|
| |
|
|
|
คำตอบที่ 127
BoyDogtag,TTC-005
พฤหัสบดี
23/6/2554
เวลา : 09:39
IP: 202.122.130.31
|
... คัดลอกมาจาก E-mail ที่เพื่อนส่งมาให้ เลยมาแบ่งปันให้อ่านนะครับ..
" ในหลวงฯ.. ในสายตาของชาวต่างชาติ "
ไหน จะเขมร พม่า น้ำท่วม พายุ คลิป เสธหนั่น การประท้วง.. ที่สำคัญการโพสต์ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามหน้า wall และในหลายเว็ปไซด์....พาทั้งผมและคนไทยเครียดกันเป็นแถบๆ ถ้าไม่ให้ตกเทรนคงต้องคุยกันแต่เรื่องพวกนี้ แต่วันนี้มีเรื่องเล่าให้หายเครียดกับบรรยากาศบ้านเมือง แต่คนทำให้หายเครียดกลับไม่ใช่คนไทย กลายเป็นคนต่างชาติไปซะนี่...แปลก ซึ้ง แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง...ถ้ามีฝีมือในการถ่ายทอดพอคงได้ เห็นน้ำตาซึมออกมา เพราะความปีติอีกครั้ง...ตามมาครับ
เมื่อวันก่อน พอดีมีโอกาสต้อนรับนักธุรกิจชาวอังกฤษหนึ่งท่าน ที่มาตามงานที่เขาสั่งผลิตเอาไว้..ตามภาษาคนทำธุรกิจเลยต้องรับขับสู้ให้ดี ที่สุดเพื่อโชว์ความเป็นคนไทยที่มีน้ำใจ....เรื่องมันเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร มื้อค่ำครับ....เราก็ทานกันไปตามปรกติ มาอีตอนท้ายๆการสนทนาครับ...จำได้ว่า เราคุยกันเรื่องการลงทุนนี่แหละครับ...อยู่ดีๆฝรั่งตาน้ำข้าวก็พูดขึ้นมา ว่า... " คุณรู้ไหมทำไมคนต่างชาติหลายๆประเทศทำไมตัดสินใจมาลงทุนที่เมืองไทย ".. เราก็ตอบไปตามสไตล์คนอยากรู้ว่า ...ไม่รู้ เข้าทางฝรั่งเลยครับ เขาพูดขึ้นมาว่า " ส่วนมากแล้วจะประเมินกันว่าแรงงานประเภทงานฝีมือคนไทยมีศักยภาพสูงสุดในแถบ เอเซีย สูงกว่าญี่ปุ่นเสียอีก ตอนนี้จะพอมีใช้ได้ก็เวียดนาม แต่ไม่กระตือรือล้นเท่าที่ควรจึงยังห่าง ".... แต่นั้นไม่ใช่เหตุผลหลักนะครับ เพราะสิ่งที่นักธุรกิจคนนี้พูดต่ออกมาคือ..... " แต่ปัจจัยหลักที่พวกเขา ตัดสินใจมาลงทุนที่เมืองไทยเป็นเพราะ " ในหลวงฯ.. ".. เริ่มอึ้งไปชั่วขณะเพราะงง..จึงถามกลับไปว่าทำไมจึงเป็นเพราะ ในหลวงฯ...มาฟังคำตอบชัดๆเลยครับ..
" ก็เพราะประเทศคุณมี king of king...( แปลไม่ถูกเพราะหัวใจมันพองโตขึ้นมาในทันใด)...พวกเราเป็นที่รู้กัน มาตลอดว่าประเทศไทย ไม่ว่าจะมีเรื่องเลวร้ายแค่ไหน มันจะผ่านไปได้ทุกครั้ง แม้นกระทั้งความรุนแรงหรือความแตกแยกทางความคิดใดๆ หากเกิดขึ้น...เพียงในหลวงฯของคุณบอกให้ จบทุกอย่างจะจบ ด้วยความสงบสันติ "... แล้วผมก็ถามกลับไปว่าตอนนี้เรายังมีปัญหาอยู่เลย..เขา ตอบกลับทันทีว่า " เรื่องการจราจลเผาเมืองที่ผ่านมาเขาตามข่าวมาตลอดด้วยความเป็นห่วง แต่ที่แปลกใจก็คือครั้งนี้ในหลวงไม่ออกมา แต่นั้นทำให้เขารู้ว่า..ความรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องความ " แตกแยก " แต่เป็นเรื่อง " การเมือง " ในหลวงฯจึงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว "......
... จบตอนนี้ผมอึ้ง ทึ่ง สมองสั่งการให้เห็นแสงสว่างขึ้นมาทันทีว่า..จริงด้วยเราหลงทางหรือเปล่า ที่คิดว่าเราแตกความสามัคคี จริงๆแล้วเป็นเรื่องการเมืองของคนเลวๆกลุ่มหนึ่งเท่านั้น....คิดได้เท่านั้นทุกอย่างก็หยุดลง เพราะคำว่า " ในหลวง " ที่มีคุณูปการมากมายที่มีต่อคนไทย จนคนไทยอย่างเราเองคาดไม่ถึง นึกไม่ถึงว่าคนต่างชาติมาลงทุนบ้านเราเพราะพระบารมีของพระองค์...ผมกับคุณพ่อเริ่มออกอาการซึมเพราะมันรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก เวลานั้น..... ทุกอย่างแห่งความซาบซึ้งน่าจะจบลงตรงนั้นแต่แล้ว..น้ำตามันซึมออกมาเองอีกครั้ง...เมื่อตอนคนมาเก็บเงินค่าอาหาร...
ในตอนที่เอาเงินส่งให้พนักงาน...ฝรั่งคนเดิมพูดขึ้นมาอีกว่า....
" คนไทยนี่โชคดีจริงๆนะ จะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร มีในหลวงฯคอยติดตามเฝ้าดูอยู่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ".... ผมกับพ่อหันไปมอง คราวนี้พ่อผมถามเองเลยว่า..คุณรู้ได้อย่างไร เขาตอบกลับทันทีเลยว่า.... " ก็ผมเห็นธนบัตรไทยมีรูปในหลวงฯของพวกคุณอยู่ ทุกๆใบ แม้กระทั่งในเหรียญที่มีค่าน้อยที่สุด ถึงมีค่ามากที่สุดในธนบัตร เห็นเป็นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว ดังนั้นเวลาคนไทยไปไหน ในหลวงฯจะอยู่กับคนไทยตลอดเวลา ไม่เคยห่างกัน ผมยังสงสัยเลยว่า ทำไมรัฐบาลคุณไม่พิมพ์คำว่า.. " เรารักในหลวง " ลงไปในธนบัตร.. " .. ทั้งผมทั้งพ่อน้ำตากลั้นไม่ไหวจริงๆครับ มันซึมออกมาแบบไม่อายเลย น้ำลายมันก็กลืนไม่เข้าเวลานั้น..... " เท่ห์ " มากครับที่เกิดเป็นคนไทย หัวใจมันพองโต จนรู้สึกว่าตายกี่ชาติต่อกี่ชาติ ขอให้ได้เกิดเป็นคนไทยทีเถิด....
ส่งแขกเสร็จกลับบ้านกับพ่อสองคน..ตลอดทางไม่พูดกันซักคำ ต่างคนต่างเงียบ ผมก็ได้แต่นั่งคิดถึงคำพูดไอ้ฝรั่งคนนี้มาตลอดทาง มันเป็นความสุขที่ได้รับแบบคาดไม่ถึงจริงๆครับ ....พอถึงบ้านจอดรถให้พ่อลงที่หน้าบ้าน เห็นแม่มายืนรออยู่...พอพ่อลงรถ คำแรกที่พ่อพุดกับแม่คือ..ถามลูกมันดูซิว่า แกรรี่เค้าพูดถึงในหลวงว่ายังงัย.....จบครับ เป็นอันว่าตลอดทางที่กลับบ้านพ่อผมคิดถึงแต่เรื่องในหลวงฯแน่นอน.....
เรื่องทั้งหมดที่เล่า คงอธิบายความรู้สึกที่อยากจะถ่ายทอดทั้งหมดไม่ได้ แต่อยากแบ่งปันครับ....แบ่งปันให้พวกเราเก็บเรื่องดีๆนี่ไว้ในความทรงจำ เพื่อแบ่งปันกันต่อจากรุ่นสู่รุ่น...ไม่น่าเชื่อนะครับว่า คนอื่นมองเห็นเราชัดเจนกว่าตัวเราที่เป็นคนไทยซะอีก...คำว่า เป็นเรื่อง " การเมือง " ไม่ใช่เรื่องความ " แตกแยก ".... อาจเป็นคำตอบให้คนไทยกลับมาคิดทบทวนกันอีก ครั้งว่า..เราแตกแยกกันจริงหรือ..เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่สุด จนคนทั้งโลกยังอิจฉาแต่เราบางคนกลับมองไม่เห็น......
เพิ่งรู้ และสัมผัสกับคำว่า หัวใจพองโต...มันคับฟ้าคับแผ่นดิน..จริงๆนะครับ..ที่สำคัญคือ..การที่รู้สึกแบบนี้ได้เป็นเพราะ..ผมเป็นคนไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่สุดเป็น " พ่อของแผ่นดิน ".. พระองค์ฯ ต้องอยู่เป็นมิ่งขวัญให้คนไทยทั้งแผ่นดินตลอดไป ....จริงไหมครับ..

|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
คำตอบที่ 128
BoyDogtag,TTC-005
พฤหัสบดี
23/6/2554
เวลา : 10:05
IP: 202.122.130.31
|
เวลาเราทำบุญกัน เราก็มักจะขออธิฐานให้..
สุขภาพแข็งแรง , ร่ำรวยเงินทอง , ครอบครัวมีความสุข หรือการงานเจริญรุ่งเรืองกัน.. เป็นต้น
ผมก็อธิฐานเหมือนๆ กับที่พวกเราๆท่านๆทั้งหลาย อธิฐานกันนั่นแหละครับ !!
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะขออธิฐานเพิ่มเข้าไปอีกข้อนึง ก็คือ...
" ขอให้ผม มีปัญญา.. ให้มีสัมมาธิฐิ อะไรที่เป็นสิ่งที่ถูกที่ต้อง ก็ให้เห็นว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องที่ถูก อะไรที่เป็นสิ่งที่ผิดก็ให้เห็นว่ามันผิดเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรกระทำ"
เพราะจากประสบการณ์ชีวิต ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มากมายสักเท่าไรก็เถอะครับ..
ผมเห็นหลายๆท่าน ที่ประสบความสำเร็จทั้งชีวิตครอบครัว หน้าที่การงานก็ดี มีหน้ามีตาอยู่ในสังคม กลับมาตกม้าเอาในเรื่องที่มันขัดแย้งกับสิ่งที่มันควรจะมี ควรจะเป็น ทั้งเรื่องจริยธรรม ศีลธรรมและจารีตประเพณี.. เหมือนกับว่า "ต่อมวินิจฉัย" ของตนเองบกพร่อง.. ประมาณนั้น
ผมเลยไม่อยากจะเป็นแบบท่านๆเหล่านั้น..
ดังนั้น.. เวลาทำบุญ เวลาผมอธิฐาน.. ผมก็มักจะเพิ่มคำอธิฐานนี้เข้าไปด้วยเสมอ..
