราใช้จีพีเอส (GPS) กันเยอะ ผลกระทบอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และช่วงเวลาระหว่างการพลิกขั้วเกิดขึ้นช้า เป็นระยะเวลาพันปี แสนปีขึ้นไป"

"ปัจจุบันความแรงสนามแม่เหล็กขึ้นๆ ลงๆ เมื่อ 700,000 ปีก่อน สนามแม่เหล็กโลกเคยอ่อนกว่านี้ด้วยซ้ำ ดังนั้นการกลับขั้วแม่เหล็กโลกไม่ใช่ประเด็นที่ก่อให้เกิดปัญหา โดยหลักฐานการกลับขั้วคือหินแข็งที่มีสภาพแม่เหล็กตามแม่เหล็กโลก ซึ่งเกิดจากหินร้อนๆ ในโลกออกมาเจอสภาพแม่เหล็กภายนอกแล้วแข็งตัว” ดร.สธนกล่าว

ขั้วแม่เหล็กโลกนั้น เกิดจากการไหลของกระแสโลหะหลอมเหลวในแกนกลางโลก ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กเหมือนไดนาโมที่ใช้ขดลวดพันรอบแกนแม่เหล็ก โดยสนามแม่เหล็กจะพุ่งจากขั้วใต้ไปขั้วเหนือ ดังนั้นขั้วโลกเหนือจึงเป็นขั้วแม่เหล็กใต้ และขั้วโลกใต้จึงเป็นขั้วแม่เหล็กเหนือ

แต่การไหลของกระแสโลหะหลอมเหลวในแกนกลางโลกไม่สม่ำเสมอ ตำแหน่งขั้วแม่เหล็กจึงไม่คงที่ และเป็นบริเวณกว้าง เช่น ปี 1904 ขั้วแม่เหล็กเหนืออยู่เป็นบริเวณหนึ่ง และปี 1996 ขั้วแม่เหล็กเหนืออยู่อีกบริเวณ เป็นต้น

- ดาวเคราะห์เรียงตัวทำแผ่นดินไหวบนโลก

การเรียงตัวของดาวเคราะห์ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ถูกโยงว่าทำให้เกิดแผ่นดินไหวบนโลก เนื่องจากมีแรงไทด์ (tide) กระทำต่อโลก

หากแต่ ดร.สธนอธิบายว่าแรงไทด์คือ "แรงน้ำขึ้นน้ำลง" (tidal force) นั่นเอง เป็นแรงเสมือนว่าดึงโลกให้ยืดออก และดวงจันทร์มีบทบาทให้เกิดแรงนี้กระทำต่อโลกมากที่สุด และด้านที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์มากที่สุดจะถูกดึงมากกว่า โดยแรงนี้มีอธิบายด้วยสมการที่มีตัวแปรเพียง 2 ตัวคือ ระยะห่างระหว่างวัตถุที่ดึง และมวลของวัตถุที่ดึง

“แรงน้ำขึ้นน้ำลง น้อยกว่าแรงดึงดูดของโลกถึง 10 ล้านเท่า แรงที่สุดของแรงนี้คือ ทำให้ของเหลวบนโลกเคลื่อนที่ หรือเกิดน้ำขึ้นน้ำลง แต่ยังน้อยเกินกว่าจะมีผลต่อโครงสร้างหรือแผ่นทวีป 10 ล้านเท่า"

"ดวงอาทิตย์ซึ่งใหญ่กว่าดวงจันทร์มากแต่อยู่ห่างโลกมากกว่า จึงมีแรงนี้น้อยกว่าดวงจันทร์ประมาณครึ่งหนึ่ง หากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์มาซ้อนกัน ผลคือทำให้เกิดน้ำขึ้นสูงในวันขึ้น 15 ค่ำและแรม 15 ค่ำเท่านั้นเอง” ดร.สธนกล่าว

นอกจากนี้ ผลการเปรียบเทียบตำแหน่งการเรียงตัวของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะกับการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ 10 อันดับ ซึ่งเกิดที่เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.47 เป็นแผ่นดินไหวใหญ่อันดับ 3 และครั้งรุนแรงสุดเกิดขึ้นที่ชิลี เมื่อ 22 พ.ค.03 นั้น ไม่มีครั้งใดเลยที่ดาวเคราะห์เรียงตัวกัน โดยพิจารณาเฉพาะดาวพุธ ดาวศุกร์ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และโลก ส่วนดาวเคราะห์วงนอกนั้น ดร.สธนกล่าวว่าตัดออกได้ เพราะอยู่ไกลมาก

“เรียงหรือไม่เรียงไม่สำคัญ เพราะแรงไม่ถึงอยู่แล้ว คำอ้างในข่าวในฟอร์เวิร์ดเมล เป็นคำอ้างที่ไม่มีหลักฐาน การอ้างงานวิจัยก็มีความเข้าใจที่ไม่ตรง บทความยังไม่มีชื่อผู้เขียนและเป็นการคาดเดาไว้ก่อน” ดร.สธนวิจารณ์คำทำนายเรื่องโลกล่มสลาย ที่อ้างถึงผลการศึกษาของทีมนักวิจัยอิตาลี

ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวมีอยู่จริง แต่รายละเอียดระบุว่า มีความแปรปรวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ก่อนเกิดแผ่นดินไหวเล็กน้อย ซึ่งคาดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของโลกเอง ไม่ใช่พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดใหญ่ จนสามารถจุดฉนวนแผ่นดินไหวอย่างที่กล่าวอ้าง

-Solar Maximum คำที่ถูกอ้างวันโลกสลาย

ความวิตกว่า โลกถึงคราวหายนะนั้น มักเชื่อมโยงการเข้าสู่ช่วง "โซลาร์ แม็กซิมัม" (Solar Maximum) ของดวงอาทิตย์ ซึ่ง ผศ.พงษ์ ทรงพงษ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งร่วมเวทีเสวนาอธิบายว่า ช่วงดังกล่าว ดวงอาทิตย์มีกิจกรรม*เกิดขึ้นมาก และมีการกลับขั้วสนามแม่เหล็ก เกิดขึ้นสลับกับ "โซลาร์ มินิมัม" (Solar Minimum) ที่ดวงอาทิตย์มีกิจกรรมน้อย โดยมีระยะเวลาสลับกันประมาณ 11 ปี

“กิจกรรมต่างๆ บนดวงอาทิตย์นั้น เกิดจากสนามแม่เหล็กเนื่องจากการไหลวนของก๊าซร้อนบนดวงอาทิตย์ ครั้งล่าสุดที่เกิด Solar Maximum คือเมื่อปี 2544 ส่วนตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วง Solar Minimum"

"ครั้งแรกที่เราเริ่มนับจุดมืดบนดวงอาทิตย์คือเมื่อปี 2323 ซึ่งพบว่าการเกิดจุดมืดมากสลับกับไม่มีเลยนั้นเป็นช่วงๆ ชัดเจน ตอนนี้เราอยู่วัฏจักรสุริยะรอบที่ 23 และกำลังสู่รอบที่ 24 ในปี 2555 (หรือ 2012) ซึ่งจะเริ่มช่วง Solar Maximum รอบใหม่ แต่เราก็ตรวจดูสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ทุกวันว่า เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง” ผศ.พงษ์กล่าว

เมื่อเข้าสู่ Solar Maximum สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ มีกิจกรรมบนดวงอาทิตย์มากขึ้น สนามแม่เหล็กมีการเปลี่ยนแปลง เพราะดวงอาทิตย์ส่งอนุภาคมีประจุมาเยอะขึ้น มีการพ่นมวลมีประจุมายังโลก ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เราสังเกตได้ เช่น ปรากฏการณ์แสงเหนือ-แสงใต้ ซึ่งเห็นได้ที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ แต่ปี 2501 มีรายงานพบแสงเหนือ-แสงใต้ที่เม็กซิโก ซึ่งอยู่ต่ำจากขั้วโลกเหนือลงมาอยู่ที่ละติจูด 30 องศาเหนือ

เมื่อปี 2532 กิจกรรมบนดวงอาทิตย์ ได้ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในระบบส่งไฟฟ้าของแคนาดา จนหม้อแปลงไหม้และเกิดไฟดับ แต่ในปี 2544 ไม่เกิดเหตุไฟดับเนื่องจากทราบว่าจะเกิดขึ้นและได้เตรียมการรับมือไว้

- ซากดาวส่องตรงรังสีแกมมาเผาโลกเป็นจุณ

การระเบิดของรังสีแกมมา (Gamma Ray Burst: GRB) เป็นปรากฏการณ์ส่งรังสีแกมมาจากซากของดวงดาวที่กำลังดับสูญ และเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับดวงดาว ซึ่งมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่าขึ้นไป โดยปกติดาวฤกษ์มีปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันเป็นแหล่งพลังงาน ซึ่งจะหลอมรวมธาตุเล็กให้กลายเป็นธาตุใหญ่ และให้พลังงานออกมา เสมือนมีแรงระเบิดนิวเคลียร์อยู่ภายในดวงดาว

ขณะเดียวกันดาวฤกษ์ยังมีแรงโน้มถ่วงดึงมวลกลับมาอยู่รวมกัน จึงเปรียบได้กับการชักเย่อระหว่างแรงระเบิดกับแรงโน้มถ่วง เมื่อธาตุตั้งต้นหมดลงการระเบิดก็น้อยลง ทำให้แรงโน้มถ่วงชนะและเริ่มดึงให้ดาวยุบลง

อย่างไรก็ดี การยุบตัวของดาวนั้น มีปลายทางที่แตกต่างกัน ดาวบางดวงยุบตัวอย่างเงียบสงบและหมดพลังงานไป บางดวงเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ขึ้นอีกเนื่องจากแรงโน้มถ่วงทำให้เกิดการหลอมรวมของธาตุครั้งใหม่

บางดวงเกิดระเบิดอย่างรุนแรงเรียกว่า “โนวา” (nova) หรือ “ซูเปอร์โนวา” (supernova) กลายเป็นเนบิวลาและเกิดการรวมตัวของก๊าซกลายเป็นดาวอีกรอบ บางดวงยุบตัวอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหลุมดำ แต่บางครั้งเกิดการยุบตัวและเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่รุนแรงพร้อมๆ กัน ทำให้เกิดรังสีแกมมาความเข้มสูงส่งออกมาในทิศทางที่แน่นอนและเป็นลำแคบๆ หรือเรียกว่าการระเบิดของรังสีแกมมานั่นเอง

“ถ้าส่องมายังโลก ก็ตายหมดทั้งโลก การระเบิดของรังสีแกมมาการระเบิดของรังสีแกมมานี้ น่ากลัวมาก แต่ต้องกลัวไหม ไม่ต้องกลัว เพราะถ้าเกิดขึ้นก็รวดเร็วมากจนเราไม่ทันได้รู้สึก เนื่องจากรังสีเดินทางด้วยความเร็วแสง" ผศ.พงษ์กล่าว

อย่างไรก็ดี ผศ.พงษ์กล่าวเผยว่า โอกาสดังกล่าว เกิดขึ้นน้อยมาก เพราะอย่างแรกต้องเกิดใกล้ๆ เรา ประมาณกาแลกซีถัดไป และต้องหันมาทางเราพอดี ซึ่งดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้เราที่สุดคือดาวพรอกซิมา (Proxima) อยู่ไกลออกไป 4.2 ปีแสง แต่มีขนาดเพียง 1 ใน 10 ของดวงอาทิตย์ เมื่อดาวดวงนี้ดับ จะไม่เกิดระเบิดรังสีแกมมาแน่นอน แต่ถ้าถึงวันหนึ่งเราจะต้องไป เราก็ต้องไป.


--------------------------------------------------------------------------------


*กิจกรรมสุริยะ (solar activities) คือปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์ ได้แก่

- การลุกจ้าบนดวงอาทิตย์ (solar flare) เป็นการปะทุของก๊าซร้อนภายในดวงอาทิตย์เมื่อมีช่องโหว่ที่ผิวดวงอาทิตย์ ทำให้ก๊าซร้อนกว่า 20,000 องศาเซลเซียสปะทุออกมาที่ดวงอาทิตย์ซึ่งปกติมีอุณหภูมิประมาณ 6,000 องศาเซลเซียส เห็นเป็นแสงเจิดจ้าที่ผิวดวงอาทิตย์

- โพรมิเนนซ์ (prominence) เป็นพวยก๊าซที่พุ่งออกมา แล้วพุ่งกลับเหมือนมีท่อเป็นทางเดิน ซึ่งท่อดังกล่าวจริงๆ แล้ว คือสนามแม่เหล็กที่บังคับให้พวยก๊าซพุ่งกลับสู่ดวงอาทิตย์ ขนาดของพวยก๊าซใหญ่กว่าโลกและดวงจันทร์

- ลมสุริยะ (solar wind) เป็นอนุภาคมีประจุที่ส่งมาจากดวงอาทิตย์พร้อมสนามแม่เหล็กระยะสั้น หรือเรียกว่าพายุสุริยะเมื่อมีความรุนแรงกว่าและอนุภาคถูกส่งพุ่งออกไปทั่วๆ การพ่นมวลจากดวงอาทิตย์ (coronal mass ejection: CME) เป็นอนุภาคของดวงอาทิตย์ที่พุ่งออกมาเป็นลำ ด้วยความเร็วสูงและมีทิศทางค่อนข้างแคบ เมื่อพุ่งมาแต่ละครั้งสามารถกลบโลกได้มิด โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาโลกได้รับลำอนุภาคนี้ ส่งผลให้การสื่อสารขัดข้องและสำนักข่าวบีบีซีได้ออกประกาศเตือนถึงเรื่องนี้ด้วย