อย่างน้อย.. ผมจะได้พอมีหางเสือ ไว้คอยนำพาชีวิตให้ไปในทางที่ดี.. จะได้ไม่เสียคนตอนแก่..
แบบที่โบราณว่าไว้..
"แก่เพราะกินข้าว..
เฒ่าเพราะอยู่นาน.." น่ะครับ
ครับผม สาธุ สาธุ สาธุ จาก : ดีแต่โม้(rawat) 23/6/2554 13:00:11 [124.120.94.179] |
แสดงความคิดเห็นย่อย
| |
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
คำตอบที่ 138
BoyDogtag,TTC-005
ศุกร์
22/7/2554
เวลา : 00:39
IP: 124.122.206.249
|
แฉโฆษณาเวอร์รังนกแท้ 100% แท้จริงมีผสมแค่ 1%!!
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชี้ ส่วนประกอบของรังนก บนฉลากส่วนใหญ่มีแค่ 1% ชี้ ทางผู้ประกอบการธุรกิจโฆษณา ร้อง อย.ทบทวนการอนุญาต ใช้ข้อความบนฉลากที่ทำให้ผู้บริโภคสับสน
วันนี้ (21 ก.ค.) ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคร่วมกับเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคตะวันตก ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดกาญจนบุรี และศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดสมุทรสงคราม แถลงข่าวผลการดำเนินงานคุ้มครองความปลอดภัยด้านอาหารและเฝ้าระวังโฆษณา ผลิตภัณฑ์สุขภาพบนสื่อวิทยุชุมชุนและเคเบิลทีวี อันเป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลไกการคุ้มครองความ ปลอดภัยด้านอาหารโดยผู้บริโภคภายใต้การสนับสนุนของแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.)
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้รับการร้องเรียนจากกรรมการผู้จัดการบริษัท โฆษณารายหนึ่ง กรณีนำเสนอส่วนประกอบของรังนกสำเร็จรูปผ่านป้ายโฆษณาของตนว่า รังนกสำเร็จรูปชื่อดัง ใส่รังนกแท้แค่ 1% เศษ แล้วโดนผู้ประกอบการเครื่องดื่มรังนกร้องสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย และได้รับคำตัดสินจากสมาคม ว่า เป็นการกระทำผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโฆษณา แต่ตนไม่เห็นด้วยในคำตัดสิน จึงได้มาร้องมูลนิธิช่วยพิจารณา
หลังจากการศึกษาข้อมูลโดยเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์รังนกสำเร็จรูปเท่าที่หาได้ ในตลาดจำนวน 4 ตราสินค้า เน้นเรื่องส่วนประกอบของอาหาร พบว่า ประเด็นที่ผู้ร้องนำเสนอนั้นเป็นข้อมูลจริงจากฉลากอาหารของผลิตภัณฑ์ โดยจำนวน 3 จาก 4 ตราสินค้า มีรังนกแห้งเป็นส่วนประกอบ แค่ 1% เศษจริง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเป็นกำลังใจให้กับผู้ร้องในการให้ข้อมูลกับผู้บริโภค ผ่านสื่อโฆษณาของตนต่อไปและพร้อมให้การสนับสนุนเพื่อสู้คดีในกรณีที่ถูกฟ้อง ร้องจากบริษัทผู้ประกอบการบริษัทผลิตรังนกสำเร็จรูป น.ส.สารี กล่าว
นายพชร แกล้วกล้า ผู้ประสานงานโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลไกการคุ้มครองความปลอดภัยด้าน อาหารโดยผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า กรณีรังนกสำเร็จรูปนี้ ในเรื่องของการแสดงส่วนประกอบ พบว่า ในสองตราสินค้า คือ สก็อต และ แบรนด์ ระบุแค่น้ำตาลกรวด 10-12% กับ รังนกแห้งที่ 1.1-1.4% ส่วน เอฟแอนด์เอ็น โกลด์ ระบุว่า มี นมโค 19% รังนกแห้ง 0.16% (เป็นวงเล็บ) นมผงขาดมันเนย 4.8% และส่วนประกอบอื่นๆ อีกเล็กน้อย ทั้ง 3 ตราสินค้านี้เมื่อรวมส่วนประกอบของแต่ละตราสินค้าจะไม่มีตราสินค้าใดครบ 100% ประเด็นคำถาม คือ แล้วส่วนประกอบส่วนใหญ่ที่ขาดหายไปคืออะไร สภาพวุ้นที่มีในสินค้าแต่ละขวดเป็นส่วนประกอบของอะไร มีเพียงตราสินค้าเดียวที่แสดงส่วนประกอบครบ 100% คือ เบซซ์ ที่ระบุว่า มีน้ำ 83.8% น้ำตาลกรวด 15.0% และ รังนก (ก่อนต้ม) 1.2% เป็นส่วนประกอบ นอกจากเรื่องส่วนประกอบที่ได้แจ้งไปแล้ว
ยังมีประเด็นปัญหาอื่นด้านฉลากที่ก่อให้เกิดความสับสนกับผู้บริโภค เช่น การอนุญาตให้ใช้คำว่า รังนกแท้ ก่อให้เกิดความสับสนกับผู้บริโภคในส่วนประกอบได้ โดยทำให้ผู้บริโภคคาดหวัง สัดส่วนของเนื้อรังนกในปริมาณที่สูงมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันโดยไม่ได้ สนใจเรื่องว่าเป็นรังนกแท้ๆ ที่ไม่ใช่รังนกปลอม (มีใช้คำนี้ใน 2 ตราสินค้า คือ สก็อต และแบรนด์ ขณะที่อีก 2 ตราสินค้าที่เหลือใช้แค่คำว่าเครื่องดื่มรังนก) นอกจากนี้ การอนุญาตให้ใช้ข้อความบนฉลากโดยใช้คำว่า 100% จากถ้ำธรรมชาติ ถือเป็นการอ้างแหล่งที่มาและอาจจะเข้าข่ายการโฆษณาบนฉลากหรือไม่ โดยที่ผู้บริโภคทั่วไป เข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้ได้รับการรับรองจากจากอย. ซึ่งอย.ควรจะต้องชี้แจงข้อเท็จจริง ว่า อย.สามารถรับรองตามที่ผู้ประกอบการอ้างได้จริงบนฉลากทุกขวดหรือไม่ นายพชร กล่าว
นายพชร กล่าวด้วยว่า จึงขอแจ้งและเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทบทวนการอนุญาตให้ใช้ข้อความบนฉลากที่อาจก่อให้เกิดความสับสน และยกเลิกการให้โฆษณาบนฉลากอาหารเหล่านี้ พร้อมปรับปรุงฉลากอาหารให้เป็นมิตรกับผู้บริโภคแทน
Reference : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000090047>
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
คำตอบที่ 139
BoyDogtag,TTC-005
อังคาร
26/7/2554
เวลา : 17:01
IP: 202.122.130.31
|
เสริมทัพมาร์ช...นิสสันเผย อีโคคาร์ ซีดานรุ่นใหม่
วันนี้ (25ก.ค.) บริษัท นิสสัน มอเตอร์ เอเซีย แปซิฟิค จำกัด และ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานแถลงแผนธุรกิจ นิสสัน พาวเวอร์ อัพ 2016 หรือแผน 6 ปีเพื่อขยายการเติบโตทั่วทั้งภูมิภาค ด้วยกลยุทธ์การแนะนำรถยนต์ใหม่มากกว่า 10 รุ่น รวมทั้งการร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อให้เกิดข้อได้เปรียบในการแข่งขัน โดยแผนดังกล่าวนี้ครอบคลุมตลาดประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และเวียดนาม

|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
คำตอบที่ 140
BoyDogtag,TTC-005
อังคาร
26/7/2554
เวลา : 17:02
IP: 202.122.130.31
|
นอกจากนี้ยังเผยโมเดลจำลอง และความเคลื่อนไหวล่าสุดของ นิสสัน อีโคคาร์ ตัวถังซีดาน ว่าเตรียมขึ้นไลน์ผลิตที่โรงงานนิสสัน บางนา กม.21 ในเดือนกันยายนนี้ ก่อนจะเปิดตัวพร้อมขายเดือนตุลาคม เสริมคู่กับรุ่นพี่นิสสัน มาร์ช ซึ่งเป็นอีโคคาร์ตัวถังแฮทช์แบ็ก
โดยโทรุ ฮาเซกาวา ประธานบริษัท นิสสัน มอเตอร์ เอเซีย แปซิฟิค จำกัด บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และรองผู้จัดการใหญ่ส่วนภูมิภาคของทวีปเอเซียและโอเชียเนีย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวรถยนต์อีโคคาร์ แบบ 4 ประตู เป็นครั้งแรก ตามโครงการของรัฐบาล
จากข้อได้เปรียบของการเป็นผู้นำและผู้จำหน่ายรถยนต์อีโค คาร์ แบบแฮทช์แบ็ก นิสสัน มาร์ช เป็นรุ่นแรกในตลาด นิสสัน ประเทศไทย จะกลายเป็นเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่จะแนะนำรถยนต์ อีโค คาร์ แบบ 4 ประตูเป็นรายแรกอีกครั้ง โดยรถยนต์รุ่นนี้ จะเป็นรถยนต์รุ่นที่ 2 ที่ผลิตของภายใต้โครงการรถยนต์ประเภทคอมแพคที่จำหน่ายทั่วโลกของนิสสัน ที่ได้รับการออกแบบด้วยความมีสไตล์ คุณภาพสูง เป็นเจ้าของได้ง่าย และประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม นาย ฮาเซกาวา กล่าว
ภาพ : นิสสัน ซันนี่ ที่ทำตลาดในประเทศจีน

|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
คำตอบที่ 141
BoyDogtag,TTC-005
อังคาร
26/7/2554
เวลา : 17:03
IP: 202.122.130.31
|
อย่างไรก็ตาม โทรุ ฮาเซกาวา ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทางวิศวกรรม และชื่อในการทำตลาดของ อีโคคาร์ซีดานรุ่นใหม่ แต่อย่างใด
สำหรับ นิสสัน อีโคคาร์ ซีดานรุ่นใหม่ จะพัฒนาบนพื้นฐาน วี-แพลตฟอร์ม เหมือนนิสสัน มาร์ช ส่วนรูปร่างหน้าตาก็มาแนวเดียวกัน นิสสัน ซันนี่ ที่เพิ่งเปิดตัวทำตลาดในประเทศจีน
ขณะที่เครื่องยนต์ใช้เครื่องเดียวกับ นิสสัน มาร์ช คือ เบนซินขนาด 1.2 ลิตร 79 แรงม้า ส่วนราคาขายน่าจะอยู่แถวๆ 500,000 บาท ที่สำคัญตอนนี้รถเสร็จแล้ว เพราะทางนิสสันจัดให้ดีลเลอร์และนักข่าวบางคนไปทดสอบขับกันไปแล้ว เพียงแต่ทางนิสสันยังไม่เปิดขายอย่างเป็นทางการตอนนี้
Reference : http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9540000091660

|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
คำตอบที่ 143
BoyDogtag,TTC-005
พุธ
5/10/2554
เวลา : 03:42
IP: 90.50.206.119
|
วันนี้.. ไม่มีเรื่องเทคโนโลยี..
เอาเรื่องเศรษฐกิจ.. ขอเอาบทความมาแบ่งกันอ่านดูครับ...
เพราะรู้สึกว่า.. นรกกำลังจะมาเยือนในไม่ช้าไม่นานนี้แล้วครับ...
ทองคำ ค่าเงิน หุ้น บทเรียนอีกครั้งจากการทุบถล่มแล้วช้อนซื้อของ เฮดจ์ฟันด์!?
สัปดาห์ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโดยเฉพาะในตลาดทุนนั้นถือได้ว่ามีความผันผวนอย่างหนักและต่อเนื่อง หุ้น น้ำมัน ทองคำ และค่าเงิน ซึ่งเหล่าเฮดจ์ฟันด์ทั้งหลายได้เข้าไป ปั่น ก่อนหน้านี้มาอย่างยาวนาน ต่างก็ได้ถูกเทขายทำกำไรอย่างพร้อมเพรียงกัน
การเทขายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างหนักหน่วงที่ทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงเหว ก็ได้ทำให้นักเล่นหุ้นประเภทที่เล่นมาร์จิ้น และเล่นฟิวเจอร์ ต้องถูกบังคับขายตามกฎเกณฑ์ทำให้กองทุนหัวใสเข้าช้อนซื้อตอนที่เหล่าแมลงเม่าไทยต้องเจ๊งระเนนระนาดและทำให้ราคาหุ้นและทองคำดีดตัวกลับ
ทองคำ ก็เช่นกันได้ถูกกองทุนเฮดจ์ฟันด์เทขายสัญญาทองคำออกมานอกตลาด และทำให้ราคาทองคำทั่วโลกดิ่งลงอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และทำให้นักเล่นทองประเภทฟิวเจอร์โกลด์ต้องถูกบังคับขายเจ๊งกันไปอีกจำนวนมากเช่นกัน แม้แต่สมาคมทองคำของไทยก็ฉวยโอกาสกำหนดราคาซื้อขายและค่าธรรมเนียมเกินกว่าปกติจากที่เคยใช้สูตรคำนวณของราคาทองคำตลาดโลกเพื่อกลบผลขาดทุนของตัวเอง
แต่การที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่นัดหมายกันทั่วโลกเทขายกันอย่างพร้อมเพรียงกันนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นเพราะปัญหาเศรษฐกิจของโลกที่ต้องเผชิญหน้าอยู่ในเวลานี้ก็คือปัญหาหนี้สินอันมโหฬารและปัญหาทางเศรษฐกิจชะลอตัวทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่ทำทีว่าจะเป็นลูกโซ่ใหญ่โตกว้างขวางลามปามกระทบไปทุกประเทศทั่วโลก
โดยเฉพาะ ธนาคาร ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป หลายแห่งถูกทยอยลดความน่าเชื่อถือลงอย่างพร้อมเพรียงกัน และธนาคารเหล่านี้ก็เป็นแหล่งทุนอันสำคัญที่ทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ต้องขายทำกำไรคืนโดยเร็วเพื่อถือเป็นเงินสดรองรับกับสภาพวิกฤตที่กำลังจะมาถึง
เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ ก็คือการที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาพิมพ์แบงก์ออกมาเพื่อซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกจากธนาคาร (QE 1) และเพื่อซื้อแทรกแซงตลาดพันธบัตรสหรัฐอเมริกา (QE2) ตามมาด้วยมาตรการเทขายพันธบัตรระยะสั้นแล้วมาซื้อพันธบัตรระยะยาวโดยมุ่งหวังจะกดอัตราดอกเบี้ยให้ลดลง (Operation Twist) ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าสหรัฐอเมริกาออกอาวุธทางเศรษฐกิจใกล้หมดแล้ว แต่อัตราการว่างงานก็ยังสูงอยู่ในระดับ 9.1%
ซึ่งความจริงแล้วการพิมพ์แบงก์ดอลลาร์สหรัฐอเมริกานั้นก็เหมือนการ ชักดาบเบี้ยวหนี้ทางอ้อม เพราะทำให้หนี้ของสหรัฐฯ ในแต่ละประเทศเป็นเจ้าหนี้อยู่นั้นด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศเจ้าหนี้เหล่านั้น ตรงนี้เองทำให้เหล่าเฮดจ์ฟันด์เห็นโอกาสอันมหาศาลที่จะเร่งแปลงสินทรัพย์ของตัวเองจากดอลลาร์ให้เป็นสินทรัพย์อย่างอื่นในประเทศอื่นๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
มาตรการของสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมาแทนที่จะทำให้อัตราว่างงาน กลับเร่งทำให้ธนาคารสหรัฐอเมริกามีเงินเหลือล้นกลับไปลงทุนในกองทุนเฮดจ์ฟันด์มากขึ้น นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ เข้าซื้อและปั่นหุ้นในประเทศภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย (ที่มีแนวโน้มว่าค่าเงินบาทจะแข็งและเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง) เงินนอกร้อนไหลเข้าประเทศทำให้ราคาหุ้นดีดตัวสูงขึ้นชนิดที่นักการเมืองเอาไปคุยโวกันอย่างสนุกสนานและเอิกเกริก จนไม่มีใครสนใจฟังคำเตือนเรื่องการควบคุมกองทุนจากต่างประเทศที่หวังการลงทุนระยะสั้นแบบตีหัวเข้าบ้านที่จะมาทำให้เศรษฐกิจไทยต้องปั่นป่วน
แต่การเทขายระลอกใหญ่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ทำให้แมลงเม่าไทยและแมลงเม่าทั่วโลกตกกลายเป็นเหยื่อของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งได้สูบความมั่งคั่งของแต่ละประเทศกลับไปโดยได้ทำกำไรจากการเทขายในหุ้น ทองคำ และน้ำมันของตัวเองที่ได้ปั่นเอาไว้แล้ว ยังได้กำไรค่าเงินของแต่ละประเทศกลับไปอีกด้วย (โดยแลกกลับได้เงินดอลลาร์ไปมากขึ้น) โดยไม่ต้องมีการผลิตใดๆ ทั้งสิ้น
ความจริงแล้วคนส่วนใหญ่ไม่ใช่นักเล่นหุ้นก็อาจจะคิดว่าไม่เดือดร้อนอะไร แต่ในความเป็นจริงการปล่อยให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์เข้าไปเล่นค่าเงินบาทได้ก็คือการทำให้ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นถือเป็นการบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันภาคการผลิตไปด้วย ในอีกทางหนึ่งการสูบความมั่งคั่งจากคนในประเทศไทยได้ก็คือ การสูบกำลังซื้อของคนภายในประเทศ ให้ลดลงแล้วตกไปอยู่ในมือของชาติอื่นโดยไม่จำเป็น
กลยุทธ์ของเฮดจ์ฟันด์ก็คือ ปั่นขึ้นให้สูงแล้วเทขาย ทุบให้ต่ำแล้วกลับเข้าช้อนซื้อ ยังคงเป็นวัฏจักรที่จะเกิดขึ้นต่อไปอีกหลายระลอก โดยเฉพาะในสภาวะที่ธนาคารในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีปัญหามาก ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งทำให้เหล่าเฮดจ์ฟันด์เร่งขบวนการสูบความมั่งคั่งจากประเทศต่างๆ ให้เร็วขึ้นเป็น วันต่อวัน และปัจจุบันเร็วกว่านั้นเป็น นาทีต่อนาที โดยเน้นการทำกำไรจากพวกเล่นหุ้นแบบมาร์จิ้นและฟิวเจอร์ที่ต้องถูกบังคับขายหากราคาต่ำกว่าที่กำหนด เพียงแต่บทเรียนสัปดาห์ที่ผ่านมาน่าจะทำให้นักลงทุนและแมลงเม่าทั่วโลกได้สติมากขึ้น (สักระยะหนึ่ง)
แต่ปัญหาในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปน่าจะหนักและสาหัสยิ่งกว่าอเมริกา เพราะพิมพ์เงินขึ้นใช้ตามใจชอบไม่ได้เหมือนสหรัฐอเมริกาและยังมีการคานอำนาจระหว่างกันโดยหลายประเทศ
แผนภูมิภาพแสดงความสัมพันธ์เชิงหนี้จากนิวยอร์กไทมส์ที่แสดงผลเมื่อสิ้นปี 2553 ก็จะเห็นได้ว่า กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี โปรตุเกส และสเปน ซึ่งถือว่าเป็น 5 ประเทศที่กำลังมีปัญหาธนาคารสั่นคลอนและรัฐบาลหนี้สินท่วมท้นนั้น หากมีปัญหา ชักดาบ หรือ ธนาคารล้ม ก็จะลามไปยังเจ้าหนี้รายใหญ่ทั้งธนาคารและรัฐบาลของอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี อย่างแน่นอน
ตัวเลขครึ่งปีแรกของปีนี้ กรีซมีหนี้ต่างประเทศ (ทั้งในส่วนของธนาคารและภาครัฐ) เพิ่มขึ้นเป็น 5.32 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีทุนสำรองอยู่เพียง 6.84 พันล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 77 เท่าของทุนสำรอง), อิตาลี มีหนี้ต่างประเทศรวม 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีทุนสำรองอยู่เพียง 1.69 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 13 เท่าของทุนสำรอง), สเปน มีหนี้ต่างประเทศรวม 1.89 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีทุนสำรองอยู่เพียง 3.38 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 55 เท่าของทุนสำรอง), โปรตุเกส มีหนี้ต่างประเทศรวม 4.98 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีทุนสำรองอยู่เพียง 2.22 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 22 เท่าของทุนสำรอง) , ไอร์แลนด์ มีหนี้ต่างประเทศ 1.15 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีทุนสำรองอยู่เพียง 2.11 พันล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 54 เท่าของทุนสำรอง)
รวมหนี้ต่างประเทศของ 5 ประเทศนี้คือ 5.235 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ประเทศทั้ง 5 ประเทศเหล่านี้ มีหนี้ต่างประเทศมากกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศหลายสิบเท่าตัว และเป็น 5 ประเทศที่ต่างขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนักทั้งสิ้น เปรียบเสมือนว่า 5 ประเทศนี้มีหนี้สินต่างประเทศมหาศาลมากกว่าสินทรัพย์ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ แล้วค้าขายต่างประเทศยังขาดทุนทุกปีอีกไม่รู้จะเอารายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่ไหนมาชำระหนี้ (สถานภาพคล้ายประเทศไทยก่อนปี 2540)
แต่พอหันมาดู 3 ประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ของ 5 ประเทศเหล่านี้ก็มีปัญหาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน โดย ฝรั่งเศส มีหนี้ต่างประเทศ 4.698 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีทุนสำรองระหว่างประเทศ 1.82 แสนล้านเหรียญ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 26 เท่าของทุนสำรอง) ส่วนอังกฤษหนักสุดมีหนี้ต่างประเทศ 8.98 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียง 1.14 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 79 เท่าของทุนสำรอง) และทั้ง 2 ประเทศนี้ก็ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนักทุกปีเช่นกัน
ส่วนเยอรมนีดูฐานะดีกว่าเพื่อนในกลุ่มนี้ เป็นประเทศที่มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดปีละ 1.62 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และมีทองคำมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา โดยมีอยู่ประมาณ 3.4 พันตัน แต่ก็ยังมีหนี้ต่างประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนรวมสูงถึง 4.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียง 2.31 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 20 เท่าของทุนสำรอง)