- จุดมืด (sunspots) เป็นจุดดำบนดวงอาทิตย์ ค้นพบครั้งแรกเมื่อประมาณ 400 ปีก่อนโดย กาลิเลโอ กาลิเลอิ (Galileo Galilei) หลังจากเขาประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์แล้วส่องขึ้นไปบนฟ้า โดยที่ยังไม่ทราบว่าการส่องดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่านั้นเป็นอันตราย ข้อดีของจุดมืดคือทำให้ทราบว่าดวงอาทิตย์หมุนรอบตัวเอง และจุดมืดนี้มีหลายจุดเพิ่มขึ้น-ลดลงอยู่เสมอ

อ้างอิง : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000072865>






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 4

005
BoyDogtag,TTC-005
อังคาร
13/7/2553
เวลา : 15:44
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
ภาพแสงเหนือจากลมสุริยะ ( Solar wind ) ที่อลาสก้า อเมริกา ( John Russell/NASA )





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 5

005
BoyDogtag,TTC-005
อังคาร
13/7/2553
เวลา : 15:45
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
ภาพจำลองสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งพุ่งจากขั้วกใต้ไปขั้วโลกเหนือ ( NASA )





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 6

005
BoyDogtag,TTC-005
อังคาร
13/7/2553
เวลา : 15:47
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
ภาพโพรมิเนนซ์ ( Prominence ) ขนาดใหญ่ หรือก๊าซที่พวยพุ่งบนดวงอาทิตย์ ตรงด้านขวาของภาพ ( ESA )





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 7

sailom_276
TTC048
อังคาร
13/7/2553
เวลา : 16:22
IP:
125.24.113.174

fiogf49gjkf0d
“พุทธศาสนา” กับ “วิทยาศาสตร์”
กาลิเลโอค้นพบ “ทางช้างเผือก” เมื่อ 395 ปีก่อน หลังจากที่มีการสร้างกล้องโทรทรรศน์ขึ้นมาแล้ว เห็นดาวนับล้านๆดวงในทางช้างเผือก นักวิทยาศาสตร์ก็ตื่นเต้นกันใหญ่ เมื่อส่องกล้องออกไปนอกจักรวาล ก็พบแต่ความว่างเปล่า กาลิเลโอจึงสรุปว่า ขอบจักรวาลก็คือขอบของทางช้างเผือกนั่นเอง

ทางช้างเผือกมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 100,000 ปีแสง หมายความว่า ยานที่แล่นด้วยความเร็วเท่าแสง คือ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที ต้องใช้เวลาวิ่งถึง 100,000 ปี ทางช้างเผือกใหญ่แค่ไหนไปหลับตานึกดูเอาเอง

แต่วันนี้นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบจักรวาลใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีกมากมาย นอกเหนือจากจักรวาลของเรา มีการคำนวณกันว่า จักรวาลเหล่านี้อาจมีมากถึง 10 ยกกำลัง 500 แห่ง คือ 1 ตามด้วยเลขศูนย์ 500 ตัว ไปลองเขียนนับกันดูเป็นเท่าไร แต่ละจักรวาลก็มีกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ แตกต่างกันไป จักรวาลของเราเป็นเพียงอณูเล็กๆในหมู่จักรวาลทั้งหมดเท่านั้น

สิ่งเหล่านี้ “พระพุทธเจ้า” ทรงค้นพบเมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีก่อนแล้ว ทรงตรัสไว้ใน “จูฬนีสูตร” พระไตรปิฎก หน้า 215 เล่ม 20 ว่า

“ระบบสุริยะประกอบด้วยดวงจันทร์ โลก ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ทั้งหลาย โคจรไปร่วมกัน ดาราจักรมี 3 ขนาด คือ ดาราจักรอย่างเล็ก มีจำนวนนับพัน ดาราจักรอย่างกลาง มีจำนวนนับล้าน ดาราจักรอย่างใหญ่ มีจำนวนแสนโกฏิ และดาราจักรเหล่านี้ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแตกดับในที่สุด”

ฟริตจอฟ คาปรา ผู้เขียนหนังสือ “เต๋าแห่งฟิสิกส์” บอกว่า ทฤษฎีควอนตัม และทฤษฎีสัมพันธภาพ ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกของเราคล้ายคลึงกับความเข้าใจของชาวพุทธและเต๋า เมื่อเอาสองทฤษฎีนี้มาใช้อธิบายปรากฏการณ์ของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม เราพบว่า “อนุภาคเหล่านี้มีความไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลาและไม่มีตัวตนที่แท้ คล้ายคลึงอย่างยิ่งกับหลักแห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธ์อันยิ่งใหญ่ หลังจากที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งแล้วก็ออกมายอมรับว่า

“การสัมผัสรับรู้ความจริงแท้ของจักรวาลทางศาสนา เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดของการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์”

ถามว่า แล้วทำไม “พระพุทธเจ้า” จึงไม่ให้ความสำคัญกับการค้นพบที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ คำตอบก็คือ ทรงเห็นว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นเป็นความจริงทางธรรมชาติ แต่ไม่ใช่หนทางแห่งการหลุดพ้น ทางเดียวที่จะหลุดพ้นได้ก็คือ “มรรค” ที่นำไปสู่การนิพพานนั่นเอง.

จากหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ “ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น” ของ ทันตแพทย์สม สุจีรา

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 8

ย้ง
ย้ง051
อังคาร
13/7/2553
เวลา : 21:41
IP:
58.11.22.96

fiogf49gjkf0d
วิทยาศาสตร๋หรือไศยศาสตร์
คนไทยชอบ วัตถุนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ สังเกตง่ายๆเวลารบทัพจับศึกจะหาเครื่องรางของขลัง มาป้องกันตัว หรือ เพื่อเอาชัยชนะ ไม่เคยใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
นี่เป็นจุดอ่อนมากๆของคนไทย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนรุ่นหลังจึ้งติดนิสัยแบบนี้มา ซึ่งจะเห็นได้ชัดจาการดู พระนเรศวร และ สามก๊ก สามก๊กจะใช้ปัญญาในการทำศึกล้วนๆไม่มีเครื่องรางของขลัง
คนจีนถึงมีคติสอนใจในการดำเนินชีวิตให้ลูกหลานได้เจริญรุ่งเรืองด้วยปัญญาตนมากกว่าคนไทย ที่วันๆเอาแต่หาของขลังของมงคลเพื่อให้การค้า และธุรกิจตนเองเจริญรุ่งเรือง แทนที่จะเสียเวลาไปหาปัญญาให้กับตัวเองมากกว่า
เพราะอย่างนี้คนไทยจึงไม่ค่อยมีเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ๆโตๆเลย ถึงจะมีีก็เป็นธุรกิจเล็กๆน้อยๆ ส่วนธุรกิจใหญ่ๆ มีเชื้อสายคนจีนทั้งนั้น (ไม่เชื่อคุณไปดู 100รายชื่อเจ้าสัวในเมืองไทยได้) เพราะคนที่จะบริหารองค์กรขนาดใหญ่ต้องใช้ปัญญาอย่างแท้จริงมากกว่าที่จะเชื่อเครื่องรางของขลังแต่มาทำงานใหญ่ๆโตๆ แต่ไม่มีปัญญา ส่วนพวกเชื่อเครื่องรางของขลัง บูชาเป็นชีวิตจิตใจ คุณลองไปดูเถอะเจ้าของธุรกิจเล็กๆน้อยๆทั้งนั้น
นี่คือเหตุและผลว่า คนที่บูชาปัญญาก็จะเป็นแบบ "เจ้าสัว" ส่วนคนบูชาเครื่องรางของขลังก็ได้แค่ "เถ้าแก่"่
คนรุ่นใหม่ก็อย่าเอาเยี่ยงอย่างคนรุ่นเก่าที่ทำแบบนี้แล้วกันนะ ประเทศชาติจะถอยหลังลงคลอง เพรามัวไปยึดแต่วัตถุนิยม เพียงแต่เปลี่ยนวัตถุที่นิยมแค่นั้น ดังนั้นคนที่บูชาเครื่องรางของขลัง ก็คือ พวกวัตถุนิยม นั่นเอง คนที่ชอบูุชาเทพ ก็คือพวกเทวนิยมนั่นเอง ซึ่งผิดกับหลักพุทธศาสนา ซึ่งเป็นอเทวนิยม ดังนั้นคนนับัถือพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง จะไม่บูชาเทพมากกว่าพระพุทธเจ้า แต่จากที่เห็นมีเต็มไปหมด เพราะการบูชาเทพง่าย กว่า การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา ของง่ายๆคนเลยทำ เพราะมันถูกใจกิเลส
สังเวชประเทศไทย แดนดินถิ่นพระพุทธศาสนา แต่ทุกวันนี้กลับนอกลู่นอกทางเข้าไปทุกที
ปริศนาธรรม ....





fiogf49gjkf0d
ภาพนี้ผมมองเห็นเนื้อที่หลายไร่ที่ทำนาได้เป็นร้อยกระสอบ แต่ดันสร้าง....
จาก : koreaneasy(koreaneasy) 13/12/2555 2:17:08 [61.19.66.4]
 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 9

130
หนึ่ง กาฬสินธุ์
อังคาร
13/7/2553
เวลา : 22:04
IP:
114.128.130.85

fiogf49gjkf0d
ในทางวิทยาศาสตร์ที่เราเรียนๆกันมาบางอย่างมีการเปลี่ยนมุมมองเหตุและผลของบุคคลที่คิดค้นได้ ในโลกของตะวันตกที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ซึ่งล้าหลังของเราชาวพุทธ 543 ปี
ซึ่ง ณ ปัจจุบัน เหตุการณ์บางอย่าง และหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ายังไม่เคยเปลี่ยนแปลง ขอให้เรายึดมั่นในพระพุทธเจ้า แต่คนบางกลุ่มมันกลับไม่ยอมให้เป็นศาสนาประจำชาติ ไอ้พวกนี้สมควรตกนรกได้แล้ว เอวัง.


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 10

nissan16
เอกาTTC-123
อังคาร
13/7/2553
เวลา : 23:57
IP:
183.89.191.7

fiogf49gjkf0d
สาธุ

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 11

จิรกิตติ
TTC001
พุธ
14/7/2553
เวลา : 09:43
IP:
183.89.87.26

fiogf49gjkf0d
เอาวิธีทำ ไม้ขีด จังโก้มั้ย แบบขีดกับอะไรก็ติดนะ ก็มี
1 ไม้ขีด 1 กลัก
2 แอมโมเนียชนิดเข้มข้น
3 เกล็ดไอโอดีน

เอาสารหมายเลข 2-3 มาผมสกันด้วยอัตราส่วน 1:1 แล้วนำไม้ขีด มาจุ่มแค่ปลายๆ แล้วผึ่งลม แค่นี้ก็เสร็จ

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 12

005
BoyDogtag,TTC-005
พฤหัสบดี
15/7/2553
เวลา : 08:49
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
อย่าเชื่อ 10 ประการ (กาลามสูตร)

กาลามสูตรกังขานิยฐาน 10 หมายถึง วิธีปฎิบัติในเรื่องที่ควรสงสัย หรือหลักความเชื่อ ที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร

1.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)

2.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสีบๆกันมา (มา ปรมฺปราย)

3.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)

4.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)

5.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)

6.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน (มา นยเหตุ)

7.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)

8.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)

9.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)

10.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)

ต่อเมื่อใด รู้เข้าใจด้วยตนว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น

สูตรนี้ในบาลีเรียกว่า เกสปุตติสูตร ที่ชื่อกาลามสูตร เพราะทรงแสดงแก่ชนเผ่ากาละมะ แห่งวรรณะกษัตริย์ ที่ชื่อเกสปุตติยสูตร เพราะพวกกาละมะนั้นเป็นชาวเกสปุตตะนิคม ในแคว้นโกศล ไม่ให้เชื่องมงายไร้เหตุผลตามหลัก 10 ข้อ


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 13

005
BoyDogtag,TTC-005
พฤหัสบดี
15/7/2553
เวลา : 09:04
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
“ซันโย”ออก“หม้อหุงข้าว”ทำข้าวสารเป็นขนมปัง

เอเอฟพี - ซันโย อิเล็กทริก บริษัทญี่ปุ่นที่โด่งดังเรื่องการผลิตเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค วันพุธ(14)ได้เปิดตัวหม้อหุงข้าวรุ่นแรกของโลก ที่สามารถเปลี่ยนเม็ดข้าวสารให้กลายเป็นขนมปัง

หม้อหุงข้าวรุ่นใหม่เอี่ยมนี้ สามารถโม่เม็ดข้าวสาร 1 ถ้วยให้กลายเป็นแป้งข้าวเจ้า จากนั้นก็ผสมแป้งดังกล่าวกับน้ำ, แป้งเปียนกลูเตน, ยีสต์, และส่วนผสมอื่นๆ แล้วมันก็จะสามารถอบให้เป็นขนมปัง 1 แถวขึ้นมาโดยใช้เวลา 4 ชั่วโมง

หม้อหุงข้าวรุ่นนี้ทางซันโยตั้งชื่อว่า “โกปัน” (GOPAN) ซึ่งเป็นการผสมคำว่า “โกฮัน” (Gohan) ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่าข้าว กับ “ปัน” (Pan) ภาษาสเปนที่แปลว่าขนมปัง ทั้งนี้บริษัทจะเริ่มวางตลาดในญี่ปุ่นในเดือนตุลาคมนี้ และเริ่มส่งออกไปยังประเทศเอเชียอื่นๆ ในปีหน้า สนนราคาขายปลีกที่ตั้งไว้ในญี่ปุ่นคือ ระหว่าง 50,000 - 60,000 เยน (ประมาณ18,300 - 22,000 บาท)

หม้อหุงข้าวรุ่นแรกของโลก ที่สามารถเปลี่ยนเม็ดข้าวสารให้กลายเป็นขนมปัง

อ้างอิง : http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000097208>






fiogf49gjkf0d
อยากได้แท้น้อ... แต่นึกดีๆ.. ได้อะหลั่ยหรือแต่งรถได้เยอะกว่าอ่ะ..^^
จาก : koreaneasy(koreaneasy) 13/12/2555 2:20:59 [61.19.66.4]
 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 14

singh2005
สิงห์
พฤหัสบดี
15/7/2553
เวลา : 10:13
IP:
58.8.92.36

fiogf49gjkf0d
ตอนยังไม่ตายจะไปไหนก็ไม่ค่อยอยากให้ไป แต่พอตายแล้วบอกให้ไปที่ชอบที่ชอบ แล้วมันจะไปได้ไหมเนี่ย อันนี้เป็นวิทยาศาสตร์หรือเปล่า ฮ่า 555555555

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 15

thebank44
thebank44TTC121
พฤหัสบดี
15/7/2553
เวลา : 13:44
IP:
125.25.5.65

fiogf49gjkf0d
มาดูคอมพิวเตอร์ในอนาคตอันใกล้นี้กันครับ
เล็กจริงๆ





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 16

thebank44
thebank44TTC121
พฤหัสบดี
15/7/2553
เวลา : 13:45
IP:
125.25.5.65

fiogf49gjkf0d
เปิดแล้วเป็นแบบนี้
รายละเอียดยังไม่มีนะครับ
พวก ไฮเทค ทั้งหลาย (รวมผมด้วย) เห็นแล้วน้ำลายแตกฟอง





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 17

bajaxr
โคบาลพงศ์ TTC076
พฤหัสบดี
15/7/2553
เวลา : 16:04
IP:
125.26.85.48

fiogf49gjkf0d
มีผลพิสูจน์เป็นที่แน่นอนแล้วว่า.."คนโสด" อยู่คนเดียวมีโอกาสเป็นโรค"สมองเสื่อม" มากกว่าคนที่อยู่เป็นคู่ และคนที่เคยมีคู่แล้วพลัดพราก ก่อนวัยกลางคนเป็น"โรคซึมเศร้า และเข้าสู่วัยทอง" เร็วกว่าปกติ.... (วิทยาศาสตร์มั๊ยครับ )

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 18

005
BoyDogtag,TTC-005
พฤหัสบดี
15/7/2553
เวลา : 16:46
IP:
124.122.16.233

fiogf49gjkf0d
ท่าจะจริงแบบทั้งที่พี่สิงห์และคุณพงศ์ว่าไว้เลย..
แถมตอนรุ่นจะกินจะเที่ยวที.. ก็ต้องดูใกล้ๆเงินเดือนออก..
แต่พอโตขึ้นมีเงินเดือนเพิ่มขึ้น.. หมอดันบอกห้ามกินโน้นกินนี่ซะอีก.. 555

โรคสมองเสื่อม.. ไม่น่าจะเกิดกับพวก Terrano ที่ขยันคิดว่าจะทำอะไรกับรถตัวเองดี..
แต่จะเป็นโรคทรัพย์เสื่อมแทนนะสิ...555


fiogf49gjkf0d
ยังไม่ทันวัยทองก็เสื่อมแล้วคับ..ทรัพย์น่ะคุณบอย...^^
จาก : koreaneasy(koreaneasy) 13/12/2555 2:23:24 [61.19.66.4]
 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 19

130
หนึ่ง กาฬสินธุ์
พฤหัสบดี
15/7/2553
เวลา : 16:50
IP:
117.47.10.242

fiogf49gjkf0d
มีเงิน แต่ไม่มีแฮง กับมีแฮง แต่ไม่มีเงิน เข้าข่ายด้วยหรือเปล่าครับ ท่านพี่

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 20

ย้ง
ย้ง051
พฤหัสบดี
15/7/2553
เวลา : 18:46
IP:
58.9.137.135

fiogf49gjkf0d
ตอนยังไม่ตายจะไปไหนก็ไม่ค่อยอยากให้ไป แต่พอตายแล้วบอกให้ไปที่ชอบที่ชอบ แล้วมันจะไปได้ไหมเนี่ย อันนี้เป็นวิทยาศาสตร์หรือเปล่า ฮ่า 555555555
ตอบคุณสิงห์...เป็นครับ เป็นเรื่องของสสารเมื่อย่อยสลายจะกลายเป็นพลังงาน ที่เราเรียกว่าผี





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 21

bajaxr
โคบาลพงศ์ TTC076
พฤหัสบดี
15/7/2553
เวลา : 18:48
IP:
125.26.95.135

fiogf49gjkf0d
โถ...พี่ย้ง ครับ...สรุปซะ อิๆๆๆๆ

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 22

005
BoyDogtag,TTC-005
พฤหัสบดี
15/7/2553
เวลา : 19:32
IP:
124.122.16.233

fiogf49gjkf0d
“โบอิง” เปิดตัว “Phantom Eye” ยานบินไร้คนขับพลังไฮโดรเจน

“โบอิง” เปิดตัวเครื่องบินไร้คนขับพลังงานไฮโดรเจน “เจ้าตาปีศาจ” ที่สามารถบินได้ต่อเนื่อง 4 วัน และสามารถบินได้สูงถึง 20,000 เมตร โดยเครื่องบินต้นแบบนี้ จะถูกส่งไปยังศูนย์วิจัยการบินของนาซาเพื่อเตรียมทดลองบินเที่ยวแรกต้นปี 2011 นี้

จากการเปิดเผยของ “โบอิง” (Boeing) บีบีซีนิวส์ระบุว่า บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ของโลกนี้ได้เปิดตัวเครื่องบินพลังงานไฮโดรเจนไร้คนขับที่ชื่อว่า “แฟนทอมอาย” (Phantom Eye) หรือ “ตาปีศาจ” ซึ่งสามารถบินที่ระดับความสูง 20,000 เมตร และบินต่อเนื่องถึง 4 วัน

เครื่องบินต้นแบบนี้จะถูกขนส่งไปยังศูนย์วิจัยการบินดรายเดน (Dryden Flight Research Center) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ในช่วงฤดูร้อนนี้ของซีกโลกเหนือ เพื่อเตรียมทดสอบการบินเที่ยวแรกต้นปี 2011 ซึ่งเครื่องบินนี้เป็นผลงานจากหน่วยวิจัย “แฟนทอมเวิร์คส” (Phantom Works) และทีมพัฒนาที่เป็นความลับของโบอิง

โบอิงระบุว่า ในที่สุดเครื่องบินพลังงานไฮโดรเจนนี้ ต้องมีความฉลาดอยู่ในตัวและสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง และบอกด้วยว่าเครื่องบินลำนี้รองรับเที่ยวบินทรหดได้อย่างยาวนาน เพราะมีระบบพลังงานไฮโดรเจนที่เบาขึ้นและทรงพลังขึ้น

คริส แฮดดอกซ์ (Chris Haddox) จากหน่วยวิจัยแฟนทอมเวิร์คสกล่าวว่า ในปี 1989 ทางบริษัทเคยทดลองบิน “คอนดอร์” (Condor) ยานไร้คนขับที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป ซึ่งบินได้นาน 60 ชั่วโมงและเป็นเวลายาวนานที่สุดแล้วที่ทำได้

“ตอนนี้เรากำลังพูดถึงการบินยาวนาน 96 ชั่วโมง” แฮดดอกซ์กล่าว

ทั้งนี้ โบอิงอธิบายว่าเครื่องบินแฟนทอมอายนี้ ใช้พลังงานไฮโดรเจน 2.3 ลิตร โดยมีเครื่องยนต์ทรงกระบอก 4 ชุดที่แต่ละชุดให้กำลัง 150 แรงม้า และตัวเครื่องมีขนาดใหญ่มาก ด้วยความกว้างของปีกที่ยาวถึง 46 เมตร

“มันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสอดแนม แต่สร้างมาเพื่อพิสูจน์ความอึด” แฮดดอกซ์บอกบีบีซีนิวส์

ด้านกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร (UK Ministry of Defence: MoD) สนใจในเครื่องบินที่มีความทนทานและบินได้ในระดับสูง เพื่อใช้ในการตรวจตรา และกำลังพิจารณาอย่างถ้วนถี่ในเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อบรรลุเป้าหมาย “โครงการบริโภคซากอินทรีย์” (Scavenger project) โดยกระทรวงมีความร่วมมือกับ ควินทิค (Qinetiq) บริษัทพัฒนาอากาศยานและการป้องกันภัย ซึ่งกำลังจะบรรลุความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ที่เรียกว่า “เซไฟร์” (Zephyr)

ทั้งนี้ โฆษกกรทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรรบุว่า การบินได้ยาวนานถึง 4 วันนั้นเป็นเรื่องดี แต่ทางกระทรวงกำลังพิจารณาคุณสมบัติเพื่อตอบสนองความต้องการในการสอดแนมที่ถาวรและเข้มข้น ซึ่งเครื่องบินที่มีคุณสมบัติดังกล่าวจะลอยตัวอยู่ในอากาสได้นานเกินสัปดาห์







 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 23

130
หนึ่ง กาฬสินธุ์
พฤหัสบดี
15/7/2553
เวลา : 19:49
IP:
112.142.207.107

fiogf49gjkf0d
พี่บอย.. ประเทศใหนที่เขาผลิตรถบินได้เมื่อเร็วๆนี้.. แต่ที่แน่ๆของพี่เรวัตได้หางมาแล้วคงจะบินได้ไกลกว่าเพื่อน เห็นบอกว่าถ้าใส่พี่วีตามไม่ทัน

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 24

ย้ง
ย้ง051
ศุกร์
16/7/2553
เวลา : 02:38
IP:
58.9.104.2

fiogf49gjkf0d






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 25

ย้ง
ย้ง051
ศุกร์
16/7/2553
เวลา : 02:39
IP:
58.9.104.2

fiogf49gjkf0d






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 26

ย้ง
ย้ง051
ศุกร์
16/7/2553
เวลา : 02:39
IP:
58.9.104.2

fiogf49gjkf0d






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 27

130
หนึ่ง กาฬสินธุ์
อาทิตย์
18/7/2553
เวลา : 00:27
IP:
222.123.59.43

fiogf49gjkf0d
พี่ย้ง หาลงมา POST เร็วจัง แสดงว่า อย่างอื่นต้องเร็วน่าดู

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 28

ย้ง
ย้ง051
อาทิตย์
18/7/2553
เวลา : 07:21
IP:
58.9.40.125

fiogf49gjkf0d
สวัสดีคุณหนึ่งกาฬสินธุ์ เปิดคอมมาเห็นกระทู้เคลื่อนไหวตั้งหลายกระทู้ ผีมือคุณหนึ่งนี่เอง....ความเร็วผมยังสู้คนอื่นๆในชมรมไม่ได้หรอก ไม่โดนทิ้งก็ดีแล้ว





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 29

005
BoyDogtag,TTC-005
อาทิตย์
18/7/2553
เวลา : 11:53
IP:
124.122.16.75

fiogf49gjkf0d
จากภาพ.. ภาพวาดบันทึกเหตุการณ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทอดพระเนตรสุริยุปราคา โดยฑูตฝรั่งเศส ( สมาคมดาราสาสตร์ไทย )

“ลพบุรี” เมืองดาราศาสตร์แห่งชาติ

เมื่อเอ่ยถึง “ลพบุรี” หลายคนนึกถึงจังหวัดที่เต็มไปด้วยลิงและโบราณสถานกลางเมืองซึ่งสะท้อนความเป็นดินแดนที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทย แต่ใครหลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเมืองละโว้ในอดีตนี้ยังมีความสำคัญต่อวงการดาราศาสตร์โลกมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ด้วย

ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงในคืนวันที่ 10 ธ.ค. พ.ศ.2228 เป็นอีกปรากฏการณ์ที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทยและดาราศาสตร์โลก ในครั้งนั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้เสด็จทอดพระเนตรจันทรุปราคา ณ พระที่นั่งเย็น จ.ลพบุรี โดยมีคณะเจซูอิตหรือคณะสงฆ์แห่งพระเยซูชาวฝรั่งเศส 6 รูปถวายคำบรรยาย และระหว่างปรากฏการณ์คณะสงฆ์ได้บันทึกข้อมูลระหว่างเกิดคราสในแต่ละนาทีโดยละเอียด และระบุว่าคราสบังถึงหลุมใดของดวงจันทร์บ้าง

ข้อมูลในหนังสือจดหมายเหตุดาราศาสตร์จากฝรั่งเศสเกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยโดยสมาคมดาราศาสตร์ไทย ด้วยทุนสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยบันทึกของ บาทหลวง เจ.เดอฟงเตอเนย์ ซึ่งเป็น 1 ในคณะสงฆ์แห่งพระเยซู ว่าปรากฏการณ์ครั้งนั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทอดพระเนตรกล้องโทรทรรศน์ความยาว 12 ฟุตที่ใช้ในการสังเกตการณ์ อีกทั้งยังพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณเป็นพิเศษต่อคณะสงฆ์ เช่น พระราชทานอนุญาตให้คณะสงฆ์ลุกขึ้นยืนต่อหน้าที่ประทับ และประทับเบื้องหลังคณะสงฆ์เพื่อทอดพระเนตรปรากฏการณ์ เป็นต้น

นายอารี สวัสดี อุปนายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย กล่าวว่าเมืองลพบุรีถือเป็นเมืองดาราศาสตร์แห่งชาติ โดยปรากฏการณ์จันทรุปราคาเมื่อ 325 ปีดังกล่าวนั้น คณะสงฆ์แห่งพระเยซูชาวฝรั่งเศสได้เดินทางมาศึกษาปรากฏการณ์และบันทึกข้อมูลโดยละเอียดเพื่อหาเส้นละติจูด (Latitude) หรือเส้นรุ้งและเส้นลองจิจูด (Longitude) หรือเส้นแวง ของเมืองละโว้ กรุงศรีอยุธยา เพื่อเปรียบเทียบกับหอดูดาวกรุงปารีส