การล้มละลายของยุโรปครั้งนี้จึงย่อมต้องเกิดขึ้นแน่นอน เพียงแต่ว่าจะดิ่งลงแรงขนาดไหน ขึ้นอยู่กับ หนี้ระยะสั้น ของแต่ละประเทศนั้นถูกทวงคืนเร็วมากน้อยแค่ไหน และปรับโครงสร้างหนี้ยืดระยะยาวออกไปได้หรือไม่ เพราะยิ่งออกพันธบัตรกู้เงินตราต่างประเทศออกมามากในยามที่ทั่วโลกเห็นสภาพนี้แล้ว ถ้าไม่ถูกโก่งราคาอัตราดอกเบี้ยสูงอย่างหนักก็อาจจะหมดหนทางกู้ ผลก็คือการ ชักดาบ เบี้ยวหนี้ หรือบีบเจ้าหนี้ให้ ลด-ยืดหนี้ หรืออาจถึงขั้นไม่ชำระหนี้เอาดื้อๆ ซึ่งผลร้ายจะทำให้ธนาคารหลายแห่งโดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเจ้าหนี้อยู่นั้นได้รับผลกระทบลามเป็นลูกโซ่ไปเป็นจำนวนมาก
และหากความเสียหายของสหรัฐอเมริกาและยุโรปเกิดขึ้น ก็ย่อมส่งผลลามไปถึงภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก เพราะถ้าเศรษฐกิจยุโรปและอเมริกาถดถอยกำลังซื้อหดตัวก็เท่ากับตลาดส่งออกของทั่วโลกย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่เว้นแม้แต่จีนและประเทศไทย
การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารในยุโรปและอเมริกาในช่วงนี้ และการเข้าออกเร็วขึ้นของเฮดจ์ฟันด์จึงเป็นเพียง ยอดภูเขา ของน้ำแข็งที่เพิ่งเริ่มแสดงอาการออกมาเท่านั้น โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ระบุว่าทางรอดของธนาคารในยุโรปต้องเพิ่มทุนสูงถึง 4.6 แสนล้านยูโร (6.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธนาคารหลายแห่งในยุโรปเรียกเงินคืนบางส่วนจากเฮดจ์ฟันด์เพื่อมาพยุงฐานะและเพิ่มทุนให้กับธนาคารในยุโรป
ทั้งนี้ นางคริสตี ลาการ์ด กรรมการผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ยอมรับเมื่อการประชุมวันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554 ที่กรุงวอชิงตันว่า ศักยภาพการปล่อยกู้ของเราที่มีมูลค่าเกือบ 4 แสนล้านดอลลาร์เป็นตัวเลขที่พอดีสำหรับเศรษฐกิจทุกวันนี้ แต่อาจจะไม่พอหากเกิดวิกฤตการเงินรุนแรงในประเทศต่างๆ ที่มีความจำเป็นต้องกู้เงินจากไอเอ็มเอฟในเวลาเร่งด่วน
แปลว่าหากมีเงินไม่พอก็มีโอกาสที่ไอเอ็มเอฟ อาจจะเทขายทองคำบางส่วนจากที่มีอยู่ 2,800 ตันออกมาได้อีก
ประเทศไทยจึงต้องเตรียมตัวรับกับสภาพวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างรู้เท่าทัน รัฐบาลควรต้องพิจารณาถึงการจัดการกับขบวนการสูบความมั่งคั่งของเฮดจ์ฟันด์ และควรสร้างเสริมอุปนิสัยให้กับคนไทยรู้จักการออมและการประหยัดใช้เงินอย่างมีเหตุผล และใช้จ่ายอย่างระมัดระวังเพื่อเตรียมเงินสำรองเอาไว้รองรับวิกฤตที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่เน้นแต่ส่งเสริมกระตุ้นให้ประชาชนสร้างหนี้เร่งใช้จ่ายเพื่อหวังการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเพื่อ ใช้เป็นตัวเลข ที่จะได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ขาดดุลกันได้มากขึ้น
ท่ามกลางเศรษฐกิจทุนนิยมสุดขั้วกำลังทำร้ายและทำลายตัวเองอยู่ในขณะนี้ ปรากฏการณ์นี้ยิ่งเป็นการยืนยันในพระอัจฉริยภาพอีกครั้งหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงพระราชทานปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะทำให้ผู้นำไปปฏิบัตินั้นสามารถอยู่รอดได้ในยามวิกฤต
ภาพ : แผนภูมิการเชื่อมโยงหนี้ระหว่างกันของ 5 ประเทศที่เศรษฐกิจสั่นคลอน กรีซ อิตาลี ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน โดยมีเจ้าหนี้รายใหญ่คือ เยอรมนี อังกฤษ และฝรั่งเศส
อ้างอิง :
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000122856

|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
คำตอบที่ 144
BoyDogtag,TTC-005
พุธ
5/10/2554
เวลา : 03:48
IP: 90.50.206.119
|
ต่อด้วยบทความล่าสุด..
ครับ
แบล็กมันเดย์ สัปดาห์ที่สองกับปรากฏการณ์ ทองคำสวนกระแส!?
วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554 นับเป็นปรากฏการณ์ วันจันทร์สีดำ หรือ แบล็กมันเดย์ สัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน ที่เฮดจ์ฟันด์และกองทุนรวมทั้งหลายในโลก ได้พร้อมใจกันเทขายหุ้น ตราสารน้ำมัน เพื่อคืนหนี้ให้กับธนาคารในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเอาไปเก็บเป็นเงินสดเอาไว้รองรับการสั่นคลอนและการเปลี่ยนแปลงวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปที่กำลังจะมาถึง
เพราะไม่มีใครสงสัยอีกต่อไปแล้วว่า กรีซ ไม่อยู่ในสถานภาพที่จะชำระหนี้ได้ เพราะปัญหาของกรีซนั้นมีสาเหตุสำคัญ 2 ประการคือ
ประการแรก เศรษฐกิจในประเทศกรีซ ใช้จ่ายเกินตัวไปมาก ปรนเปรอข้าราชการและประชาชนด้วยงบประมาณอันมหาศาล มีประชากรไม่มากเพียงแค่ 11 ล้านคน แต่รัฐบาลต้องกู้หนี้ยืมสินมหาศาล จนมีหนี้สาธารณะ 4.54 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 143% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ค่าจ้างในส่วนของภาครัฐสูงขึ้นในทางปฏิบัติถึง 2 เท่าในช่วง10 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่มีอัตราการว่างงานสูงถึง 16.30%
ประการที่สอง กรีซล้มเหลวในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ปัจจุบันกรีซมีหนี้ต่างประเทศทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนรวมทั้งสิ้น 5.32 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียง 6.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ นั่นหมายถึงว่ามีหนี้ต่างประเทศเป็น 77 เท่าของทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่สำคัญคือกรีซขาดดุลการค้าทุกปี ส่งผลทำให้เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดทุกปี โดยปีที่แล้วขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 17,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ซึ่งสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศถึง 2.5 เท่า) นั่นหมายความว่าหากแก้ไขเรื่องการค้าขายระหว่างประเทศไม่ได้ หรือทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงไม่ได้ หรือไม่แยกตัวออกจากยูโร กรีซจะต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดทุกปีอีกปีละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
หมายความว่าอย่าว่าแต่หนี้เก่าที่ยังจะคืนได้ยากเลย แม้แต่หนี้ใหม่ก็กำลังก่อเพิ่มขึ้นทุกปีโดยไม่มีความชัดเจนว่าจะหยุดหนี้ได้อย่างไรจากสภาพที่เป็นอยู่
กรีซ ไม่สามารถที่จะกู้เงินเองได้โดยผ่านตลาดการเงินอีกต่อไป เพราะไม่มีใครให้กู้แล้ว และหากจะมีใครให้กู้ก็ต้องคิดดอกเบี้ยที่แพงมหาโหด จึงทำให้กรีซต้องขอรับการช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ โดยได้เงินกู้ไปแล้ว 1.1 แสนล้านยูโร (1.45 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ก็ยังไม่เพียงพอ และกำลังรอขอรับการช่วยเหลืออีก 1.09 แสนล้านยูโร (1.44 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งก็คงจะไม่พออีกอยู่ดี
ที่แก้ปัญหาไม่ได้เพราะหากจะรีดภาษี ขายทรัพย์สิน ลดค่าใช้จ่ายโดยการลดข้าราชการลดเงินเดือนก็โดนแรงเสียดทานทางการเมืองสูงทำได้ถึงขีดจำกัดระดับหนึ่งเท่านั้น ยิ่งเกิดการว่างงานกำลังซื้อย่อมลดลงเศรษฐกิจก็หดตัว ก็ยิ่งส่งผลทำให้การจัดเก็บรายได้ลดลง ในขณะที่ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็เรื้อรังและแก้ไม่ได้เพราะใช้ค่าเงินยูโรที่ไม่ได้อ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญที่จะช่วยกรีซในด้านการค้าระหว่างประเทศและการท่องเที่ยวของกรีซได้
การใส่เงินเพิ่มหนี้ให้กับกรีซ จึงเป็นเหมือนการผ่อนเวลาของปัญหาออกไปให้ยาวขึ้นเท่านั้น แต่คงต้องทำใจแล้วว่างานนี้ต้องมีการผิดนัดชำระหนี้หรือการลดหนี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ช่วงเวลาที่ผ่านมาเริ่มมีการเสนอให้มีการลดหนี้จากเงินกู้ของภาคเอกชน 20% - 50% ซึ่งจะส่งผลกระทบตามมาเป็นลูกโซ่ทันที เพราะด้านหนึ่งชาติอื่นๆ ที่มีปัญหาหนี้ต่างประเทศที่รอคิวอยู่ก็อยากเอาเยี่ยงอย่างบ้าง ในขณะที่ธนาคารที่ปล่อยกู้ก่อนหน้านี้ก็คงต้องเสียหายได้รับผลกระทบลุกลามไปด้วยจนต้องเป็นเหตุให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศเรียกร้องให้มีการเพิ่มทุนธนาคารในยุโรปอย่างรวดเร็วไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อรองรับปัญหาที่กำลังจะตามมา
เพราะจริงๆ แล้วสถานภาพที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ว่างงานสูง หนี้สาธารณะสูงนั้น เกิดขึ้นไปทั่วยูโรโซน ทั้งไอร์แลนด์ อังกฤษ สเปน โปแลนด์ อิตาลี ฝรั่งเศส ฯลฯ ซึ่งหากเกิดวิกฤตที่กรีซนอกจากจะกระทบต่อเจ้าหนี้สำคัญอย่าง ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษแล้ว ปัญหาจะเกิดลุกลามต่อระบบสถาบันการเงินในยุโรปอย่างแน่นอน และจะต้องมีผลกระทบลามไปทั่วโลกด้วย
และนี่คือปรากฏการณ์ที่ทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ต้องถูกธนาคารในยุโรปเรียกคืนหนี้มาอุดรูรั่วของวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรายแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่งของโลก