การศึกษาปรากฏการณ์จันทรุปราคาดังกล่าวเพื่อหาตำแหน่งเส้นละติจูดและลองจิจูดนี้ นายอารีบอกแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ว่าเป็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส เพื่อสร้างแผนที่ซึ่งมีความแม่นยำและเที่ยงตรง โดยมีคณะสงฆ์ที่ได้เดินทางไปเก็บข้อมูลปรากฏการณ์จันทรุปราคาครั้งนั้นถึง 18 แห่งทั่วโลก อาทิ เมืองนูเรมเบิร์ก เยอรมนี, กรุงโรม อิตาลี, กรุงปารีส ฝรั่งเศส, กรุงมาดริด สเปน และ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ เป็นต้น

“ครั้งนั้นเทคโนโลยีดาราศาสตร์ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นมาอยู่ที่ลพบุรี กล้องโทรทรรศน์ที่ดีที่สุด นาฬิกาพก นาฬิกาลูกตุ้มและอุปกรณ์วัดมุมที่ดีที่สุดมารวมอยู่ที่นี่ ข้อมูลจากการสังเกตปรากฏการณ์จันทรุปราคาถูกส่งไปให้ จิโอวานนี โดมินิโก แคสสินี* นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีซึ่งเป็นศิษย์เอกของกาลิเลโอ กาลิเลอิ** และอาจกล่าวได้ว่าเป็นความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติโครงการแรกที่เข้ามาในไทย” นายอารีกล่าว

สำหรับพระที่นั่งเย็นนั้น นอกจากเป็นสถานที่เสด็จทอดพระเนตรปรากฏการณ์จันทรุปราคาแล้ว ยังเป็นสถานที่เสด็จทอดพระเนตรปรากฏการณ์สุริยุปราคา เมื่อวันที่ 30 เม.ย. พ.ศ.2231 ด้วย แต่จากบทความในหนังสือจดหมายเหตุดาราศาสตร์จากฝรั่งเศสเกี่ยวกับราชอาณาจักรสยามฯ ซึ่งเขียนโดย นายอารี สวัสดี ระบุว่าไม่อาจค้นคว้าได้ว่ามีการจดบันทึกการสังเกตปรากฏการณ์ครั้งนั้นหรือไม่ เพราะเกิดการปฏิวัติในปีเดียวกันนั้น และต่อมาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคตในวันที่ 10 ก.ค.2231

อีกสถานที่สำคัญสำหรับดาราศาสตร์ไทยคือ “วัดสันเปาโล” ซึ่งเป็นหอดูดาวแห่งแรกของไทยที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ และยังเป็นบ้านพักที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่บาทหลวงนักวิทยาศาสตร์จากราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยสร้างขึ้นใน พ.ศ.2228 และมีรูปแบบคล้ายกับหอดูดาวกรุงปารีสที่สร้างขึ้นก่อนหอดูดาววัดสันเปาโลเพียง 21 ปี แต่ปัจจุบันหอดูดาววัดสันเปาโลหลงเหลือเพียงซากและโครงสร้างบางส่วนเท่านั้น ขณะที่หอดูดาวกรุงปารีสยังค่อนข้างสมบูรณ์อยู่

จากความสำคัญของวัดสันเปาโลอายุกว่า 300 ปีนี้ ในปี 2552 ซึ่งเป็นปีดาราศาสตร์สากล (International Year of Astronomy) ทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) จึงได้สถาปนาให้เป็นหนึ่งในจุดสำคัญทางดาราศาสตร์ในประเทศไทย (Establishment of Astronomical Landmark in Thailand) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ดาราศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ

ทั้งนี้ เราทราบถึงความรุ่งเรืองของดาราศาสตร์ยุคใหม่ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์จากเอกสารที่บันทึกโดยคณะทูตและคณะสงฆ์แห่งพระเยซูจากฝรั่งเศส โดย นายภูธร ภูมะธน ประธานชมรมอนุรักษ์โบราณสถานและสิ่งแวดล้อม จ.ลพบุรี เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการสืบค้นเอกสารเกี่ยวกับดาราศาสตร์ไทยในยุคดังกล่าว ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดของหอดูดาวกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และเขาได้มอบให้แก่สมาคมดาราศาสตร์ดำเนินการแปลต่อไป

“ลพบุรีเป็นเมืองที่มีคุณค่าต่อประวัติศาสตร์ในการวางรากฐานการศึกษาดาราศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศ สมเด็จพระนารายณ์ทรงสนพระทัยศึกษาวิจัยด้วยตนเอง มีแง่มุมดาราศาสตร์ที่โดดเด่นมาก ทรงศึกษาด้วยพระองค์เองไม่แตกต่างกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ซึ่งสถานที่สำคัญๆ ทางดาราศาสตร์ของลพบุรีมีอย่างน้อย 2 แห่ง คือ วัดสันเปาโลและพระที่นั่งเย็น เมืองนี้เป็นเมืองที่มีหลักฐานว่าครั้งหนึ่งพระมหากษัตริย์ทรงสนพระทัยเรื่องนี้ และมีหลักฐานจริง จงภูมิใจในประวัติศาสตร์ของพวกเรา” นายภูธรกล่าว

แม้ความรุ่งเรืองของดาราศาสตร์ยุคใหม่ในไทยจะเหลือให้เห็นเพียงซากปรัก แต่อย่างน้อยร่องรอยที่ทิ้งไว้ได้สะท้อนให้เห็นพระราชวิสัยทัศน์อันก้าวหน้าและยาวไกลของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต และเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังได้น้อมนำไปเป็นแบบอย่าง

/////////////////////////////

*จิโอวานนี โดมินิโก แคสสินี นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี ผู้คำนวณระยะห่างระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ได้อย่างแม่นยำเป็นคนแรก และเป็นผู้อำนวยการหอดูดาวกรุงปารีสเป็นคนแรกด้วย

** กาลิเลโอ กาลิเลอิ ผู้เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์สู่วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ และเป็นคนแรกที่ปรับปรุงกล้องโทรทรรศน์แล้วใช้สังเกตดวงดาวบนท้องฟ้า จนพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัส วงแหวนของดาวเสาร์และปรากฏการณ์อื่นๆ อีกมาก

Ref. : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000096935>






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 30

005
BoyDogtag,TTC-005
อังคาร
20/7/2553
เวลา : 09:20
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
อันตราย!"หมูยอ" ห่อพลาสติกถึงตาย

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- “ สคร. 5” โคราชแหล่งผลิตใหญ่ออกโรงเตือนอันตรายกิน “ หมูยอ ” ห่อพลาสติกอันตรายถึงตายได้ พบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 รายที่ จ.สุระบุรี เหตุมสารพิษ “Clostridium botulinum” ชนิดเดียวกับที่อยู่ในหน่อไม้ปี๊บ เผยปีนี้ 4 จว.อีสานใต้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษแล้วกว่า 5,000 ราย แนะทำให้สุกก่อนรับประทาน

วันนี้ ( 29 มิ.ย.) ที่สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา ถ.ราชสีมา-โชคชัย อ.เมือง จ.นครราชสีมา นพ. สมชาย ั้งสุภาชัย ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 ( สคร. 5) จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานการระบาดของโรคอาหารเป็นพิษที่สำคัญ ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย. 2553 ระบุเกิดโรคขึ้นรวม 30 เหตุการณ์ และเหตุการณ์ที่น่าสนใจมี 2 เหตุการณ์ ที่มีสาเหตุสงสัยแตกต่างจากที่เคยเกิดการระบาดมาคือ

1. สงสัยการระบาดของโรค Botulism ที่ จ.ลำปาง เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ป่วย 100 ราย เสียชีวิต 2 ราย สงสัยเกิดจากการรับประทานเนื้อหมูป่า

2. สงสัยการระบาดของโรค Botulism ที่ จ.สระบุรี เมื่อเดือน พ.ค.มีผู้ป่วย 3 ราย เสียชีวิต 1 ราย สงสัยรับประทานยำหมูยอที่ทำจากหมูยอห่อด้วยพลาสติกซื้อจากรถเร่ หลังจากมีการระบาดใหญ่ของโรคดังกล่าวในปี 2540 ที่ จ.ตาก และ จ.น่าน มีผู้ป่วย 13 ราย เสียชีวิต 2 ราย และเมื่อเดือน มี.ค. 2549 มีผู้ป่วย 150 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยหนักต้องใช้เครื่องช่วยหายใจถึง 39 ราย สาเหตุล้วนมาจากการรับประทานหน่อไม้ปิ๊บ ซึ่งมีสารพิษ Clostridium botulinum ซึ่งเป็นสารพิษของแบคทีเรียที่เจริญเติบโตในอาหารก่อนการบริโภค

นพ.สมชายกล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโรคอาหารเป็นพิษพื้นที่รับผิดชอบ สคร. 5 ในพื้นที่สาธารณสุขเขต 14 ประกอบด้วย นครราชสีมา , บุรีรัมย์ , ชัยภูมิ และสุรินทร์ ตั้งแต่เดือน ม.ค. – มิ.ย. 2553 พบมีผู้ป่วยจำนวน 5,145 ราย อัตราป่วยทั้งหมดเท่ากับ 77.90 ต่อประชากรแสนคน แบ่งเป็น นครราชสีมา ป่วย 1,549 ราย , บุรีรัมย์ ป่วย 1,985 ราย , สุรินทร์ ป่วย 976 ราย และชัยภูมิ ป่วย 635 ป่วย

สำหรับในพื้นที่สาธารณสุขเขต 14 หรือ 4 จังหวัดอีสานตอนล่าง ยังไม่พบการระบาดของโรคอาหารเป็นพิษ ที่เกิดจากเชื้อ Clostridium botulinum ซึ่งพบในหน่อไม้ปี๊บและล่าสุดพบในหมูยอที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย แต่เนื่องจากในพื้นที่อีสานตอนล่าง โดยเฉพาะที่ จ.นครราชสีมา เป็นแหล่งผลิตหมูยอเป็นสินค้าของฝากจำนวนมาก จึงอยากฝากเตือนประชาชนผู้บริโภคว่า ควรเลือกซื้อหรือไม่รับประทานอาหารที่บรรจุในกระป๋องบวม รวมถึงหมูยอที่ห่อด้วยพลาสติก และอาหารที่หมดอายุ

ทั้งนี้ เพราะในอาหารเหล่านี้จะมีสปอร์ เมื่ออยู่ในภาวะที่ไร้อากาศและความเป็นด่าง สปอร์จะงอกและผลิตสารพิษ Clostridium botulinum ออกมา หากรับประทานหมูยอที่มีพิษเข้าไปอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

“ หากจะรับประทานให้เลือกหมูยอที่ห่อด้วยใบตองจะปลอดภัยกว่า หรือ ควรนำหมูยอที่หอด้วยพลาสติกไปทำให้สุกร้อนจนเดือดก่อนค่อยนำมารับประทาน ” นพ.สมชายกล่าว

Ref. ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 29 มิถุนายน 2553 12:45 น.

ภาพ : สคร. 5 โคราช ออกโรงเตือน อันตราย ! รับประทานหมุยอห่อพลาสติกอันตรายถึงตายได้ พบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 รายที่ จ. สระบุรี วันนี่ ( 29 มิ.ย. )








 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 31

rawat
TTC - 047 ฅนบางกอก
อังคาร
20/7/2553
เวลา : 10:52
IP:
124.122.247.226

fiogf49gjkf0d
ขอบใจหลายเด้อ...ตาบอย ของมักฃาด้วยว่าจะไปยำหมูยอเฮอ จังฃิ...เอาขาหมูไปแทนแล้วกัน

 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 32

005
BoyDogtag,TTC-005
อังคาร
20/7/2553
เวลา : 15:13
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
พอดีอ่านเจอบทความที่กล่าวถึง ฉลอง ภัคดีวิจิตร... เลยเอามาให้อ่านสนุกๆกันครับ
เลยนึกไปถึง หนังไทยที่ได้เคยดูตอนเด็กๆ... คิดถึงหนังไทยที่เคยได้ดูเมื่อก่อนจังเลย..


(ข้อมูลบางส่วนจาก ไทยฟิล์ม ดาต้าเบส)

...... เพราะผลงานที่ค่อนข้างจะมี "เอกลักษณ์" ส่งผลให้มีหลายต่อหลายคนเขียนแซวถึง "สูตรสำเร็จ" ละครของ "ฉลอง ภักดีวิจิตร" ไว้หลายต่อหลายข้อด้วยกัน

1. ละครและหนังของฉลองมีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างคำว่า เชย และ อินดี้

2. วงการเพลงมีพี่น้องสินเจริญ ละครหนังฉลองก็มีพี่น้อง ภักดีวิจิตรบราเธอร์

3. พระเอกมักมีอาชีพเป็นตำรวจ (แม้ทั้งเรื่องไม่เคยใส่เครื่องแบบแต่นั่นแหละ..ผู้ก อง) ไม่จำเป็นต้องหล่อมากแต่ต้องบึก กำยำ และอันนี้สำคัญต้องมี....ขนหน้าอก

4. นางเอกมักแก่นเซี้ยว ลุยๆ ออกไปไหนไม่แต่งหน้า(หรือแต่ง) กำพร้าแม่ หากเป็นลูกตัวร้ายก็มักจะใฝ่ดี ทำแผลได้และขับเรือหางยาวเป็น

5. พ่อนางเอกมักทำธุรกิจผิดกฎหมาย เป็นผู้มีอิทธิพล แต่ถ้าเป็นคนดีมักได้เป็นกำนัน

6. กำนันจะมีลูกสาวคนเดียว(และสวย) กำพร้าเมีย มีบ้านใหญ่ มีไร่องุ่น คาดผ้าขาวม้าและห้อยพระสมเด็จ

7. นางเอกมีเพื่อนเล่นที่โตด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เป็นผู้หญิงชื่อมักจำง่าย(เช่น นังกระต่าย) ขี่จักรยานเฟสสันได้ ตอนแรกเกลียดผู้ชาย สุดท้ายมักได้แฟนก่อนนางเอก

8. หากเป็นผู้ชายก็มักเป็นลูกสมุนคู่ซ้อม อ้วน แคระ และผิวหมึก ที่สำคัญห้ามชอบนางเอก

9. เพื่อนพระเอกก็ต้องคู่กับเพื่อนนางเอก และมีความสัมพันธ์รุดหน้าก่อนคู่นางเอกเสมอ และแน่นอนรับบทโดย ภักดีวิจิตรบราเธอร์

10. หากในเรื่องมีฉากกุ๊กกิ๊กมีดนตรีประกอบ จะคล้ายกับมิวสิควีดีโอเพลงจากรายการชุมทางเสียงทอง (ของแท้ต้องมีโลโก้นพพรสีทองติดอยู่บนปก)

11. หนังฉลองห้ามมีกระเทยและคนใช้ มีได้...ก็ห้ามเด่น

12. พาหนะของพระเอกถ้าไม่ใหม่สุดๆ ก็ต้องเก่ากว่า 20 ปีขึ้นไป ราคาแพงในสมัยนั้น อะไหล่หายาก ขับพวงมาลัยซ้าย เข้าเกียร์กระปุกมือขวา (โจรโผล่มายิงยากนะนั่น !)

13. ลูกน้องตัวโกงมักได้บทพูดเท่าๆ กัน และโคลสอัพเต็มใบหน้าทุกคน

14. ความลับต่างๆ มักมาจากการได้ยินโดยความบังเอิญ จากการซุ่มหลังต้นไม้ กอไม้ไผ่ รั้วสังกะสีและต้องมีฝูงเป็ด

15. ออกจากบ้านไม่จำเป็นต้องพกกระเป๋าตังค์ โทรศัพท์มือถือ เอาลูกกระสุนใส่กระเป๋าให้เต็มไว้เหอะได้ใช้แน่นอน

16. ดูจากข้างนอกในผับบาร์คนคงจะเยอะ ไม่ต้องกลัวเข้าไปเหอะ มันมีที่ว่างหน้าเคาน์เตอร์อยู่ที่นึงให้นั่งเสมอ

17. ลูกน้องตัวโกงมักขี้หงุดหงิดเวลาโกรธจะเอามือตบโต๊ะ แต่เวลาอยู่กับหัวหน้าจะดูสุภาพ และพูดอะไรไปแล้วมักโดนตบเสมอ..

18. ร้านขายน้ำชากาแฟในหมู่บ้านเป็นที่ใครอยากรู้ข่าวอะ ไร มาที่นี่รับรองรู้หมด

19. ตัวละครที่เป็นฝรั่งพูดไทยได้ทุกคน ชัดไม่ชัดก็อีกเรื่อง

20. นางร้ายมักสวย ตายก่อนเสมอ และต้องนมโต...ไม่รู้เป็นอะไร

21. หนังพจน์ต้องมีโก๊ะตี๋ หนังฉลองภักดีก็ต้องมีกรุงศรีวิไล

22. จะต้องมีฉากหลงป่า (กฎ กติกา ข้อบังคับ)

23. จะเจอนายพรานแต่งเป็นกระเหรี่ยง และไม่ต้องเล่าอะไรเพราะนายพรานรู้หมดทุกอย่าง

24. ในกลุ่มจะต้องมีคนที่ดูฉลาดคู่หนึ่งเสมอ ให้เดาได้เลยว่าจะเป็นพระเอก กับนางเอก

25. ในเมื่อมีคนฉลาดก็ต้องมีคนโง่ไว้เป็นภาระซึ่งก็คือ นางร้าย และตัวที่ตลก

26. แม้ผืนป่าจะกว้างแค่ไหนก็ต้องมาจ๊ะเอ๋เจอกับลูกน้องตัวโกงเสมอ

27. ไม่พูดพร่ำทำเพลงไม่ต้องถามว่าเป็นพวกไหน จะต้องมีการยิงกันก่อน..

28. ทั้งสองฝ่ายต้องถอยไปตั้งหลัก(พวกตัวโกงจะวิ่งหนีใส่เกียร์หมา และมาตัวเปล่า-ส่วนพวกพระเอกจะหนี....อย่างเท่ห์ และแบกเป้รุงรัง)

29. พวกพระเอกจะต้องไปเจอถ้ำประหลาดที่มี แสงสว่างตลอดทั้งปี

30. หากมีใครแปลงร่างได้ก็จะเผยโฉมหน้าที่แท้จริงในถ้ำนี่แหละ..

31. หากแปลงเป็นเสือจะถ่ายฉากเสือมาจากสวนสัตว์เปิด และคำรามอย่างน้อยหนึ่งครั้ง(แต่ถ้ามีการตะปบจะเห็น (ถุง) มือเสือจริงๆ และมีเลือดกระฉูดกันเห็นๆ)

32. ฉากตัดมาตอนเช้าทุกคนจะร่วมวงดื่มกาแฟ และไม่พูดถึงเรื่องเมื่อคืน

33. ใครมีประโยคเด็ดอะไรก็มาปล่อยกันตอนนี้นี่แหละ(เจ้าให้ข้าดื่ม ไยข้าจะไม่ดื่ม/ปืนนะมีไว้แล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มีนะผู้กอง)

34. เหมือนจะรู้ว่าใกล้ๆ มีน้ำตก นางเอกเตรียมผ้าถุงมาด้วย(นางเอกจึงขอตัวไปอาบน้ำ)

35. นางเอกจะนุ่งกระโจมอกเผยแค่หัวไหล่ แต่ถ้าเป็นนางร้ายอนุญาตให้เห็นมากกว่านี้ได้(ฉากนี้เราจะเห็นทรวดทรงของเธออย่างชัดเจน(ส่วนที่ดีที่สุดของหนังฉลอง))

36. นางเอกจะลูบไล้สบู่ไปมาแค่บริเวณต้นคอ เรียวแขนและเนินอกเท่านั้น แต่นางร้ายอนุญาตให้ล้วงไปในผ้าถุงได้

37. พลัน! เสียงกุกกักเกิดขึ้น

38. นางเอกจะตะโกนถามว่า..นั่นใครอ่ะ? แต่ร้อยทั้งร้อยไม่มีเสียงตอบรับ

39. แต่ถ้าเป็นจะใครสักคนก็มักเป็นพระเอก(นางเอกจะเขินอายโผล่แค่หัวในน้ำ หันหลังให้พระเอกแล้วพูดว่า “คุณมาแอบดูฉันเหรอ”)

40. แต่ถ้าไม่มีใครนางเอกจะรีบขึ้นมาจากน้ำแต่งตัว

41. และเมื่อเข้ามาในกลุ่มก็พบว่าพระเอกหายไป

42. ถ้านางเอกไม่ชอบพระเอกอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งตอกย้ำว่า ~พระเอกต้องเป็นไอ้โรคจิต

43. พระเอกกลับมาแล้ว พร้อมกับไก่

44. การก่อกองไฟในเรื่องเป็นอะไรที่ง่ายมาก มีการย่างไก่และทุกคนกินอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่ต้องมี น้ำจิ้ม

45. นางเอกดูหิวกว่าคนอื่นเสมอแต่มักเก็บอาการเอาไว้

46. พระเอกจะเป็นคนเดียวที่ดูออกและถามนางเอกว่า “คุณไม่หิวเหรอครับ”(นางเอกมักจะตอบว่า "ไม่(สั้นๆ)" แต่พระเอกก็ยื่นไปให้)

47. ด้วยความหิวนางเอกจึงรับไว้และกินด้วยความลืมตัว

48. พระเอก “ไหนคุณว่าคุณไม่หิวไงครับ” (นางเอกนึกขึ้นได้ มองค้อนและพูดในใจว่า “ฝากไว้ก่อนเหอะตาบ้า”)

49. ดึกแล้ว คืนนี้เป็นคืนเดือนแรม กองไฟเพียงกองเดียวก็ให้แสงสว่างได้ทั่วทั้งป่า

50. นางร้ายอนุญาตให้นุ่งสั้นเข้านอนได้เพียงคนเดียวโดยไม่กลัวยุงป่า (เน้นซูมไปทั่วร่าง ~ ส่วนที่ดีที่สุดอีกส่วนหนึ่งของหนังฉลอง)

51. ของที่ตามหามาทั้งเรื่องมักอยู่ที่นางเอก แม้จะชิ้นใหญ่แค่ไหนก็มักพาไปไหนด้วยเสมอ เช่น รูปปั้นหินศิลาแลง (หนักนะนั่น!!)

52. ตำรวจจราจรมีอยู่ทุกที่ขับมอเตอร์ไซด์วิบากในป่า ก็ต้องใส่หมวกกันน็อค

53. ดนตรีประกอบจะต้องตื่นเต้นเร้าใจ ไม่เว้นแม้แต่ฉากตัวโกงกินโค้ก หรือพระเอกกำลังโบกแท็กซี่

54. เพลงประกอบละครอังกอร์ 1 คือต้นฉบับ เรื่องหน้าแค่เปลี่ยนคำศัพท์ และคัฟเวอร์

55. อย่าได้งงถ้าหากเห็นลูกน้องตัวโกงตัวหนึ่งโดนยิงตาย แต่ตอนท้ายแต่งกายมาเป็นชาวบ้านเพราะทุกคนเป็น ~ อมตะ

56. ทุกครั้งที่ต่อสู้กับผู้ร้าย นางเอกจะตะโกนเรียกพระเอกด้วยความเป็นห่วงจนพระเอกพลาดท่าผู้ร้ายเสมอ

57. แม้จะโดนผู้ร้ายสาดกระสุนสักเท่าไร พระเอกจะโดนยิงแค่หนึ่งนัดตรงหัวไหล่หรือไม่ก็ต้นขา ส่วนคนที่ทำแผลให้ ไปดูข้อ 4

58. ถ้าดูละครหนังฉลองไม่รู้เรื่องก็อย่าไปดูเหนังรื่องอื่นเลยนะ(โดยเฉพาะของศาสดาเป็นเอก Invisible Waves)

59. และสุดท้ายตอนจบ พระเอกไม่เคยตาย(เพื่อรอจะพูดประโยคสุดท้ายว่า ผมร้อยตำรวจเอก...ในนามของ...ขอขอบคุณทุกคนที่ให้ควา มร่วมมือกับทางราชการ จ่าช่วยเอาตัวพวกนี้ไปโรงพักด้วย!)

60. แล้วเมื่อสันติสุขมาเยือนอีกครั้ง พระเอกก็ขอนางเอกแต่งงาน ณ ที่ตรงนั้น






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 33

005
BoyDogtag,TTC-005
อังคาร
20/7/2553
เวลา : 15:17
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
"อาหลอง" ทองทั้งชาติ ขาดไม่ได้คือผู้หญิงนมโต!?

ทองทั้งชาติ...
ละครอะไร เชยโบราณชิบ...
เรื่องไหนเรื่องนั้นเป็นต้องเอาลูก-หลานตัวเองมาเล่นด้วย...
ทำไมผู้ร้ายมันยิงไม่เคยโดนพระเอกเลยฟะ...
จะดีก็ตรงนางตัวร้ายนมโตนี่แหละ...ฯลฯ

เหล่านี้เป็นอารมณ์บางส่วนที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนสำหรับใครก็ตามที่มีโอกาสได้ชมผลงานจากการกำกับของผู้กำกับรุ่นใหญ่ "ฉลอง ภักดีวิจิตร" ที่ผูกขาดละครแนวแอ็กชั่นให้กับช่อง 7 มาโดยตลอดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่ "ระย้า" ในปี 2542 กระทั่งผลงานล่าสุดอย่าง "นักฆ่าขนตางอน" ในปีพ.ศ.2553 นี้

แต่ถึงแม้จะมีเสียงค่อนแคะออกมาให้ได้ยินกันบ้าง ทว่าสิ่งหนึ่งที่มิอาจปฏิเสธได้ก็คือตัวเลขเรตติ้งในแต่ละเรื่องของละครจากฝีมือของเจ้าของฉายา "ทองทั้งชาติ" คนนี้ล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับสูงแทบจะทั้งสิ้น

ที่สำคัญถึงแม้มันจะออกแนวเชย เนื้อหาไม่มีอะไรสลับซับซ้อน แต่มันก็ดูจะเป็นความเชยเป็นความโบราณที่มีเอกลักษณ์ของความสนุกอะไรบางอย่างซุกซ่อนเอาไว้ยากที่คนอื่นจะเลียนแบบกระทั่งทำให้คนที่มีโอกาสได้ชมละครที่มียี่ห้อฉลองแปะเป็นต้องเผลอไผลนั่งเฝ้าหน้าจอได้อย่างไม่รู้ตัว
...
"ฉลอง ภักดีวิจิตร" (2475) เป็นลูกคนที่ 2 ในจำนวน 4 คน ของ พุธ ภักดีวิจิตร (วิจารณ์, ฉลอง, เขียวหวาน และวินิจ ภักดีวิจิตร) ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่อยู่ในแวดวงภาพยนตร์ทั้งสิ้น