แต่เริ่มต้นสัปดาห์นี้มีปรากฏการณ์ วันจันทร์สีดำครั้งที่ 2 ที่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ที่แล้วก็คือราคา ทองคำ สูงขึ้น สวนทางกับราคา หุ้น น้ำมัน และ ค่าเงิน ซึ่งแม้ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะสูงขึ้นกลับมาบ้างบางจังหวะในวันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554 (ตามลักษณะการช้อนซื้อกลับเข้ามาบางจังหวะ) แต่ก็แตกต่างจากทองคำที่สูงขึ้นในลักษณะที่มั่นคงมากกว่าอย่างชัดเจน
สัปดาห์ที่แล้วกองทุนเฮดจ์ฟันด์จะได้เทขายทองคำเหมือนกับ หุ้น เงินตรา และน้ำมันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่เมื่อวันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2554 เป็นวันพิสูจน์ความแข็งแกร่งของราคาทองคำที่ไม่สามารถกดราคาลงให้ต่ำไปมากกว่านี้ได้ซึ่งต่างจากหุ้นและน้ำมัน กองทุนเฮดจ์ฟันด์เม็ดเงินอาจจะหดหายในช่วงเวลานี้เพราะต้องคืนให้ธนาคารในยุโรปเพื่อวิ่งหนีจากการล้มพังทลายลง แต่ก็ยังไม่วายกลับเงินที่เหลือเข้ามาซื้อตลาดทองคำอีกครั้ง
เหตุก็เพราะด้านหนึ่งในวงการตลาดทองคำต่างทราบกันดีว่าทองคำในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนมักจะต้องมีการปรับฐานใหญ่ราคาจะลดลงทุกปี และตุลาคมเป็นต้นไปจนถึงเดือนพฤษภาคมในทุกๆ ปีจะเริ่มมีความต้องการในการใช้ทองคำจริงตามฤดูกาล (โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย)
ตุลาคมเป็นช่วงเทศกาลฉลองแต่งงานในอินเดีย ธันวาคมเป็นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ทั่วโลก และช่วงเดือนกุมภาพันธ์ก็เป็นช่วงตรุษจีน ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเทศกาลที่ชาวเอเชียมีความต้องการซื้อทองคำจริงทั้งสิ้น
ในขณะอีกด้านหนึ่งเมื่อราคาลดลงต่ำลงมามากกว่า 1,600 เหรียญต่อทรอยออนซ์ ธนาคารกลางหลายประเทศก็จะเริ่มเข้าซื้อทองคำเก็บเอาไว้เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ที่เป็นเงินยูโรและดอลลาร์สหรัฐที่จะต้องด้อยค่าอย่างแน่นอนในทุนสำรองระหว่างประเทศ
เพียงแต่ที่ราคาทองคำถูกทุบลงมาได้เพราะก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2554 ราคาทองคำ ขึ้นสูงเร็วเกินไป (โดยเฉพาะเมื่อเทียบช่วงห่างระหว่างเส้นค่าเฉลี่ย moving average 14 วัน กับ 200 วัน) จนทำให้สบช่องโอกาสที่มีการเทขายทำกำไรได้และราคาลงมาใกล้ๆ กับ 1,600 เหรียญต่อทรอยออนซ์ก่อนจะเริ่มดีดตัวกลับขึ้นมาอีกครั้ง
เพราะ ทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่แสดงความมั่งคั่งควบคู่มากับอารยธรรมในภูมิภาคเอเชีย (โดยเฉพาะจีนและอินเดีย) ยิ่งไปกว่านั้นชาวเอเชียซึ่งถือว่าในเวลานี้ถือได้ว่าความมั่งคั่งมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะสถานภาพการค้าระหว่างประเทศนั้น ได้ทั้งเกินดุลการค้า เกินดุลบัญชีเดินสะพัด มากด้วยการลงทุน เป็นภาคการผลิตที่สำคัญของโลก เอเชียทุกวันนี้จึงมีสถานภาพเป็น เจ้าหนี้ ที่สำคัญของอเมริกาและยุโรป ดังนั้นเมื่อเงินยูโรและดอลลาร์ไร้ความน่าเชื่อถือและด้อยค่าลงทุกวัน ก็ยิ่งเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ประเทศต่างๆ จะต้องพิจารณาแปลงสินทรัพย์ในทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นอย่างอื่นที่น่าไว้วางใจมากกว่าเงินและพันธบัตรสกุลยูโรและดอลลาร์สหรัฐที่กำลังด้อยค่าลง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมต้องหนีไม่พ้น ทองคำ
ทันทีที่ราคาทองคำลงเมื่อเดือนที่แล้ว จีน อินเดีย และตุรกี ซึ่งเป็นประเทศสำคัญที่ซื้อทองสำหรับเครื่องประดับได้ซื้อทองคำเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ธนาคารกลางของเกาหลีใต้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารกลางของรัสเซีย ธนาคารกลางของโบลิเวีย ธนาคารกลางของโคลัมเบีย ฯลฯ ต่างทยอยสะสมทองคำกันมากขึ้นในทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
อันที่จริงต้องถือว่า ทองคำ เป็นสินทรัพย์อันสำคัญในทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกแล้ว แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นศัตรูอันสำคัญของยุโรปและอเมริกาด้วย เพราะในรอบหลายปีที่ผ่านมา หากธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ซื้อทองคำกันมากๆ ก็ยิ่งทำให้โอกาสที่จะขายพันธบัตรเพื่อกู้หนี้ของยุโรปและอเมริกาด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำก็จะยากขึ้นไปด้วย เพราะความจริงแล้วทั้งในยุโรปและอเมริกาต่างก็เป็นกลุ่มประเทศที่ขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมหาศาลกันทุกปี ถึงอย่างไรธนาคารกลางในยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็ยังมีความจำเป็นต้องออกพันธบัตรกู้หนี้เพื่อชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่มีวันหยุด
อาจด้วยเหตุผลนี้ที่ในปี พ.ศ. 2542 รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจเทขายทองคำต่อเนื่องออกมาเป็นผลทำให้ราคาลดลง เป็นผลทำให้ทำลายบรรยากาศตลาดทองคำอยู่หลายปี ในขณะที่ธนาคารกลางในยุโรปและธนาคารกลางในสหรัฐอเมริกาได้ริเริ่มและชี้นำให้ธนาคารกลางอื่นๆ ทำต้องลงนามตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ใน ข้อตกลงทองคำของธนาคารกลาง (Central Bank Gold Agreement) ที่ห้ามธนาคารกลางแต่ละประเทศขายทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศเกินกว่า 400 เมตริกตันต่อปี และห้ามขายเกิน 2,000 เมตริกตันในช่วง 5 ปี ทั้งนี้ถือเป็นการกำหนดมาตรการจำกัดไม่ให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และประเทศต่างๆ (โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา, ยุโรป และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งมีทองคำจำนวนมาก) ขายทองคำในทุนสำรองให้กับชาติอื่นๆ (โดยน่าจะมีเป้าหมายเล็งไปที่ชาติในเอเชียที่มีเงินตราต่างประเทศมาก) มากเกินกำหนด อันเสมือนเป็นการบีบให้ชาติต่างๆ (โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย) ต้องกลับมาซื้อพันธบัตรในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเอาไว้เป็นสินทรัพย์ในทุนสำรองระหว่างประเทศต่อไป จนอเมริกาและยุโรปหนี้สินท่วมท้นอยู่ในขณะนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรากฏการณ์ในกรีซที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างหวาดผวาการลุกลามล้มกันเป็นโดมิโน ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกต้องระมัดระวังความเสี่ยงในการถือครองพันธบัตรของธนาคารและรัฐบาลในยุโรปมากขึ้น ยิ่งมีข้อจำกัดการขายทองคำจากข้อตกลงทองคำของธนาคารกลางก็ยิ่งทำให้ยุโรปและอเมริกา (ซึ่งมีทองคำในทุนสำรองมากที่สุด) มีข้อจำกัดที่จะขายทองคำเพื่อเก็บมาเป็นเงินสดด้วยเช่นกัน
ในขณะเดียวกัน หากถึงแม้ยุโรปและอเมริกานำทองคำออกมาขายในรอบนี้แล้วจะทำให้ราคาทองคำลดลงก็ตาม แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการเร่งทำให้ธนาคารกลางในชาติต่างๆ เทขายพันธบัตรสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพื่อเข้าไปซื้อทองคำมากขึ้นแทนไปด้วย ก็จะยิ่งทำให้ความต้องการพันธบัตรสหรัฐอเมริกาและยุโรปลดลงตามเป็นเงาตามตัว ซึ่งจะเป็นผลทำให้เป็นการบีบให้สหรัฐอเมริกาและยุโรปต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรอบใหม่ให้สูงขึ้น อันจะส่งผลกระทบทำให้เกิดเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรปชะลอตัวทางเศรษฐกิจหนักขึ้นไปอีก
เมื่อเวลานี้ไม่มีธนาคารกลางชาติไหนขายทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศออกมาอย่างมีนัยสำคัญ ธนาคารกลางของแต่ละประเทศจึงย่อมเข้าซื้อในตลาดทองคำโดยตรง และเป็นเหตุทำให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นต่อไป (แม้จะมีความผันผวนในระยะสั้นก็ตาม)
เฮดจ์ฟันด์ อาจจะโจมตีทุบหุ้นและตราสารน้ำมันทั่วโลกเพื่อให้คนมาสนใจพันธบัตรสหรัฐอเมริกาและยุโรปมากขึ้นได้ แต่การทุบราคาทองคำโดยมีธนาคารกลางทั่วโลกที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศมหาศาลทยอยรับซื้อมาสะสมในสถานการณ์วิกฤตของโลกเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายสำหรับเฮดจ์ฟันด์ในยามนี้
ทำให้หวนนึกถึง หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่ได้เทศน์กำชับหลายครั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 ว่าให้แปลงเงินบริจาคทั้งหมดให้เป็น ทองคำ เก็บเอาไว้ในคลังหลวงให้เป็นสมบัติของชาติที่มั่นคงต่อไป ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 ว่า
ทองคำเป็นสิ่งที่ต้องการมากที่สุดเพื่อเป็นหลักสมบัติประกันชาติไทยของเรา เมื่อมีทองคำมากแล้ว การพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเติมใช้อีกก็ยังได้อีก ตามปริมาณของทองคำที่มีมากน้อยในคลัง นี่ยังมีส่วนได้อีกนะ เราจึงต้อเสาะแสวงหาทองคำมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งเลย ให้เป็นอันดับหนึ่ง เรียกว่าทองคำนี้เป็นสมบัติคงคลังว่างั้นเถอะ ให้เหลืองอร่ามอยู่ในคลังหลวงของเราแล้วสง่างามองอาจกล้าหาญ ถ้ามีทองคำอยู่ในคลัง ถ้าไม่มีนี้ไม่องอาจนะ ล่อแหลมต่ออันตรายได้ง่ายๆ ถ้ามีทองคำคงคลังแล้วก็แน่นหนามั่นคง
ภาพ : ภาพ : กราฟแสดงค่าราคาทองคำ (สีแดง) กับราคาเฉลี่ย Moving Average 14 วัน (สีน้ำเงิน) กับราคาเฉลี่ย Moving Average 200 วัน (เส้นสีเขียว)
อ้างอิง : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000126221

|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
คำตอบที่ 146
BoyDogtag,TTC-005
เสาร์
8/10/2554
เวลา : 15:16
IP: 90.50.85.159
|
สงครามช่วงชิงความมั่งคั่งระหว่าง ทองคำ กับ กระดาษ !?