"คุณพ่อก็เป็นผู้สร้างภาพยนตร์ ขณะที่ทางคุณอาสด (สดศรี บูรพารมย์ น้องชายของพุธ ภักดีวิจิตร) เองก็เป็นผู้กำกับ สมัยนั้นก็มีบริษัทศรีบูรพา ตอนผมอายุ 5-6 ขวบ ก็อยู่ในกองถ่ายแล้ว คือจะเรียกว่าเกิดมาบนกองฟิล์มก็ว่าได้"

ฉลองเดินเข้าสู่ถนนแผ่นฟิล์มด้วยการรับหน้าที่เป็นตากล้องประเดิมด้วยภาพยนตร์เรื่อง "แสนแสบ" เมื่อปี 2493 และทำงานให้กับผู้สร้างภาพยนตร์หลายต่อหลายราย ก่อนจะได้รับรางวัลตุ๊กตาทองพระราชทานถึง 2 ตัว ในปี 2507 จากเรื่อง ผู้พิชิตมัจจุราช และ 2510 จากเรื่อง ละอองดาว

"ถามว่าได้เรียนการถ่ายภาพมาจากไหนหรือเปล่า ผมเป็นครูของตัวเองนะ ไม่ได้เรียนแต่มีการสั่งตำรามาจากอเมริกา ก็มานั่งอ่านนั่งศึกษาเอง ซึ่งผมจะบอกว่าการทำงานถ่ายภาพของผมนั้นเป็นไปตามตำราของฝรั่งเลย ไม่มีมั่ว ทุกอย่างเป็นไปตามตำรา"

ฉลองหันมารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างควบกับตากล้องจากภาพยนตร์เรื่อง "น้ำเพชร" ที่มี ส.อาสนจินดากำกับ นำแสดงโดย "มิตร – เพชรา" ก่อนจะทำหน้าที่ผู้กำกับเต็มตัวครั้งแรกใน "จ้าวอินทรี" โดยใช้นามแฝงว่า "ดรรชนี"

ผลงานที่เริ่มชื่อเสียงให้กับเจ้าตัวเป็นอย่างมากก็คือ "ฝนใต้" ที่เจ้าตัวนั่งแท่นผู้อำนวยการสร้างและกำกับการแสดง..."เรื่องนี้แรงมาก ก็เลยต้องทำคล้ายๆ ภาค 2 ออกมาเรื่อง ฝนเหนือ แล้วก็มีหนังเพลงเรื่อง ระเริงชล เพราะช่วงนั้นกระแสหนังเพลงกำลังมาแรง ซึ่งเรื่องนี้ได้เงินถึง 3 ล้านบาทเลยนะ ซึ่งต้องถือว่าเยอะพอสมควรในสมัยนั้น"

ปี 2515 ผลงานของฉลองเริ่มมีโอกาสออกสู่ตลาดหนังนอกประเทศหลังได้จับมือกับ "ฉั่นทงหมั่น" อดีตหัวหน้าฝ่ายโฆษณาของชอร์แห่งฮ่องกงทำหนังเรื่อง "2 สิงห์ 2 แผ่นดิน" (The Brothers) โดยมีดาราไทยอย่าง สมบัติ เมทะนี, อโนมา ผลารักษ์ ร่วมแสดงกับดาราดังของฮ่องกง "เกาหย่วน" และ "มิสหยีห้วย" อดีตนางงามไซโก้ ร่วมด้วยดาวร้ายอย่าง เฉินซิง และ เถียนฟง เรื่องนี้นอกจากจะฉายในฮ่องกงแล้วยังมีการส่งไปฉายที่อเมริกา ทั้งที่นิวยอร์ก, ซานฟรานซิสโก, ชิคาโก้ และลอสแอนเจลิส อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผลงานที่ถือว่าเป็นมาสเตอร์พีชและนำมาซึ่งฉายา "ทองทั้งชาติ" ของคนชื่อ "ฉลอง ภักดีวิจิตร" ก็คือ "ทอง" (GOLD หรือ S.T.A.B.) นำแสดงโดย "เกร็ก มอร์ริส" (Greg Morris) พระเอกผิวสีชาวอเมริกาที่กำลังโด่งดังจากซีรีส์เรื่อง "ขบวนการพยัคฆ์ร้าย" (Mission Impossible) พร้อมด้วยนางเอกชาวเวียดนาม "เถิ่ม ถุย หั่ง" ขณะที่ดาราไทยนั้นก็ประกอบไปด้วย สมบัติ เมทะนี, กรุง ศรีวิไล, อโนมา ผลารักษ์, ดามพ์ ดัสกร, ดลนภา โสภี, กฤษณะ อำนวยพร ฯ

เรื่องนี้มีการทุ่มทุนอย่างมโหฬาร(ในสมัยนั้น)กว่า 10 ล้านบาท แต่ก็สามารถทำรายได้อย่างถล่มทลาย โดยเฉพาะที่อเมริกาที่เดียวได้ขอซื้อภาพยนตร์เรื่องทองในราคาที่สูงถึงหนึ่งล้านเหรียญหรือราว 20 ล้านบาทเลยทีเดียว

"คือหลังจากสองสิงห์ประสบความสำเร็จมาก พอเสร็จแล้วก็จะทำเรื่องทอง ก็มีการคุยกับคุณบรรเจิด ทวี ซึ่งมันก็ค่อนข้างจะยากอยู่เพราะโปรเจ็กต์มันใหญ่พอสมควร แต่เราก็เอา ทำเลย เป็นเรื่องที่หลังจากอเมริกาแพ้สงครามเวียดนาม"

"ซึ่งพอมันเป็นเรื่องของทหารอเมริกันเราก็ต้องการความสมจริง ก็บินไปที่อเมริกา ตอนนั้น มอร์ริสเขากำลังดังจากมิสชั่นอิมพอสสิเบิล ตอนแรกไปเจอผู้จัดการของเขาก่อน เขาก็ให้ทำบทภาษาอังกฤษไปให้เขาดู ก็กลับมาทำแล้วก็บินไปใหม่ ก็ปรากฏว่าทางนั้นตอบรับ"

"ค่าตัวไม่แพงนะ แต่จำไม่ได้เหมือนกันว่าเท่าไหร่ เขาก็ให้คิวมา 4 อาทิตย์ ถ่ายทั้งกลางวันกลางคืน หยุด 1 วันคือวันอาทิตย์"

หลังประสบความสำเร็จจากทองนับจากนั้นมาดูเหมือนหนังของฉลองก็จะต้องมีนักแสดงชาวต่างชาติมาร่วมโดยตลอด ทั้ง ตัดเหลี่ยมเพชร (H-Bomb) ในปี พ.ศ. 2518 ที่ได้ โอลิเวีย ฮัสซีย์ ซึ่งโด่งดังจากภาพยนตร์เรื่อง โรมิโอกับจูเลียตมาร่วมแสดง รวมไปถึงทองภาค 2, 3, 4

มิใช่เฉพาะจะมีดาราอินเตอร์เท่านั้น หากแต่หนังแอ็กชั่นภายใต้การกำกับของฉลองนั้นต้องบอกว่ามีความอลังการงานสร้างอยู่ไม่น้อย ซึ่งผู้กำกับรุ่นเก๋าบอกว่าหนังของตัวเองไม่ใช่ประเภทระเบิดภูเขาเผากระท่อมเหมือนกับหนังไทยแอ็กชั่นในยุคเดียวกันอย่างแน่นอน

"ของผมระเบิดรถไฟ ระเบิดเฮลิปคอปเตอร์เลยครับ (หัวเราะ) เอารถไฟชนกันในตัดเหลี่ยมเพชร หรืออย่างทอง 2 นี่ก็มีรถมอเตอร์ไซค์ที่เหาะได้ คือติดเครื่องร่อนไว้ อันนี้เราก็สั่งจากเมืองนอกมาเลยนะ จ้างที่อเมริกาทำ ขับไปจนถึงยอดเขากางปีกปุ๊บบินออกหน้าผาไปเลย"

"หรืออย่างทอง 3 นี่เราเอารถฉลามบกของอเมริกาเอามาเล่นเลยนะแล้วเรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จสูง เพราะมีบริษัทอเมริกาเป็นคนจัดจำหน่ายไปทั่วโลก เป็นเรื่องของการชิงเทวรูปทองคำกัน ส่วนทอง 4 ก็ได้แซม โจนส์มาร่วมแสดงกับดาราผู้หญิงอีก 2 คน"

ทำงานกับดาราต่างชาติเรื่องมากมั้ย?
"ไม่นะ แล้วเขาค่อนข้างจะเป็นระเบียบเสียด้วยซ้ำ นัดเป็นนัด แล้วเขาจะจริงจังมาก ทุ่มเท แล้วผมว่าเขาเชื่อฟังผู้กำกับมากๆ เขาไว้ใจ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเราทำถูกต้องตามตำราทุกอย่าง บล็อคกิ้งอะไรอย่างไรต้องเป๊ะๆ"

ฉลองทิ้งท้ายผลงานก่อนที่วงการหนังไทยจะเข้าสู่วงการซบเซาด้วยภาพยนตร์อย่าง มังกรเจ้าพระยา และสุดขีด (มังกรเจ้าพระยา 2) จากนั้นเขาหยุดพักการทำงานไประยะหนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าสู่วงการละครโทรทัศน์ให้กับช่อง 7 โดยยังยึดในแนวแอ็กชั่นที่ถนัดจากผลงานเรื่อง ระย้า, ดาวคนละดวง, อังกอร์ ก่อนจะทำเรื่อง ทอง 5, ล่าสุดขอบฟ้า, ฝนใต้ มาธาดอร์, อังกอร์ 2, เหล็กไหล, ชุมแพ, ทอง 9, เสาร์ 5

รวมถึง นักฆ่าขนตางอน ที่เพิ่งจะจบลงไป ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจนต้องมีการขยายวันออกอากาศเพิ่ม

ซึ่งในขณะที่บางส่วนอาจจะสนุกสนานไปกับผลงานของเขาแบบไม่ได้คิดอะไร ทว่าก็มีไม่น้อยทีเดียวที่มองว่างานของผู้กำกับรุ่นเก่าคนนี้ค่อนข้างจะเชย ทว่าก็เป็นความเชยที่บอกได้ยากว่าทำไมถึงดูสนุก

"ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันยังไง (หัวเราะ) แต่แฟนละครผมเด็กเยอะมากนะ หลักคิดก็ง่ายๆ แหละครับทำอย่างไรให้มันดูสนุก แต่ที่สำคัญคือต้องมีเหตุมีผลในตัว แล้วอีกอย่างเราค่อนข้างจะลงทุนมาก ไม่มีเลยว่าได้มา 100 ลงทุน 50 ได้มา 100 ไป 100 คือเท่าทุนไม่มีกำไร บางทีก็เกินร้อย ก็ขาดทุน ซึ่งก็ไม่เป็นไรเพราะเราถือว่าเราให้ความบันเทิง"

"ถามว่าตอนนี้โปรเจ็กต์หนังอยากทำมั้ย ก็อยากนะ อาจจะเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ ก็ไม่แน่เพราะผมอยากจะเอา อังกอร์ กลับมาทำเป็นหนังดูบ้าง แต่ก็แค่คิดๆ ไว้นะ"

จุดเด่นอีกประการของยี่ห้อฉลองก็คือบรรดาตัวประกอบทั้งหลายซึ่งมักจะมีบทเด่นสำคัญไม่แพ้ตัวเอก ซึ่งสวนใหญ่นั้นจะมีหน้าตาที่ดูเป็นธรรมชาติชนิดหื่นเป็นหื่น ร้ายเป็นร้าย ได้ใจเอามากๆ

"แล้วก็จะมีพวกฝรั่งเข้ามาด้วยถ้ามันมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน...คัดเลือกมาจากไหนหรือ ก็คือส่วนใหญ่พวกที่เล่นๆ อยู่เขาจะชวนๆ กันมาเอง หรือบางทีเราก็ถามว่ามีใครอีกมั้ย แล้วโดยส่วนมากที่เป็นคนรู้จักพอวันไหว้ครูบวงสรวงละครอะไรพวกนี้เขาก็จะพากันมาเต็มไปหมด มาให้เห็นหน้า ถ้าบังอิญเหมาะเราก็เอา บางคนก็มาขอเล่นเลยก็มี"

สุดท้ายที่จะขาดไม่ได้เลยในละครของคนที่ชื่อ "ฉลอง ภักดีวิจิตร" ก็คือดาราหญิงหน้าอกใหญ่ๆ ซึ่งพอถามถึงเรื่องนี้ขึ้นมาผู้กำกับรุ่นใหญ่ถึงกับหัวเราะร่วนก่อนรีบชิงตอบ.."เราก็ต้องเลือกเอง นมใหญ่ทุกคน (หัวเราะ) คือมันไม่มีอะไรหรอก เพราะว่าละครของเรามันเป็นละครบู๊ บางทีก็เครียดก็เอาตรงนี้เข้ามาช่วยให้ความบู๊มันลดลงไปบ้าง"

"สังเกตไม่ทิ้งเลยนะ นมเบ้อเริ่ม (หัวเราะ) แล้วมันก็เป็นเรื่องของการประเล้าประโลมซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดาตามหลักธรรมชาติ แต่ถ้าสังเกตผมไม่ได้ไม่ได้มาเน้นกับฉากพวกนี้มากมายนะ โดยเฉพาะในละคร จะมีบ้างก็ต้องเป็นไปตามเรื่อง มีเหตุมีผล ซึ่งเราทำให้ดูกันเพลินๆ มากกว่า..."


Ref. http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9530000092228>






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 34

thebank44
thebank44TTC121
อังคาร
20/7/2553
เวลา : 21:55
IP:
124.120.56.11

fiogf49gjkf0d
เกิดไม่ทันหนังเก่า
มาทายชื่อหนังใหม่ๆกันบ้างดีกว่า





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 35

thebank44
thebank44TTC121
อังคาร
20/7/2553
เวลา : 21:56
IP:
124.120.56.11

fiogf49gjkf0d
Super ......