ทองคำ ถือได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่หลายประเทศเคยใช้หนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรของชาติตัวเองมาแล้วมาก่อน เพราะคนจะเชื่อในกระดาษเงินตราได้ก็เพราะเชื่อว่าตัวเองไม่ต้องถือทองคำเดินไปเดินมา และให้ธนาคารกลางเป็นคนรับฝากทองคำเหล่านั้นพร้อมกับการออกกระดาษทดแทน เพื่อให้เชื่อว่ากระดาษเหล่านั้นมีมูลค่าเท่ากับทองคำที่ฝากเอาไว้กับธนาคารหรือธนาคารกลางของแต่ละประเทศ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจผู้ชนะสงคราม ได้กำหนดตีมูลค่าทองคำผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐเอาไว้ที่ 35 ดอลลาร์เท่ากับทองคำ 1 ออนส์ เงินดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นเงินสากลที่ถูกนำไปใช้ทั่วโลก และเมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐได้ถูกใช้ในการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศ ก็ยิ่งทำให้เงินดอลลาร์ได้ใช้มากกว่าปริมาณทองคำที่มีอยู่จริงในทุนสำรองของสหรัฐอเมริกา
ประกอบกับในช่วงเวลานั้นสหรัฐอเมริกาได้เข้าสู่การทำสงครามยืดเยื้อกับเวียดนามและสงครามเย็นก่อให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณมหาศาล ทั้งขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ก็ยิ่งทำให้ทองคำที่มีอยู่ในทุนสำรองระหว่างประเทศนั้นมีน้อยกว่าเงินดอลลาร์ที่พิมพ์อยู่จริง ดังนั้นหากประเทศใดเอาดอลลาร์มาแลกทองคำกลับคืนก็ย่อมไม่มีทองคำให้เพียงพอ ด้วยเหตุนี้ ในปี พ.ศ. 2514 สหรัฐอเมริกาจึงประกาศหยุดการใช้ทองคำหนุนหลังเงินดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
และด้วยความคุ้นเคยหรือยอมจำนนของประเทศต่างๆในโลกได้ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินสกุลหลักของโลกมาอย่างยาวนานโดยไม่ใครเคยคำนึงการหนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ ประเทศไทยและอีกหลายประเทศก็เคยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตะกร้าเงินค่อนข้างคงที่ตรึงเอาไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินบาทเคยแข็งค่าตามเงินดอลลาร์สหรัฐ จนประเทศไทยมีความฟุ้งเฟ้อนำเข้าสินค้าต่างประเทศ ขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แถมยังกู้หนี้ต่างประเทศมาใช้กันอย่างมโหฬาร จนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี พ.ศ.2540 ประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงินจนแทบหมดทุนสำรองระหว่างประเทศ จนต้องจำใจยอมลอยค่าเงิน และแก้กฎหมายเอื้อประโยชน์ให้กับต่างชาติ และปล่อยให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์และวาณิชธนกิจต่างชาติเข้ามาปล้นสินทรัพย์ของประเทศไทยในราคาถูกๆมาแล้ว
เพราะจริงๆ แล้วที่ผ่านมาทุนของสหรัฐอเมริกาเองไม่ค่อยได้สนใจชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเท่ากับความมั่งคั่งของวาณิชธนกิจ กองทุนเฮดจ์ฟันด์ และธนาคารซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา ดังนั้นการที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งจึงเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐอเมริกาที่สามารถซื้อสินค้าและสินทรัพย์จากประทศต่างๆได้ราคาถูก แต่เป็นผลเสียต่อภาคการผลิต
นับตั้งแต่ประเทศในภูมิภาคเอเชียพากันอ่อนค่าเงิน ก็ได้ทำให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่กลายเป็นประเทศส่งออกที่กลับมาเกินดุลการค้า และเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง โรงงานอุตสาหกรรมได้ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในภูมิภาคนี้ตลอดระยะเวลา 14 ปี ประเทศในเอเชียหลายประเทศได้พลิกฟื้นจากสถานภาพลูกหนี้กลายเป็นประเทศเจ้าหนี้ เพราะเงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยว
ค่าเงินอ่อนของประเทศไทยและเอเชียก็ได้ทำให้ทุนการผลิตของสหรัฐอเมริกาย้ายฐานการผลิตของตัวเองไปยังประเทศในเอเชียมากยิ่งขึ้น ทำให้คนอเมริกันสูญเสียศักยภาพและความสามารถในการผลิต ซ้ำร้ายกว่านั้นสหรัฐอเมริกาก็กลายเป็นประเทศที่ขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างมโหฬาร
เมื่อการผลิตอยู่นอกประเทศ แถมนำเข้าแทนการผลิตในประเทศ ก็ย่อมทำให้เกิดการว่างงานเกิดขึ้นไปโดยปริยาย
ปัจจุบันหนี้ต่างประเทศ(ทั้งของรัฐบาลและเอกชน)ของอเมริกาสูงที่สุดในโลกถึง 14.82 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงแค่ 142,931 ล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศมากกว่าทุนสำรองถึง 97 เท่าตัว) แต่ที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกายังรอดมาได้ก็เพราะ
ประการแรก ยังออกพันธบัตรกู้จากประเทศต่างๆได้เรื่อยๆประการหนึ่งโดยที่ทุกประเทศทั่วโลกยังเชื่อในพันธบัตรของอเมริกา
ประการที่สอง สหรัฐอเมริกาก็ได้พิมพ์ธนบัตรเงินดอลลาร์ออกมาใช้เรื่อยๆโดยที่คนยังเชื่อในดอลลาร์ (ทั้งๆที่ไม่ต้องมีอะไรหนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรดอลลาร์เลย)
ประการที่สาม ประเทศต่างๆ ได้เงินดอลลาร์มาจากการค้าระหว่างประเทศอยากได้ผลตอบแทนจึงสมประโยชน์ที่จะได้ดอกเบี้ยจากการฝากเงินกับสหรัฐอเมริกาและซื้อพันธบัตรสหรัฐอเมริกา
ไม่ใช่เฉพาะอเมริกาเท่านั้น กลุ่มประเทศยุโรปที่สำคัญหลายแห่งต่างเป็นประเทศที่ขาดดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดกันอย่างมโหฬารทุกปีเช่นกัน ทั้ง กรีซ อังกฤษ อิตาลี สเปน ไอร์แลนด์ โปรตุเกส ฝรั่งเศส ด้วยเหตุนี้สหภาพยุโรปจึงจำเป็นออกพันธบัตรกู้เงินจำนวนมหาศาลดึงเงินจากเอเชียให้ไหลกลับมาเช่นกัน
ในขณะที่สหภาพยุโรปได้ท้าทายสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐด้วยการก่อตั้งเงินสกุล ยูโร ขึ้นมาในปี พ.ศ. 2542 ในครั้งนั้นทำให้โลกได้ถือเอาเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศประมาณ 70.9% ในขณะที่ยูโรมีอยู่ 17.9% ผ่านมา 12 ปีปรากฏว่าโลกถือเงินสกุลดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงเหลือ 60.7% และถือเป็นเงินยูโรเพิ่มขึ้นเป็น 26.6%
แต่ปัญหาสำคัญของสหภาพยุโรปก็คือการใช้เงินสกุลเดียวกันคือ ยูโร ทั้งๆที่แต่ละประเทศมีลักษณะทางเศรษฐกิจที่ต่างกัน อีกทั้งมีการตัดสินใจที่ไม่เป็นเอกภาพยากที่จะใช้เครื่องมือทางการเงินได้คล่องตัวเท่ากับสหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดปัญหาหนี้เสียของกรีซจึงทำให้ปัญหาบานปลายถูกเปลือยอย่างล่อนจ้อนว่า หลายประเทศในยุโรปมีหนี้สินมหาศาลสภาพก็ไม่ต่างจากกรีซเช่นกัน ซึ่งจะเป็นผลทำให้เศรษฐกิจยุโรปล้มก่อนสหรัฐอเมริกา
แต่สิ่งที่ชดเชยการเสียเปรียบการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาและยุโรปก็คือ การสูบความมั่งคั่งจากภูมิภาคเอเชียกลับไป ดังนี้
1. ร่วมมือกันสูบพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติในตะวันออกกลางและเอเชียกลับคืนไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป ทั้งการ่วมมือกันก่อสงคราม หรือใช้สายลับสร้างสถานการณ์ในภูมิภาคต่างๆ ตลอดจนอาจจะสนับสนุนผู้นำแต่ละประเทศที่จะเอื้อผลประโยชน์ให้กับอเมริกาและยุโรปมากที่สุด
เพราะการก่อสงครามเป็นการตอบสนองทุนผู้ผลิตอาวุธสงครามในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนน้ำมันในอเมริกาก็ถือเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองก็จะได้ประโยชน์ในการเข้ายึดแหล่งพลังงานต่างๆ และเข้าสัมปทานสูบความมั่งคั่งเหล่านั้นกลับประเทศได้ด้วย
2. ใช้กองทุนเฮดจ์ฟันด์และวาณิชธนกิจซึ่งใช้ทั้งเงินและตลาดตราสารอนุพันธ์ในการเข้าโจมตีสูบความมั่งคั่งจากตลาดทุนและตลาดเงินในชาติต่างๆ กลับคืนสู่สหรัฐอเมริกาและยุโรป ด้วยเหตุผลนี้สหรัฐอเมริกาและยุโรปจึงใช้ทุกมาตรการและใช้เงินอย่างมหาศาลเพื่ออุ้มธนาคารที่จะเป็นแหล่งทุนของเหล่ากองทุนวาณิชธนกิจและกองทุนเฮดจ์ฟันด์ทั้งหลาย
แต่การกู้เงินอย่างมหาศาลในยุโรปเพื่ออุ้มธนาคารที่จะได้รับผลกระทบจากกรีซ และการพิมพ์แบงค์ดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกาผ่านมาตรการ QE 1 และ QE 2 เพื่ออุ้มธนาคารในสหรัฐอเมริกานั้น ตลอดจนการที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องกู้เงินฉุกเฉินเพื่อหาเงินมาคืนหนี้ที่ถึงกำหนดชำระ เป็นการกระตุกโลกอย่างรุนแรงให้มีสติว่า
ทำไมประเทศต่างๆต้องเชื่อในเงิน ยูโร และ ดอลลาร์ต่อไป?
ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่ธนาคารในยุโรปเรียกเงินคืนจากเฮดจ์ฟันด์เพื่อมาถือเงินสดมาพยุงสถานภาพของธนาคารเพื่อรองรับการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซนั้น เฮดจ์ฟันด์ได้เทขายหุ้น ตราสารน้ำมัน และทองคำ เป็นผลทำให้ราคาดิ่งลงมาก และสัญชาตญาณของเฮดจ์ฟันด์ก็จะผสมโรงในการเทขายให้มากกว่าปกติเพื่อช้อนซื้อกลับทำกำไรมาแล้วหลายระลอกใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดีได้มีบทพิสูจน์หลายครั้งตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คือเมื่อเหล่าเฮดจ์ฟันด์เทขายทองคำและตราสารทองคำ ราคาทองคำก็ร่วงเหมือนกันแต่ทุกครั้งที่ราคาทองคำต่ำกว่า 1,600 เหรียญต่อทรอยออนส์ ก็จะมีแรงซื้อกลับมาเช่นกันทุกครั้ง ต่างจากหุ้นและน้ำมันที่เหล่าเฮดจ์ฟันด์ยังปั่นราคาแล้วขายทิ้ง ทุบราคเพื่อช้อนซื้อกลับในลักษณะที่บงการได้ง่ายกว่า
เพราะแม้ทุนเฮดจ์ฟันด์จะมีขนาดใหญ่โตและพยายามสร้างความปั่นป่วนในตลาดทองคำอย่างมาก แต่ก็ต้องเผชิญหน้ากับ ทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลก ที่กำลังสะสมทองคำทุกครั้งที่ราคาต่ำลงมา แสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางทั่วโลกกำลังแสวงหาทางเลือกอย่างอื่นที่ไม่ใช่ กระดาษยูโร หรือ กระดาษดอลลาร์ และนั่นหมายความว่านับวัน ยุโรป และอเมริกา จะกู้เงินจากเอเชียได้ยากขึ้นทุกวัน
เนื่องจากทองคำในโลกมีจำกัด สหรัฐอเมริกาและยุโรปเป็นหนี้มหาศาลท่วมท้นแต่ถือทรัพย์สินทองคำมากที่สุดในโลกโดยไม่ปล่อยขายออกให้เอเชีย (เพราะต้องการบีบให้เอเชียต้องเข้ามาซื้อพันธบัตรสหรัฐอเมริกาและยุโรปต่อไป) ในขณะเดียวกันเอเชียซึ่งได้ชื่อว่ามีความมั่งคั่งร่ำรวยกลับถือทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรและธนบัตรสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่กำลังด้อยค่าลงทุกวัน ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ตลาดทองคำมีราคาสูงขึ้นและผันผวนอย่างมากเพราะหลายประเทศพยายามเร่งปรับทุนสำรองของตัวเองโดยการเพิ่มสัดส่วนทองคำมากขึ้น
วันนี้คนอเมริกันและยุโรปเริ่มต่อต้านทุนนิยมในตลาดหุ้นเพิ่มมากขึ้น เพราะปัญหาในประเทศที่มีปัญหาการว่างงานสูงขึ้น คนอเมริกันและยุโรปมีหนี้สินจำนวนมาก แต่รัฐบาลกลับใช้เงินอย่างมหาศาลในการอุ้มธนาคารเพื่อไปปล่อยกู้ให้กับกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในการปั่น-ทุบทำกำไรจากตลาดหุ้นทั่วโลก โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์ใดๆ
สิ่งที่ต้องจับตามองในภาวการณ์กดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรปซึ่งจะลามไปการเมืองด้วย เรายังไม่รู้ว่าประเทศใดจะเป็นเหยื่อรายต่อไปในการก่อสงครามเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับสหรัฐอเมริกาและยุโรป และเรายังไม่รู้ว่าจะมีขบวนการแทรกแซงทางการเมืองหรือสร้างสถานการณ์เพื่อช่วงชิงพลังงานจากประเทศใด
ในขณะเดียวกันทั่วโลกต่างเริ่มจับตามองหาสินทรัพย์อย่างอื่นเพื่อแปลงดอลลาร์และยูโรในมือให้เป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากว่าแม้กระทั่งการล่าพื้นที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ทั่วโลกเพื่อรองรับวิกฤติอาหารของโลกที่กำลังเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทางธรรมชาติ
โดยเฉพาะประเทศไทยมีทั้งพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก มีแหล่งพลังงานที่มีคุณภาพสูงและมีมูลค่ามหาศาล เป็นที่หมายปองจากหลายชาติอยู่ไม่น้อย
ดังนั้นจึงได้แต่เพียงแจ้งว่า ไม่มีจะใครเฝ้าระวังรักษาผลประโยชน์อันมีค่าของประเทศไทยนี้ได้นอกจากคนไทยด้วยกันเองเท่านั้น!!!
อ้างอิง : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000128011
ภาพ: แสดงพื้นที่ทุนสำรองหักลบลด้วยหนี้ต่างประเทศ (สีแดงมีหนี้ต่างประเทศมากกว่าทุนสำรองโดยเฉพาะอเมริกาและยุโรป) (สีเขียวมีทุนสำรองมากกว่าหนี้ต่างประเทศโดยเฉพาะจีน)

|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
คำตอบที่ 147
BoyDogtag,TTC-005
จันทร์
21/11/2554
เวลา : 19:18
IP: 124.121.106.161
|
ใครไม่อยาก "กระดูกพรุน" ก่อนวัย โปรดอ่านทางนี้!
เป็นอีกหนึ่งเรื่องสุขภาพที่หลาย ๆ บ้านไม่ควรมองข้าม นั่นก็คือ "โรคกระดูกพรุน" ซึ่งปัจจุบันพบว่า ผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้น และที่สำคัญมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัว
ความน่าเป็นห่วงนี้ นพ.บุญวัฒน์ จะโนภาษ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ คลินิก ศูนย์แพทย์พัฒนา เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่เคยรู้ตัวเองเลยว่าป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนมาก่อน แต่เมื่อเกิดการหักของกระดูก หรือกระดูกยุบตัวจากอุบัติเหตุจึงได้รู้ความจริง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งการรักษาอาจทำได้ยากถึงแม้จะมีหลายวิธี แต่ก็ไม่หายขาดเหมือนเก่า โดยวิธีการรักษามีทั้งการรับยา การทานยาแคลเซียมเพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูก การเข้าเฝือก การดามเหล็ก หรือการฉีดซีเมนต์เมื่อมีอาการกระดูกแตกหรือหักหรือยุบตัว
สำหรับบุคคลในบ้านที่มีความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าว คุณหมอบอกว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และชายที่มีอายุมากกว่า 60 ปี นอกจากนี้ยังรวมไปถึงคนที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 45 กิโลกรัม ทำงานโดยไม่ได้รับแสงแดด หรือเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมต่ำ และอาจเกิดขึ้นได้เช่นกันกับคนที่รับประทานทานยาขับปัสสาวะ ยาสเตียรอยด์ และยารักษาไทรอยด์ อันเป็นยาที่เพิ่มการสลายแคลเซียม รวมทั้งโรคไต ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซียมเสียไป
"ผู้หญิงที่มีสิทธิ์เป็นโรคกระดูกพรุนได้ง่าย โดยมีข้อบ่งชี้ว่า จะต้องหมดประจำเดือนก่อนอายุ 40 ปี ถูกตัดรังไข่ 2 ข้างก่อนอายุ 45 ปี เกิดภาวะเอสโตรเจนต่ำก่อนหมดประจำเดือน มีภาวะเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการขาดฮอร์โมน ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุนก่อนอายุ 60 ปี ดังนั้นการป้องกันดีกว่าการรักษา เพื่อที่จะไม่เกิดเหตุการณ์กระดูกหักเอาง่าย ๆ ครับ" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้ออธิบายเสริม
ดังนั้น การป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งที่ทุกบ้านควรให้ความสำคัญ ซึ่งบางทีด้วยอายุ หรือปัจจัยอื่น ๆไม่สามารถไปปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขได้ แต่อย่างไรก็ตามก็มีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่สามารถเข้าไปปรับปรุงหรือลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนได้ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อท่านนี้ให้คำแนะนำเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
1. ควรทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น กะปิ กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว รวมถึงนมเป็นประจำ
2. ออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่อร่างกายเบา ๆ เช่น การวิ่ง ยกน้ำหนัก รำกระบอง อย่างน้อย 20 นาทีต่อวันและการออกกำลังกายที่ช่วยการทรงตัวเพื่อลดความเสี่ยงต่อการล้ม
3. การโดนแสงแดดอ่อน ๆ มากกว่า 15 นาทีต่อวัน ช่วยให้ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งมีส่วนช่วยในการป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้
4. เมื่อสงสัยว่าตัวเองหรือสมาชิกในบ้านมีภาวะกระดูกพรุน ควรป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหกล้ม เช่นการจัดบ้านให้เรียบร้อย แสงสว่างพอเพียง ใช้พื้นที่ไม่ลื่น ระวังเรื่องน้ำที่หกบนพื้น มีราวจับช่วยการเดิน นอกจากนี้ต้องระมัดระวังการมีสัตว์เลี้ยงและเด็ก ที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยเช่นกัน อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักในผู้สูงอายุ
"เมื่อย่างเข้าสู่วัยทอง ควรปรึกษาแพทย์ โดยแพทย์อาจพิจารณาให้เอ็กซเรย์ หรือการวัดความหนาแน่นของกระดูก (BMD) โดยทั่วไปให้ทำในหญิงอายุมากกว่า 65 ปีและชายมากกว่า 70 ปี นอกจากมีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งถ้าค่า BMD นี้น้อยกว่า -1 ถือว่ามีภาวะกระดูกบาง และถ้าต่ำกว่า -2.5 ถือว่าเป็นโรคกระดูกพรุน ควรทำการรักษาโดยการใช้ยาลดการทำลายและเพิ่มการสร้างของกระดูก" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อให้แนวทาง
ส่วนถ้าใคร หรือครอบครัวใดมีคนในบ้านเป็นโรคกระดูกพรุนอยู่แล้ว แพทย์อาจจ่ายยาที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูกให้ด้วย ซึ่งยาเหล่านี้ คุณหมอบอกว่า ต้องรับประทานอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในการดูแลของแพทย์ หากไม่ได้รับประทานยาอย่างต่อเนื่องจะทำให้ประสิทธิผลของยาในการลดการหักของกระดูกไม่ได้ผลเท่าที่ควร แต่ยังมียาอีกชนิดหนึ่งเป็นยาชนิดฉีด เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุน ใช้ฉีดปีละ 1 ครั้งทางหลอดเลือดดำ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องระบบทางเดินอาหาร หรือมีปัญหารับประทานยาไม่สม่ำเสมอ และผู้ป่วยที่ลำบากในการเดินทางมาตรวจกับแพทย์