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 36

thebank44
thebank44TTC121
อังคาร
20/7/2553
เวลา : 21:56
IP:
124.120.56.11

fiogf49gjkf0d






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 37

thebank44
thebank44TTC121
อังคาร
20/7/2553
เวลา : 21:57
IP:
124.120.56.11

fiogf49gjkf0d
เรื่องอะไรเนี่ย





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 38

thebank44
thebank44TTC121
อังคาร
20/7/2553
เวลา : 21:58
IP:
124.120.56.11

fiogf49gjkf0d
what about this ......





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 39

ttc051
ย้ง
อังคาร
20/7/2553
เวลา : 23:33
IP:
58.9.40.85

fiogf49gjkf0d
คุณแบงค์เล่นทายแบบนี้....แย่แลย





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 40

sailom_276
TTC048
พุธ
21/7/2553
เวลา : 14:12
IP:
125.24.181.157

fiogf49gjkf0d
ชีวิตเราไม่มีพรุ้งนี้......จะมีก็แค่ตอนนี้ที่เรายังหายใจอยู่





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 41

sailom_276
TTC048
พุธ
21/7/2553
เวลา : 14:12
IP:
125.24.181.157

fiogf49gjkf0d






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 42

thebank44
thebank44TTC121
พุธ
21/7/2553
เวลา : 14:23
IP:
125.24.205.186

fiogf49gjkf0d
เอานี่มั่ง เรื่องของความฉลาด

หญิงชรานางหนึ่งถือถุงใบเขื่องเดินเข้าไปในธนาคาร
และกล่าวกับพนักงานที่เคาน์เตอร์ ว่าต้องการ
ฝากเงินสามล้านบาทแต่ขอคุยกับผู้จัดการโดยตรง
พนักงานเห็นว่าหญิงชรามีเงินจำนวนมาก เลยพาไปห้องผู้จัดการเมื่อไปถึง
ผู้จัดการเกิดความสงสัยว่า
หญิงชราไปเอาเงินมาจากไหนเลยถามขึ้นว่า
ผู้จัดการ - คุณยายเอาเงินมาจากไหนมากมายครับ?
คุณยาย - ยายชนะพนันมาจ้ะ
ผู้จัดการ - ยายไปพนันอะไรมาเหรอครับ?
คุณยาย - ก็ไม่มีอะไรมากหรอกพ่อหนุ่ม....อยากรู้ใช่ไหม?
เรามาลองพนันกันก็ได้สักแสนนึง เอาไหมล่ะ?

ว่าก่อนเก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ไข่ของพ่อหนุ่ม
จะกลายเป็นสี่เหลี่ยม
ผู้จัดการ - ฮ่าฮ่าฮ้า ล้อเล่นน่า จะพนันกันจริงๆเหรอ?
คุณยาย - จริงๆซิ ยายมีเงินไม่เห็นเหรอนี่ไงตั้งสามล้าน
คุณยายเปิดถุงเงินให้ผู้จัดการดู
ผู้จัดการเห็นว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่ไข่ของตนจะกลาย เป็นสี่เหลี่ยมเลย
ตอบตกลงรับคำท้าและนัดแนะกันว่าพรุ่งนี้เช้าเก้าโมงจ ะมาพบกันอีกที
ตลอดวันนั้นผู้จัดการไม่เป็นอันทำงานเฝ้าแต่คอยคลำไข ่ตัวเองว่ายังกลมๆรีๆ
อยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า รุ่งเช้าตื่นขึ้นมาผู้จัดการก็ไม่ลืมที่จะ
ตรวจสอบลูกน้อยทั้งสองใบว่ายังกลมอยู่เหมือนเดิมจริง ๆ
เมื่อคลำดูแล้วก็ยังกลมๆดีอยู่ ผู้จัดการเลยรู้สึก
กระหยิ่มใจว่าวันนี้รวยแน่


เวลาเก้าโมงตรงหญิงชรามาที่ธนาคารและตรงไปที่ห้องผู้ จัดการทันทีพร้อมกับชายอีกคน
ผู้จัดการ - สวัสดีครับคุณยาย อ้าว...พ าใครมาด้วยละนี่?
คุณยาย - อ๋อ…ทนายน่ะ ยายเห็นเงินพนันมันมากเลยพาทนายมาด้วย
ผู้จัดการ - ฮุฮุ…คุณยายผมเสียใจด้วยนะคุณยายแพ้พนันผมแล้วหละไข่ ผมยังกลมอยู่เลยนี่ไง

ว่าแล้วผู้จัดการก็จัดแจงปลดกางเกงลงและเรียกให้หญิง ชรามาตรวจสอบน้องชายได้

หญิงชราจึงเดินเข้าไปแล้วก็ลูบๆคลำๆไข่ผู้จัดการอยู่ สักพักแล้วพูดขึ้นว่า
คุณยาย - อืมมมม ยังกลมอยู่จริงๆ ยายยอมแพ้แล้ว
ขณะที่คุณยายกำลังคลำไข่ผู้จัดการอยู่นั้น...
ผู้จัดการเหลือบไปเห็นทนายที่มากับหญิงชรากำลังเอาหั วโขกกำแพงอย่างแรงติดๆ
กันหลายครั้ง

เลยถามคุณยายว่า
ผู้จัดการ - ยายๆ ทนายของยายเขาเป็นอะไรเหรอ?
คุณยาย - อ๋อ… เขาแพ้พนันยายน่ะ
ยายบอกเขาว่า ภายในเที่ยงวันนี้ยายจะได้คลำไข่ผู้จัดการแบ็งค์ใน
officeของผู้จัดการเองเลย
ทนายเขาไม่เชื่อ เราเลยพนันกันสองแสน....อิอิอิ..................

5 5 5 5
... กำไรเห็น ๆ ....

มอบรอยยิ้มให้คนอื่นบ้างนะขอรับ . . .





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 43

ttc051
ย้ง
พุธ
21/7/2553
เวลา : 22:17
IP:
58.9.138.203

fiogf49gjkf0d
สิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ในคุณค่า...
กรวดเม็ดเล็กๆ รวมกันเป็นภูเขาสูงใหญ่
ก้าวเดินก้าวเล็กๆ เป็นระยะทางได้หลายกิโล
การกระทำเล็กๆ ด้วยความรักความกรุณา
สร้างโลกให้สดใส สดสวยด้วยรอยยิ้ม
คำพูดเล็กๆ สามารถบรรเทาปัญหาที่แสนจะยากเย็น
อ้อมกอดเล็กๆ เช็ดน้ำตาให้เหือดแห้ง
เทียนไขเล็กๆ ส่องแสงนำทางในความมืดมิด
ความจดจำสิ่งเล็กๆ คงอยู่นานหลายปี
ความฝันใฝ่เล็กๆ นำไปสู่ความยิ่งใหญ่
ชัยชนะเล็กๆ นำไปสู่ความสำเร็จที่ปรารถนา
สิ่งเล็กๆ ต่างๆ ในชีวิต
นำมาซึ่งความสุขอันยิ่งใหญ่
ถ้าเราได้คิดสักนิด ถึงสิ่งเล็กๆ เหล่านี้แล้วหละก็
ความอบอุ่นเมื่อคิดถึงเธอก็ผุดขึ้นในใจ
มันเป็นความสุขใจอันสุดแสนจะบรรยาย
.. เสมอและตลอดไป ..


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 44

TTC-054
TTC-054 มๅรบูรพา
พฤหัสบดี
22/7/2553
เวลา : 14:37
IP:
118.172.174.155

fiogf49gjkf0d
ได้รับ เมล์ เตือนภัย มาใหม่

วันก่อนไปกินข้าวกับเพื่อนที่ร้านเล็ก ๆ ริมถนนใน จ.ปราจีนบุรี ไปกินกัน 5 คน กินเสร็จก็สั่งเก็บเงิน ยอมรวม 280 บาท เพื่อนผมจ่ายแบ็งค์ 1,000 บาทให้ไป แม่ค้าก็รับไปแล้วเดินไปจะทอนเงิน สักพักเดินกลับมาโวยวายว่า แบ็งค์ 1,000 บาท ที่จ่ายให้ไปนั้น เป็น " แบงค์ปลอม " แม่ค้าตะโกนว่าโต๊ะผมเสียงดังมาก แล้ววางแบงค์ปลอม 1,000 บาท ลงบนโต๊ะ ตอนนั้นคนในร้านมีอยู่ 3 - 4 โต๊ะ ก็เริ่มมอง ๆ มาที่โต๊ะผม

เพื่อนผมเพิ่งจะกดเงินมาจากตู้เอทีเอ็ม เป็นแบงค์ใหม่หมด เลขในแบงค์ก็เรียงกัน แต่ใบที่แม่ค้าเอามาวางคืนให้เป็นแบงค์เก่า ก็เลยเถียงกันไปเถียงกันมา แม่ค้าก็ยังไม่ยอม เพื่อนผมมันจึงแกล้งบอกว่า จำเลขในแบงค์ได้ แม่ค้าก็ไม่ยอม

พอดีมีสายตรวจมาซื้อของที่ร้านข้าง ๆ ก็เลยเดินไปเรียกตำรวจมา บอกให้ช่วยค้นตัวแม่ค้า ดูว่า มีแบงค์ 1,000 บาท ใบอื่นหรือไม่ แม่ค้าไม่ยอมให้ค้นตัว แต่เดินไปหยิบทอนมาให้ 800 บาท ( ทอนเกิน ) แล้วบอกตำรวจว่า ไม่มีอะไร ( ตำรวจไม่ยอมโวยวาย ) เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนะครับ อยากจะเตือนทุกคนให้ระมัดระวังมุกใหม่นี้ด้วย จ่ายแบงค์ 1,000 บาท จริง แต่ถูกหาว่าเป็นแบงค์ปลอม ทางที่ดีก่อนจ่ายแบงค์ 1,000 บาท ควรจำหมายเลขในแบงค์ไว้บ้างนะครับ เพื่อความปลอดภัย









 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 45

ttc051
ย้ง
พฤหัสบดี
22/7/2553
เวลา : 16:04
IP:
58.9.100.119

fiogf49gjkf0d
เวลานี้หาเงินก็ยาก...จะใช้ยังจะมายากอีก......เซ็งเลย





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 46

005
BoyDogtag,TTC-005
ศุกร์
23/7/2553
เวลา : 09:17
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
" นิสสันเผยเครื่องยนต์ใหม่สุดประหยัด "

ข่าวต่างประเทศ- นิสสัน มอเตอร์ วางเป้าหมายเครื่องยนต์บล็อกใหม่รหัส HR12DDR จะเป็นขุมพลังเบนซินที่มีความประหยัดน้ำมันมากที่สุดในโลก และเตรียมนำมาติดตั้งกับซิตี้คาร์รุ่นดังอย่างมาร์ช หรือไมครา ที่เพิ่งเปิดตัวขายเมื่อต้นปี 2010

เครื่องยนต์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากพื้นฐานรหัส HR12DE ซึ่งเป็นแบบ 3 สูบ 1,200 ซีซี ติดตั้งซูเปอร์ชาร์จ พร้อมกับปรับปรุงระบบการเผาไหม้มาเป็นแบบ Miller Cycle ใช้ระบบไดเร็กต์อินเจ็กชัน หรือ Gasoline Direct Injection system (DIG) มีการเพิ่มอัตราส่วนการอัด หรือ Compression Ratio ขึ้นมาอยู่ในระดับ 13.0 : 1 ] สำหรับแหวนลูกสูบมีการเคลือบวัสดุที่เรียกว่า DLC หรือ Diamond-Like Carbon ซึ่งจะช่วยลดการเสียดทานของชิ้นส่วนลงได้ 30% เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องยนต์แบบ 4 สูบที่มีการผลิตกำลังขับเคลื่อนในระดับเดียวกัน

นอกจากนั้น ยังมีการติดตั้งระบบ Auto Start/Stop ซึ่งจะมีการดับเครื่องยนต์ เมื่อจอดติดอยู่กับที่ เพื่อลดการกินน้ำมัน และช่วยในเรื่องการปล่อยมลพิษออกสู่อากาศ

เรื่องกำลังขับเคลื่อน ทางนิสสันไม่ได้เผย บอกแค่ว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ได้จากเครื่องยนต์ 1,500 ซีซี พร้อมระดับการคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 95 กรัมต่อ 1 กิโลเมตร ตามมาตรฐานการทดสอบรูปแบบใหม่ของยุโรป หรือ New European Drive Cycle โดยการพัฒนาครั้งนี้เป็นไปตามแนวทางโปรแกรม Nissan Green Program 2010 (NGP 2010) ในการพัฒนาเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นิสสันเผยว่าเครื่องยนต์บล็อกนี้จะถูกนำมาติดตั้งในมาร์ช หรือไมคราที่ขายอยู่ในยุโรป โดยจะเริ่มทำตลาดช่วงกลางปี 2011 เป็นต้นไป

Ref. http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000099363






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 47

005
BoyDogtag,TTC-005
พุธ
28/7/2553
เวลา : 16:47
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
" พัฒนาเข็มจิ๋วใช้ “แปะ” ไม่ต้องแทง "

ไม่เฉพาะคนที่กลัวเข็มแต่เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับทุกคน หากเราได้รับวัคซีนโดยไม่ต้องใช้เข็มฉีดยา ซึ่งทีมวิจัยสหรัฐฯ กำลังพัฒนา “เข็มฉีดยาจิ๋ว” ที่ให้ความรู้สึกเหมือนสัมผัสกระดาษทรายละเอียด และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมาย อีก 5 ปีเราจะมีวัคซีนแบบ “แผ่นแปะ” ไว้ใช้