อย่างไรก็ดี ในช่วงวิกฤตน้ำท่วมแบบนี้ คุณหมอบอกว่า บ้านไหนที่มีผู้สูงอายุ ควรระวังอุบัติเหตุที่อาจทำให้กระดูกหัก หรือแตกได้ง่าย
"ในช่วงภาวะน้ำท่วม ขณะนี้มีผู้สูงอายุ ได้รับอุบัติเหตุเพิ่มสูงขึ้น บางคนถึงกับเกิดกระดูกสันหลังยุบตัว เพราะไปช่วยคนในครอบครัว ยกของหนัก เพื่อหนีน้ำ นำของขึ้นที่สูง บางคนเดินไปสะดุดล้ม หรือลื่นหกล้ม ซึ่งไม่กี่วันที่ผ่านมา มีคนไข้ที่กระดูกมือกระดูกเท้าหักและมีคนไข้ที่กระดูกหลังยุบ เนื่องจากไปช่วยลูกหลานของตัวเองยกของ ซึ่งภายในไม่กี่วันที่ผ่านมามีคนไข้ ผู้สูงอายุเพิ่มจำนวนสูงขึ้น และส่วนใหญ่เป็นโรคกระดูกพรุนโดยไม่รู้ตัวและไม่แสดงอาการ
นอกจากนี้อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าห่วงผู้สูงอายุในขณะนี้ก็คือควรระมัดระวัง เรื่องของการดูแลเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยง เนื่องจากบางทีเด็กเล็กมักจะเล่นกับคุณยาย คุณย่าแรงเกินไป หรือไปอุ้มผิดท่าผิดจังหวะ อาจทำให้บาดเจ็บ และเกิดอาการกระดูกสันหลังยุบตัว หรือข้อมือข้อเท้าหักได้ หรือบางครั้งผู้สูงอายุชอบเลี้ยงสัตว์ เช่น สุนัข เวลาจูงออกไปเดินเล่นอาจเกิดลื่นหรือหกล้ม ทำให้เกิดกระดูกหักได้" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อเผย
ดังนั้น เมื่อกระดูกซึ่งเป็นโครงสร้างของร่างกายไม่แข็งแรง หรือมีความโปร่งบางและตัวเนื้อกระดูกก็ไม่แข็งแรงเท่าเดิม แม้สะดุดล้มเบา ๆ ก็อาจเกิดกระดูกหักได้โดยง่าย ทางที่ดีเราควรเรียนรู้ และรู้ทันภาวะกระดูกพรุนก่อนที่จะสายเกินไปกันดีกว่าครับ
ภาพ : นพ.บุญวัฒน์ จะโนภาษ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ คลินิก ศูนย์แพทย์พัฒนา
อ้างอิง : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9540000148092>

|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
คำตอบที่ 148
TTC-077oTAKOBo
จันทร์
21/11/2554
เวลา : 20:33
IP: 124.122.122.13
|
อันนี้เด็ด น้ำท่วมปีนี้ การจัดการเอาอยู่ http://www.youtube.com/watch?v=Y6NPLA-AIEc&feature=related
ตาบอยมือถืนนะจ่ายแล้วยังกลับมาบ้านแล้วเบอร์โดนปิดอยู่ จาก : TTC077(TTC077) 21/11/2554 23:05:51 [110.169.237.138] |
เงินเดือนออกไววันนี้ สหกรณ์มีโครงการพิเศษสามแสนห้าดอก 4 เปอร์เซ็นค้ำคนเดียวฮิๆ จาก : TTC077(TTC077) 21/11/2554 23:12:58 [110.169.237.138] |
เป็นใบสีชมพูนะส่งเดือนละประมาณ2600 ประมาณ 15 ปีไม่เกี่ยวกับใบฟ้าใบเหลือง 555หลายใบจัง จาก : TTC077(TTC077) 21/11/2554 23:15:05 [110.169.237.138] |
กู้เลยพี่กบอย่ารอช้า เดี๋ยวก็มีเรื่องให้ใช้เอง55555555 จาก : singh2005(singh2005) 22/11/2554 9:17:10 [58.8.136.123] |
ผมวางแผนปีหน้าจัดหนักเอาทีเอาเยอะๆเลยพี่555 จาก : TTC077(TTC077) 22/11/2554 18:02:18 [124.120.226.33] |
แสดงความคิดเห็นย่อย
| |
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
คำตอบที่ 149
BoyDogtag,TTC-005
พฤหัสบดี
9/2/2555
เวลา : 08:38
IP: 124.121.116.140
|
" ขึ้นบินถี่ๆ J-20 สเตลธ์ จีนใกล้จริง ตัวเปลี่ยนดุลอำนาจเวหา "
กองทัพอากาศจีนเพิ่งจะบินทดสอบเครื่องบินต้นแบบ J-20 เฉิงตู อีกครั้งหนึ่งในวันเสาร์ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 65 ซึ่งทำให้เชื่อว่าทุกอย่างใกล้จะลงตัว และนักวิเคราะห์ กล่าวว่า เครื่องบินที่ใช้เทคโนโลยีหลบเลี่ยงเรดาร์แบบ สเตลธ์ (Stealth) ของจีนกำลังเป็นตัวแปรแห่งดุลอำนาจทางอากาศในเอเชีย
การประดิษฐ์คิดค้นและทดลองสร้างเครื่องบิน J-20 ด้วยเทคโนโลยีของตนเอง ตลอดจนความมุมานะของจีนในการทดลองเพื่อความลงตัว เพื่อให้ เฉิงตู มีประสิทธิภาพสูงสุดตามที่ต้องการ กำลังทำให้เกิดการแข่งขันด้านสงครามทางอากาศขึ้นในเอเชีย เพื่อหาทางรับมือกับการ ขยายอำนาจ ของฝ่ายจีน
วันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา สำนักข่าวแห่งเดียวกันนี้ได้นำภาพ J-20 ขึ้นทดลองบินออกเผยแพร่มาครั้งหนึ่งโดยมิได้ให้รายละเอียด แต่การเผยแพร่ภาพอีชุดหนึ่งก่อนหน้านั้นในกลางเดือน ธ.ค.2554 มีการระบุว่า เป็นการทดลองขึ้นบินครั้งที่ 53 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภายในเวลาชั่วข้ามเดือน จีนได้บินทดสอบเครื่องบินล่องหนถึง 12 ครั้ง
ภาพที่เผยแพร่ผ่านประชาคมออนไลน์ในช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ ยังแสดงให้เห็นการพลิกแพลงผาดโผนอันแคล่วคล่องว่องไว อย่างน่าประหลาดใจของ J-20 ขณะบินทดสอบเหนือน่านฟ้านครเฉิงตู (Chengdu) มณฑลเสฉวน (Sichuan) ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้
ในช่วงเดียวกันนี้กองทัพอากาศจีนยังได้บินทดสอบเครื่องบินขับไล่โจมตี J-15 มาหลายครั้ง และ นี่คือเครื่องบินรบที่จีนเตรียมเอาไว้สำหรับเรือบรรทุกเครื่องบินที่กำลังสร้างขึ้นมาเป็นครั้งแรกด้วยเทคโนโลยีของตัวเองเช่นกัน
เครื่องบินรบ J-15 เป็น Su-33 เวอร์ชันของจีนที่สร้างขึ้นจากเครื่องต้นแบบที่ซื้อจากสาธารณรัฐยูเครน โดยใช้เครื่องยนต์ไอพ่น อุปกรณ์ควบคุมการบิน อุปกรณ์นำร่อง และระบบบังคับอาวุธทันสมัยซึ่งเผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีของจีนเอง
นี่คือ เครื่องบินรบตระกูล Su-27/Su-30 ที่มีชื่อเสียงของค่ายโซเวียต ที่พัฒนามาต่อเนื่อง และ Su-33 เป็นรุ่นดัดแปลงให้สามารถขึ้นลงในระยะทางสั้นๆ ได้ และ มีปีกที่พับได้สำหรับประจำเรือบรรทุกเครื่องบินของรัสเซียในปัจจุบัน
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาระบุว่า ประชาคมระหว่างประเทศกำลัง รู้สึกอยู่ไม่เป็นสุข กับการเสริมสร้างกำลังรบของจีน รวมทั้งการค่ำบาตรต่ออิหร่านของโลกตะวันตกได้ทำให้หลายประเทศทั้งในเอเชียและตะวันออกกลางต้องทุ่มงบประมาณเพื่อสร้างเสริมกำลังทางอากาศของตนเอง
กำลังมีการเน้นเป็นอย่างมากในเรื่อง.. เครื่องบินรบกับสิ่งต่างๆ ที่ใช้กับเครื่องบิน -- ขีปนาวุธ ลูกระเบิด อากาศยานสนับสนุน เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าทางอากาศ เครื่องบินเติมน้ำมันกับสิ่งอื่นๆ ในเรื่องเหล่านี้ รอยเตอร์อ้างคำพูดของนายซีโมน วีซแมน (Siemone Wezeman) นักวิจัยอาวุโสด้านการซื้อขายอาวุธแห่งสถาบันวิจัยสันติสุขระหว่างประเทศแห่งกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน
เดือน ธ.ค.2554 ญี่ปุ่นประกาศทุ่มเงินมหาศาล 7,000 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อ F-35 เครื่องบินรบทันสมัยล่าสุดของสหรัฐฯ ที่ใช้เทคโนโลยีสเตลธ์ จำนวน 42 ลำ และเชื่อว่า เกาหลีใต้ก็กำลังจะเดินตามรอยเดียวกัน อันเป็นผลโดยตรงจากการพัฒนากำลังทางอากาศของจีน
เดือน ม.ค.เกาหลีได้เชิญผู้แทนบริษัท ล็อกฮีดมาร์ติน ผู้ผลิต F-35 บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินรบยูโรไฟเตอร์ และ ค่ายบริษัทโบอิ้งสหรัฐฯ เข้าเสนอรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งราคาของ เครื่องบินรบก้าวหน้า จำนวน 60 ลำ ที่คาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านดอลลาร์
ภาพ : ภาพที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ข่าวการทหารของจีนในวันจันทร์ 6 ม.ค.2555 เครื่องบิน J-30 "เฉิงตู" กำลังไต่เพดานบินในแนวดิ่งขณะขึ้นบินทดสอบก่อนหน้านั้นเพียง 1 วัน ซึ่งผู้ที่สามารถถ่ายภาพนี้ได้และนำออกเผยแพร่ได้ในชั่วเวลาข้ามวัน ก็ย่อมมีแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบหรือผู้ใกล้ชิดกับโครงการนี้เท่านั้นและยังอาจจะแสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมแล้วที่จะอวดผลงานของตนต่อชาวโลก นักวิเคราะห์มองว่าปรากฏการณ์เช่นนี้อาจจะบ่งบอกว่า การทดสอบเครื่องบินสเตลธ์ที่ดำเนินมาตลอด 2 ปีกำลังได้ผลที่น่าพึงพอใจและใกล้ความจริง.
อ้างอิง : http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9550000017147>

|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
คำตอบที่ 150
BoyDogtag,TTC-005
พฤหัสบดี
9/2/2555
เวลา : 08:41
IP: 124.121.116.140
|
บริษัทเหล่านี้กำลังชายตามองไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวต เช่นกัน รอยเตอร์กล่าว
ส่วนอินเดียที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาข้ามศตวรรษกับจีน ปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ประกาศซื้อเครื่องบินรบราฟาล (Rafale) รวดเดียว 179 ลำ
ผู้ผลิตในฝรั่งเศส กล่าวว่า ราฟาลเหนือกว่า F-18 กับ F-16 ของค่ายสหรัฐฯ ในทุกทาง แต่ขณะเดียวกันอินเดียยังเจรจาขอซื้อเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้ากับเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศจากสหรัฐฯ เพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง และในอนาคตอินเดียอาจเป็นลูกค้า F-35 ที่สหรัฐฯ จะต้องให้ความสำคัญอีกรายหนึ่ง
ภาพ : ภาพการขึ้นบินทดสอบครั้งที่ 65 ของเครื่องต้นแบบ J-20 เฉิงตู ในวันเสาร์ 4 ม.ค.2555 ถูกนำออกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ข่าวการทหารในชั่วเวลาข้ามวันเท่านั้น อีก 1 วันถัดมา คือ 6 ม.ค.2555 ก็มีการนำเอาภาพเจ้า 2001 ลำเดียวกันนี้อีกชุดหนึ่งแพร่ในประชาคมออนไลน์และก่อนหน้านั้นเพียงเดือนเศษ ภาพการขึ้นบินทดสอบครั้งที่ 53 ออกว่อนในเน็ตมาก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนทดสอบเครื่องบินรบเทคโนโลยีสเตลธ์ของตนถี่ยิบกว่า 10 ครั้งในช่วงปลายปีจนถึงต้นปีนี้ นักวิเคราะห์มองว่าเครื่องบิน ล่องหน ของจีนเริ่มใกล้ความจริง.

|
|
|
|
|
|
|
|