การใช้ “แผ่นแปะ” เพื่อการรักษาทางยานั้น มีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นอยู่บ้าง เช่นที่เอพียกตัวอย่างคือ “แผ่นนิโคติน” สำหรับคนที่ต้องการเลิกบุหรี่ แต่ยังไม่มีความสำเร็จที่จะนำแผ่นแปะมาใช้กับวัคซีน หากแต่ทีมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย (Georgia Institute of Technology) หรือจอร์เจียเทค (Georgia Tech) กำลังพัฒนาแถบ “เข็มฉีดยาจิ๋ว” ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนสัมผัสกระดาษทรายละเอียด

มาร์ก พรอสนิตซ์ (Mark Prausnitz) จากจอร์เจียเทคซึ่งเป็นหัวหน้างานวิจัยนี้กล่าวว่า การให้ความรู้สึกเหมือนกระดาษทรายเป็นจุดขายของผลงานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งจากการทดสอบให้อาสมัครทดลองใช้แบบไม่มีวัคซีน ผู้รับการทดสอบต่างให้คะแนนว่าแถบจิ๋วนี้สร้างความเจ็บปวดน้อยกว่าการใช้เข็มฉีดยา 1 ใน 10 ถึง 1 ใน 20 เท่า และเกือบทุกคนกล่าวว่าไม่มีความเจ็บปวดเลย

อย่างไรก็ดี แถบเข็มจิ๋วของทีมวิจัยจอร์เจียเทคยังคงจิ้มทะลุผิวหนังลงไป แต่ด้วยขนาดเข็มที่เล็กมากจึงทำให้ไม่รู้สึกเจ็บปวด และการใช้งานเข็มฉีดยาพันธุ์ใหม่นี้ยังไม่ต้องอาศัยผู้ที่ได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษ ซึ่งพรอสนิตซ์กล่าวว่า นอกจากลดความน่ากลัวของเข็มแล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดการฉีดยาได้เอง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องฉีดด้วยตัวเอง โดยเข็มฉีดยานี้ช่วยขจัดปัญหาออกไปได้ 2 อย่างคือ แก้ปัญหาการกลัวเข็ม และเขี่ยเข็มฉีดยาแบบต้องแทงผิวลึกๆ ทิ้งไป

การพัฒนาเข็มฉีดยาที่ให้ความรู้สึกเจ็บปวดน้อยและลดความน่ากลัวลงนี้เป็นความร่วมมือระหว่างจอร์เจียเทคและมหาวิทยาลัยอีโมรี (Emory University) ในแอตแลนตา สหรัฐฯ โดยการสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพสหรัฐฯ (National Institutes of Health) ซึ่งงานวิจัยได้พัฒนาถึงขั้นการทดสอบในหนูทดลอง และตอนนี้ทีมวิจัยกำลังหาทุนเพื่อวิจัยในคน และหากทุกอย่างไปได้ดี พรอสนิตซ์คาดว่าเราจะได้ใช้แถบเข็มจิ๋วนี้ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ด้านไซน์เดลีให้ความเห็นของ ริชาร์ด คอมแพนส์ (Richard Compans) ศาสตราจารย์ด้านจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยา จากวิทยาลัยแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยอีโมรี ว่าผิวหนังนั้นเป็นบริเวณที่น่าสนใจต่อการสร้างภูมิคุ้มหันให้ร่างกาย เพราะเป็นบริเวณที่มีเซลล์หลากหลายชนิดและมีความสำคัญต่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากวัคซีน

สำหรับแถบเข็มจิ๋วที่ใช้ศึกษาในหนูมีขนาดเข็มจิ๋วที่ยาวเพียง 650 ไมครอน และเรียงกันเป็นแถบอยู่ 100 เข็ม โดยแปะแถบเข็มลงไปที่ผิวหนังนาน 5-15 นาที แต่สามารถแปะได้นานกว่านั้นโดยไม่ทำให้เกิดอันตราย ซึ่งการทดลองในหนูนั้นสามารถส่งวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ในโดสหรือปริมาณยาที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ไซน์เดลีอธิบายขั้นตอนการศึกษาว่า ทีมวิจัยได้แบ่งหนูทดลองออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกได้รับวัคซีนด้วยวิธีฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อแบบเก่า อีกกลุ่มได้รับวัคซีนที่ละลายผ่านแถบเข็มจิ๋ว ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการแปะแถบเข็มจิ๋วที่ไม่มีวัคซีน เมื่อได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่หลังจากนั้น 30 วัน กลุ่มที่ได้รับวัคซีนยังคงแข็งแรง แต่กลุ่มควบคุมนั้นเมื่อได้รับเชื้อไวรัสก็ตายในที่สุด

หลังจากนั้นอีก 3 เดือนทีมวิจัยนำหนูที่ได้รับวัคซีนไปรับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่อีกครั้ง พบว่าหนูที่ได้รับวัคซีนจากแถบเข็มจิ๋วนั้นตอบสนองต่อไวรัสได้ดีกว่า และยังกำจัดเชื้อไวรัสออกจากตับได้มีประสิทธิภาพมากกว่าหนูกลุ่มที่ได้รับวัคซีนผ่านเข็มฉีดยาแบบทั่วไป

สำหรับการทำงานของเข็มจิ๋วนี้เมื่อกดลงบนผิวหนัง เข็มเล็กๆ จะละลายในของเหลวของร่างกายอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงแถบที่ละลายน้ำได้ซึ่งสามารถทิ้งได้ทันทีเพราะไม่เหลือปลายแหลมที่เป็นอันตรายอีก ส่วนวัสดุที่ใช้ผลิตเข็มจิ๋วคือ “พอลิไวนีลไพร์โรลิโดน” (poly-vinyl pyrrolidone) ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นพอลิเมอร์ที่ปลอดภัยต่อภายในร่างกาย

ทั้งนี้ วัคซีนจะถูกเป่าแห้งแล้วผสมเข้ากับพอลิเมอร์ดังกล่าวก่อนหลอมขึ้นเป็นเข็มจิ๋ว จากนั้นทำให้เป็นพอลิเมอร์ที่อุณหภูมิห้องด้วยแสงอัลตราไวโอเลต

“อีกความได้เปรียบของเข็มจิ๋วคือวัคซีนถูกเก็บไว้ในรูปแห้ง ซึ่งจะเพิ่มความคงทนในการขนส่งและเก็บรักษา” เอียนนา สกูนซัว (Ioanna Skountzou) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอีโมรีให้ความเห็น

พร้อมกันนี้พรอสนิตซ์ยังกล่าวอีกว่า ทุกๆ คนควรได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี ซึ่งกลายเป็นภาระใหญ่สำหรับเครือข่ายสุขภาพ ซึ่งมีคนจำนวนมากไม่เข้ารับการฉีดวัคซีนเนื่องจากความไม่สะดวก แต่หากคนเหล่านั้นสามารถรับวัคซีนผ่านทางจดหมาย หรือซื้อหาได้ที่ร้านขายยาก็จะแก้ปัญหานี้ได้

Ref. http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000103585

ภาพ : แท่งจิ๋ว ซึ่งย้อมสีชมพู เพื่อแสดงให้เห็นการบรรจุวัคซีนลงเข็ม ( เอพี/Nature )






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 48

005
BoyDogtag,TTC-005
พุธ
28/7/2553
เวลา : 16:49
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
ภาพ : แถบเข็มจิ๋ว 36 แท่งที่เรียงกัน เปรียบเทียบกับขนาดนิ้วมือ ( ไซน์เดลี )





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 49

005
BoyDogtag,TTC-005
พฤหัสบดี
29/7/2553
เวลา : 15:42
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
" ญี่ปุ่นปลื้ม!“นิสสัน มาร์ช”กวาดยอดจอง12,000 คัน "

ข่าวต่างประเทศ - นิสสัน มาร์ช ที่ญี่ปุ่นขายดีไม่แพ้ประเทศไทย หลังเปิดตัว 2 สัปดาห์ มียอดจองกว่า 12,000 คัน คุยมาตรฐานการผลิตจากไทยเป็นที่ยอมรับ

รายงานข่าวจากบริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า หลังจากแนะนำรถยนต์ นิสสัน มาร์ช ซึ่งผลิตในประเทศไทย ภายใต้โครงการรถยนต์นั่งประหยัดพลังงาน หรือ Eco-Car ให้กับผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นไปเมื่อประมาณกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปรากฎว่าได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดี สามารถสร้างยอดจองได้สูงกว่า 12,000 คันภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์

เดิมนิสสันคาดว่า นิสสัน มาร์ช จะมียอดจองอยู่ที่ประมาณ 4,000 คันต่อเดือนเท่านั้น แต่ปรากฎว่าได้การยอมรับเกินความคาดหมาย ด้วยยอดจองสูงเกินกว่า 3 เท่า ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ครั้งสำคัญของตลาดรถยนต์ในญี่ปุ่น เพราะไม่เพียงจะแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในคุณภาพการผลิตรถยนต์ของบริษัท นิสสัน ในประเทศไทย เท่านั้น แต่ยังเป็นการยอมรับในคุณสมบัติของรถยนต์ มาร์ช ที่สามารถชนะใจผู้บริโภคได้อีกด้วย

ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ นิสสัน มาร์ช ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค คือ คุณสมบัติในการประหยัดน้ำมัน และสมรรถนะในการขับขี่คล่องตัว ครบครันด้วยอุปกรณ์ให้ความสะดวก ในราคาที่เหมาะสม โดยรุ่นที่ได้รับความนิยมและมียอดจองสูงสุดคือ รถยนต์รุ่น 12X (2WD) ซึ่งมีเทคโนโลยี Idle Stop ที่มีคุณสมบัติที่ช่วยในการประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีสัดส่วนในการจองสูงถึง 60%

อนึ่งนิสสัน มาร์ช ถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกของนิสสัน ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยและส่งออกไปจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ภายใต้โครงการ Eco-Car ซึ่งรัฐบาลไทยให้การสนับสนุนเพื่อให้เป็น Product Champion ตัวที่ 2 ซึ่ง บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการฉลองการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกขึ้น เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา

Reference : http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000104096>






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

   
คำตอบที่ 50

005
BoyDogtag,TTC-005
ศุกร์
30/7/2553
เวลา : 16:44
IP:
202.122.130.31

fiogf49gjkf0d
" สจล.พัฒนา"หัวเตาเผาน้ำมันพืชใช้แล้ว" ระบุใช้ง่าย-ลดรายจ่ายครัวเรือน "

น้ำมันพืชใช้แล้ว นับเป็นแหล่งพลังงานที่น่าสนใจอีกแหล่งหนึ่ง เนื่องจากเป็นของเหลือใช้ในครัวเรือนหรือร้านค้าที่ประกอบอาหารประเภทที่ใช้น้ำมันจำนวนมากรวมไปถึงอุตสาหกรรมบางประเภท โดยข้อมูลจากมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมระบุว่าประเทศไทยมีน้ำมันพืชเหลือใช้ทั้งหมดปีละประมาณ 74.5 ล้านลิตร และกว่า 60 % มาจากภาคครัวเรือน ซึ่งน้ำมันพืชเหลือใช้จำนวนมากเหล่านี้ หากครัวเรือนสามารถนำกลับมาใช้เป็นเชื้อเพลิงจะช่วยลดการใช้ซ้ำสำหรับการประกอบอาหารอันจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น เกิดการก่อตัวของสารก่อมะเร็ง เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ รศ.ดร.จารุวัตร เจริญสุข สาขาวิศกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (สจล.) และคณะผู้วิจัย ประกอบด้วย นายเกษมศิลป์ อ่อนทอง และนายอาวุธ ลภิรัตนากูล นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. จึงได้พัฒนา”หัวเผาน้ำมันพืชใช้แล้ว” สำหรับการใช้กับเตาหุงต้มในครัวเรือนและอุตสาหกรรม โดยมีแนวคิดในการช่วยลดต้นทุนการใช้ทรัพยากรและประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนรวมทั้งเป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้อีกทางหนึ่ง โดยในการคิดค้นหัวเผาดังกล่าวได้นำเทคโนโลยีการเผาไหม้โดยใช้วัสดุพรุนมาปรับใช้เพื่อให้เปลวไฟมีเสถียรภาพสูงสามารถกักเก็บอุณหภูมิได้ดี รวมทั้งนำน้ำมันปาล์มใช้แล้วมาเป็นเชื้อเพลิงในการทดสอบหัวเผาที่คิดค้นขึ้น โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับหัวเผาที่ใช้ก๊าซหุงต้ม

ภาพ : รศ.ดร.จารุวัตร เจริญสุข สาขาวิศกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (สจล.) และคณะผู้วิจัย






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย

ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  2  3  4  5   ดูหน้าต่อไป
 


เพื่อความปลอดภัยในการนำเสนอข้อมูลของผู้ใช้ Thailandoffroad.Com สมาชิกเท่านั้น จึงจะตั้งกระทู้ และ ตอบคำถามได้ครับ
สำหรับท่านที่สมัครสมาชิกแล้ว Login Click ที่นี่
สำหรับท่านที่ยังไม่ได้สมัครสมาชิก สมัครสมาชิก Click ที่นี่

   
14/11/2552
หน้าแรก | สมัครสมาชิก | LOGIN | LOGOUT | เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว | ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา(Contact Us) | ติดต่อโฆษณา | ตลาดนัดซื้อขาย
แจ้งปัญหาหรือขอคำปรึกษาการใช้ website หรือติดต่อประสานงานกิจกรรมออฟโรด:::>>> อีเมล์ webmaster@ThailandOffroad.Com หรือ ติดต่อเรา(Contact Us)
CopyRight©ThailandOffroad.Com April,2006 ViewMyStats Truehits.net     วันอาทิตย์,28 พฤษภาคม 2560  (Online 8248 คน)  facebook.com/WeekendHobby